
เมนูคู่ครัวยามยาก (หรือว่า...ทุกยาม?)
ตอนนี้อาหารที่หาซื้อ (ตุน) ยากที่สุด ก็ต้องยกให้เส้นแห้งๆ กรอบๆ
โดย...ศิศิรากร อัครัช
ตอนนี้อาหารที่หาซื้อ (ตุน) ยากที่สุด ก็ต้องยกให้เส้นแห้งๆ กรอบๆ ในแพ็กบรรจุน้ำมันเจียวหอมและเครื่องปรุงรสต่างๆ กัน ที่หลายคนอาจเรียกติดปากเป็นชื่อยี่ห้อดังมากกว่าจะเรียกชื่อจริงนามสกุลเต็มอย่าง “บะหมี่สำเร็จรูป” (Instant Noodles)
โดยปกติก่อนจะลงมือจัดการบะหมี่สำเร็จรูปตรงหน้าให้ราบคาบ มักจะต้องเติมน้ำร้อน ตามด้วยเครื่องปรุงรสต่างๆ ที่ติดมากับห่อ แต่หลายๆ คนโดยเฉพาะวัยรุ่นนิยมกินกันกรอบๆ แบบแกะห่อกินเป็นสแน็ก – ก็กินได้ ไม่ผิดกติกา
บะหมี่สำเร็จรูปห่อแรกของโลกพะยี่ห้อ “นิสชิน” ผลิตโดยประเทศเจ้าตำรับราเม็งอย่างญี่ปุ่นนี่เอง นิสชินรสไก่ (Nissin Chikin Ramen) โผล่ออกมาดูโลกเมื่อ 25 ส.ค. 2505 โดยมี โมโมฟุกุ อันโด เป็นผู้ชักนำเข้าสู่วงการ
ครั้นพอย่างเข้าปี 2514 นิสชินก็ก้าวล้ำบะหมี่สำเร็จรูปเจ้าอื่นๆ ไปอีกขั้นด้วยการผลิต “บะหมี่ถ้วย” (Cup Noodles) ออกมา เป็นบะหมี่ที่ผสมคลุกเคล้าเครื่องปรุงและผักอบแห้งมาในถ้วย ใส่น้ำร้อนไม่กี่นาทีก็อร่อยได้เลย ซึ่งทำให้ชีวิตคนขี้เกียจ เอ๊ย คนรักบะหมี่ (สำเร็จรูป) ง่ายขึ้นไปอีก
ในปี 2543 ซึ่งตรงกับปีมิลเลนเนียม หรือปี ค.ศ. 2000 มีการสำรวจความคิดเห็นกันว่าสิ่งประดิษฐ์ หรือการสร้างสรรค์อะไรของชาวอาทิตย์อุทัยที่เจ๋งที่สุด ประชาชนชาวญี่ปุ่นพากันโหวตให้ “บะหมี่สำเร็จรูป” เป็นสุดยอดนวัตกรรมของศตวรรษที่ 20 ทีเดียว
วัฒนธรรม “บะหมี่สำเร็จรูป” ไม่ได้อยู่แค่ในญี่ปุ่นและบ้านเราเท่านั้น แต่แผ่ขยายไปทั่วทั้งโลก ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย อเมริกาใต้ หรือแม้แต่ประเทศแสนร่ำรวยในยุโรปอย่างเยอรมนี ก็มีบะหมี่สำเร็จรูปให้หม่ำกัน
จากผลสำรวจของสมาคมบะหมี่สำเร็จรูปโลกเมื่อปี 2553 ที่ผ่านมานี่เอง บอกว่าแต่ละปีผู้คนทั่วโลกหม่ำบะหมี่สำเร็จรูปกันกว่า 9.5 หมื่นล้านห่อ โดยประเทศที่นิยมกินเป็นบ้าเป็นหลังที่สุดคือ ชาวจีนที่บริโภคกันปีละตั้ง 4.2 หมื่นล้านห่อ
รองอันดับ 1 ได้แก่ ชาวอินโดนีเซียที่กินกันปีละ 1.4 หมื่นล้านห่อ ส่วนเจ้าตำรับอย่างญี่ปุ่นบริโภคเป็นอันดับ 3 ปีละ 5,300 ล้านห่อ ตามด้วยเวียดนาม (4,800 ล้านห่อ) และอเมริกา (4,000 ล้านห่อ) โห... อะไรเนี่ย คนไทยไม่ติดโผ 1 ใน 5 เลยเหรอเนี่ย ผิดคาดจริงๆ
จะเรียกว่าบะหมี่สำเร็จรูปเป็นเมนูยามยาก (แต่หลายคนบอกว่าทุกๆ ยาม) ก็ได้ เพราะเมื่อใดที่เศรษฐกิจเกิดตกต่ำขึ้นมา ยอดขายและยอดหม่ำบะหมี่ซองแบบนี้เป็นต้องแปรผกผันกลายเป็นพุ่งปรี๊ดๆ ทุกทีไป ยกตัวอย่างเมื่อครั้งเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งขึ้นในปี 2540 ยอดขายบะหมี่ดังอย่างมาม่าขยับขึ้นทันที 15 เปอร์เซ็นต์ เพราะหลายคนที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจต้องรัดเข็มขัดกันเป็นแถว เลยหันมาพึ่งของอร่อยราคาถูกกินอิ่มท้อง
แม้จะอร่อยถูกปากคนมากมาย แต่บะหมี่สำเร็จรูปก็ถูกจัดให้อยู่ในหมวดของกินที่ไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ หรือที่เรียกกันว่า จังก์ฟู้ด (Junk Food)
องค์การอาหารและยาสหรัฐแจกแจงว่า เจ้าบะหมี่ไม่ว่าจะในรูปแบบซองหรือถ้วยมีคาร์โบไฮเดรตสูง ทว่ามีกากใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุต่ำ นอกจากนี้ในการผลิตที่ต้องผ่านการทอดก่อนจะอบให้แห้ง ทำให้บะหมี่สำเร็จรูปอุดมไปด้วยไขมันทรานส์ (Trans Fat) ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
นอกจากนี้ ยังมีโซเดียมสูง โดยปกติคนเราควรรับประทานโซเดียมวันละ 2,400 มิลลิกรัม หากเจ้าบะหมี่ซองแบบนี้บางยี่ห้อบรรจุเอาไว้ถึง 3,000 มิลลิกรัมทีเดียว
อ่ะ... สุดท้ายสิ่งที่ทำให้หลายๆ คนแทบจะเสพติดบะหมี่ซองก็คือ เครื่องปรุงรสซึ่งเต็มไปด้วยโมโนโซเดียมกลูตาเมต หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า ผงชูรสนั่นเอง (มิน่าถึงได้อร่อย อิอิ)
ฉะนั้น ถ้าไม่ใช่ยามยากจริงๆ แต่เป็นแค่ยามอยาก (กิน) ละก็ อย่าลืมใส่เนื้อสัตว์และผักเข้าไปเพิ่มคุณค่าทางอาหารกันด้วย... นะคร้าาาาาา







