
เศรษฐธรรมแก้วิถีเศรษฐกิจสุดท้ายชีวิตจบด้วยธรรม (ตอน ๒)
ปุจฉา : กราบนมัสการ หลวงพ่อพระอาจารย์อารยะวังโส ที่เคารพ
ปุจฉา : กราบนมัสการ หลวงพ่อพระอาจารย์อารยะวังโส ที่เคารพ
โดย..พระอาจาร์อารยะวังโส
กลุ่มชาวอเมริกันชุมนุมย่านการเงินชื่อดังในมหานครนิวยอร์ก เพื่อประท้วงความโลภ และการทุจริตคอร์รัปชัน ของสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของประเทศ ขณะที่ประเทศไทยสันดอนแห่งปัญหาวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ โดยเฉพาะหลังจากวิกฤตการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ซึ่งทำลายโครงสร้างเศรษฐกิจขั้นพื้นฐานของประเทศไปอย่างยับเยิน และคงจะแช่เย็นไปอีกหลายปี จะต้องใช้ยุทธวิธีมากมายหลากหลายกระบวนการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง เพื่อจะได้ช่วยให้แนวคิดที่ถูกต้องแก่สังคมในการแก้ไขปัญหาจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ จึงขอกราบขอบพระคุณพระอาจารย์ที่มีกำลังบันดาลใจให้ออกมาช่วยเหลือสังคม ประเทศชาติ โดยการนำหลักธรรมดีๆ มีประโยชน์มาเผยแผ่ เพื่อประโยชน์แห่งสัตว์สังคมจะได้มีดวงตาสว่าง มองเห็นความจริงแห่งการดำเนินชีวิต ว่า ที่แท้คุณค่าของความเป็นมนุษย์นั้นอยู่ตรงไหน... และควรดำเนินวิถีชีวิตอย่างไร เพื่อประโยชน์แห่งการจะได้เข้าถึงคุณค่านั้น
กราบนมัสการมาด้วยความเคารพ
อาจารย์สรรพศักดิ์ ชัชวาลย์
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
วิสัชนา : หากจะขอเล่าเรื่อง การมีโอกาสไปบรรยายการสอนในหัวข้อ “พุทธเศรษฐศาสตร์” ให้กับนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ภาคนานาชาติ แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อเสริมสร้างความรู้ในอีกมิติหนึ่งที่แตกต่างไปจากการเรียนภาคปกติ ซึ่งเป็นมุมมองจากมิติของพระพุทธศาสนาต่อการดำเนินวิถีของโลกในทุกลักษณะ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ภาควิชาดังกล่าวได้เปิดกว้าง เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้วิชาเศรษฐศาสตร์ในแนวพุทธศาสนา ที่เรียกว่า “เศรษฐธรรม” ในตอนแรกๆ เมื่ออาตมาได้รับนิมนต์ ก็ให้มีความรู้สึกไม่ค่อยคุ้นเคยต่อกระบวนการบรรยายธรรมแบบในห้องเรียน โดยมีการลงทะเบียนเรียนเป็นรายวิชา ในชื่อเฉพาะวิชาว่า EE 473 Buddhist Virtues for Human Resources Development ซึ่งบรรยายการสอนปกติ โดย ดร.นิธินันท์ วิศเวศวร อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ทำหน้าที่ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ด้วยความรู้สึกที่ยินดีต่อแนวความคิดอันกล้าหาญของ อาจารย์นิธินันท์ ที่ตั้งความปรารถนาให้นักศึกษาและผู้สนใจจากภายนอก โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษานานาชาติ ต่างศาสนา จากโครงการแลกเปลี่ยนของมหาวิทยาลัย ระหว่างประเทศ ได้มีโอกาสเรียนรู้หลักเศรษฐธรรมในพระพุทธศาสนา จึงทำให้อาตมาตกลงรับไปบรรยายการสอนด้วยความรู้สึกหนักใจอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้ทำให้ลำบากใจ
โดยเฉพาะ เมื่อเล็งเห็นถึงความศรัทธาปสาทะในพระธรรมคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าของอาจารย์ และคณะผู้ดำเนินการในคณะเศรษฐศาสตร์ ประการสำคัญ อาตมาได้เล็งเห็นคุณประโยชน์อันควรค่ายิ่งที่นักศึกษาควรจะได้รับ เพื่อนำไปบูรณาการเข้ากับหลักวิชาเศรษฐศาสตร์ ที่ว่าด้วยปรัชญาทางโลก เพื่อจะได้เห็นคุณค่าแท้แห่งคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนา ที่จัดระบบเนื้อหาสาระแห่งหลักธรรมไว้อย่างมีความสัมพันธ์อย่างดียิ่ง เพื่อให้เกิดคุณประโยชน์สุขกับสัตว์สังคม ทั้งในระดับเบื้องต้น ที่ยังต้องเกี่ยวข้องอยู่กับโลก ในระดับท่ามกลาง เพื่อมองเห็นโทษของความเกี่ยวเนื่องกับโลก และในระดับสูงสุด คือ การออกมาจากความเกี่ยวข้องกับโลก เพื่อมุ่งไปสู่ความสิ้นทุกข์อย่างแท้จริงเป็นผลสัมฤทธิ์... หากกล่าวโดยสรุปเพื่อการเข้าใจได้ไม่ยาก ก็สามารถกล่าวได้ว่า พระพุทธศาสนาสอนให้รู้จักหลักแห่งการดำเนินชีวิต อยู่ ๒ หลัก คือ หลักที่ยังสัมพันธ์กับโลก (โลกียธรรม) และหลักที่นำออกจากความเกี่ยวข้องกับโลก (โลกุตรธรรม)
จากทั้งสองหลักแห่งการเรียนรู้ในพระพุทธศาสนาตามที่กล่าวมานั้น จะเห็นได้ว่า มีการมุ่งเน้นไปสู่ประโยชน์และความสุขอย่างมีความสัมพันธ์กัน ซึ่งการจะก้าวไปสู่ฝั่งโลกุตรธรรมได้นั้น จะต้องเป็นผู้ผ่านการพัฒนาจิตวิญญาณตามหลักโลกียธรรมในเชิงบวกมาอย่างดีแล้ว ที่สามารถพิจารณาได้จากหลักธรรมอันปรากฏในมงคลสูตรที่มี ๓๘ หัวข้อธรรม โดยเริ่มจากหัวข้อธรรมที่ ๑ ได้แก่ การเข้าหาบัณฑิต/ผู้รู้ เพื่อจะได้รับการศึกษา การแนะนำที่ดีๆ เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับการดำเนินชีวิตของตน และให้ปฏิเสธการเข้าหาหรือคบหาผู้ไม่รู้ อันมีพฤติกรรมลามก กระทำในสิ่งที่ไร้ประโยชน์ ให้แต่ความทุกข์ ด้วยความศรัทธามืดบอด จึงไม่ควรคบหาหรือนำมาเป็นเยี่ยงอย่างในการประพฤติปฏิบัติ ภาษาบาลีกล่าวว่า “อเสวนา จะ พาลานัง บัณฑิตานัง จะ เสวนา...” จากมงคลธรรมข้อที่ ๑ ดังกล่าว จะมีการลำดับพัฒนาพฤติกรรมไปอย่างมีแบบแผน เพื่อการดำเนินชีวิตอยู่ในโลกอย่างมีคุณค่า
ไม่สูญเสียความประเสริฐ อันเป็นต้นทุนเดิมของมนุษย์ที่เกิดมามีบุญวาสนาดี จึงสามารถเข้าสู่ลำดับการเรียนรู้และการปฏิบัติธรรมไปในแต่ละหัวข้อธรรม จนสามารถยกระดับจิตเข้าสู่เขตโลกุตรภูมิ ด้วยการถือปฏิบัติตามหลักโลกุตรธรรม ซึ่งสามารถก้าวสู่มงคลธรรมข้อที่ ๓๘ อันเป็นข้อสุดท้าย ที่ให้ความหมายอันแท้จริงของการเกิดมาสู่ความเป็นสัตว์ประเสริฐ ว่า แท้จริงแล้ว การดำเนินชีวิตของสัตว์ทั้งหลายนั้น จุดมุ่งหมายสูงสุด คือ ความบริสุทธิ์ที่ให้เอกจิต ๔ ประการ คือ ๑.ไม่หวั่นไหวในโลกธรรม ๒.หมดสิ้นความโศกเศร้า ๓.เกษมจากโยคะ และ ๔.ปราศจากธุลี คือ กิเลสทั้งปวง อันให้ความหมายของเอกจิตทั้ง ๔ คือ คุณธรรมที่แสดงถึงความสิ้นทุกข์ หรือเข้าถึงพระนิพพานนั่นเอง... อาตมายกเรื่องดังกล่าวมา ขอสรุปโดยย่อพอเข้าใจ เพื่อต้องการแสดงให้เห็นถึงหลักความจริงในพระพุทธศาสนา ในด้านการจัดกระบวนการศึกษาเพื่อการพัฒนาชีวิต ซึ่งเป็นไปตามลำดับอย่างมีทิศทาง จุดมุ่งหมายที่ชัดเจน และประกาศความชัดแจ้งไว้ทุกขั้นตอนอย่างเปิดเผย ท้าทายต่อการพิสูจน์
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







