
พบพระ
สมัยก่อนถ้าจะให้ย่างกายไปแถวๆ ท่าพระจันทร์ ท่าพระอาทิตย์ ก็คือไปต่อรถหรือไม่ก็ต่อเรือ
สมัยก่อนถ้าจะให้ย่างกายไปแถวๆ ท่าพระจันทร์ ท่าพระอาทิตย์ ก็คือไปต่อรถหรือไม่ก็ต่อเรือ
โดย.. ปู โลกเบี้ยว
สมัยก่อนถ้าจะให้ย่างกายไปแถวๆ ท่าพระจันทร์ ท่าพระอาทิตย์ ก็คือไปต่อรถหรือไม่ก็ต่อเรือ หรือไม่ก็ไปงานรับปริญญาเพื่อนพ้องพี่น้องที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เท่านั้นแหละ
แล้วเวลาไม่มีที่จอดรถก็จะแว๊บเข้าไปจอดในวัดมหาธาตุ เสียเงินบริจาคให้วัดนิดหน่อย อยู่ได้ทั้งวัน
รอบนอกๆ วัดก็จะเป็นแหล่งขายพระ อุปกรณ์ กรอบ สร้อยพระเครื่องทั้งหลาย ด้านในก่อนเข้าวัดก็จะมีพวกปรมาจารย์โหราศาสตร์ผู้สูงอายุ มักจะมานั่งจับกันเป็นกลุ่ม คุยและถกกันในเรื่องการดูดวง มีบางมุมที่ตั้งโต๊ะดูดวงเก็บเงินก็มี
ด้านข้างทางด้านหน้าวัดที่ติดกับสนามหลวง ตรงหัวมุมจะมีอนุสรณ์สถานของ “สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล” พระอนุชาของรัชกาลที่ 1 ผู้ทรงอุทิศพระวรกายตลอดพระชนม์ชีพเพื่อกอบกู้เอกราช ดำรงไว้ซึ่งความเป็นไท จนถึงทุกวันนี้ พระองค์เป็นผู้มอบพื้นที่ผืนนี้และเป็นผู้ก่อตั้งวัดมหาธาตุแห่งนี้ขึ้น
ตอนแรกปูก็ไม่เคยใส่ใจหรอกว่ามีอนุสรณ์สถานอยู่ในละแวกนี้ เวลาเลี้ยวจากสนามหลวงมาจะอยู่ตรงหัวมุม ทำให้ไม่ค่อยได้สังเกตเห็นหรือไม่ใส่ใจนั่นแหละ
จนหลวงลุงเหลียง ท่านบอกว่า ไปเคารพเจ้าของที่รึยัง นั้นแหละถึงได้รู้ว่ามี ใครไม่รู้เหมือนปู ถ้าผ่านไปแถวนั้นลองแวะสักการะหน่อยนะคะ เพราะตอนนี้เท่าที่เห็นมีแต่ชาวต่างชาติที่เข้ามาไหว้และถ่ายรูป
เวลาไปวัดมหาธาตุก่อนเข้าไปสวดมนต์ปูจะมีโอกาสเข้าไปเยี่ยมพูดคุยกับท่านพระครูสรวุฒิพิศิษฎ์ หรือหลวงลุงเหลียง ผู้ซึ่งนำสวดมนต์ ท่านใจดีมาก ไปหาท่านทีไรต้องได้ของกลับมาไม่พระเครื่องก็ร่มสีๆ บ้างล่ะ คือหลวงลุงบอกสีรุ้งอย่างนี้จะให้หลวงลุงใช้ได้ยังไงล่ะ อ้าว!ก็เสร็จปูซิ
หลวงลุงเป็นพระนักสวด สวดภาษาบาลีได้เก่งและเพราะมาก หลวงลุงจึงถูกนิมนต์ให้เข้าไปสวดในวังบ่อยๆ
เพิ่งจะมารู้ว่าชื่อ สรวุฒิ เนี่ย หมายถึงเสียงอันไพเราะ จากพระหลานของท่าน ท่านชื่อ พระยู (ศรัญยู) แต่ปูชอบเรียกท่านว่าพระน้อง พระน้องอายุยังน้อยอยู่เลย แต่สวดมนต์เก่งไม่แพ้หลวงลุงทีเดียวเชียว ชอบคุยสนุกสนาน ฝากบอกญาติโยมด้วยว่า น้ำและข้าวสารในถังสังฆทาน ฉันไม่ได้เลยนะ มันดูดกลิ่นแฟ้บสบู่ที่ใส่รวมกันมาน่ะ อย่างข้าวสารงี้ ถ้าเอาไปหุงนะ ฟองฟอดตั้งแต่ซาวข้าวเลย ขนาดเอาไปต้มแล้วนะยังฉันไม่ได้เลย มีกลิ่นแฟ้บกลิ่นสบู่ติดอยู่ด้วย เวลาจะถวายสังฆทานช่วยกรุณาแยกน้ำและข้าวสารออกจากสบู่และแฟ้บได้ก็จะดีมากเลย
ปกติแล้วปูมักจะเห็นพระใส่รองเท้าสีดำหรือไม่ก็สีน้ำตาลใช่มั้ย มีอยู่วัน ปูเห็นพระน้องใส่รองเท้าแตะพลาสติกสีขาว ปูเลยถามว่า อ้าว! พระน้องทำไมใส่รองเท้าขาวล่ะ ท่านบอกโดนขโมย ก็วัดมหาธาตุอ่ะอยู่ใกล้สนามหลวงใช่มั้ย ก็มักจะมีพวกคนจรจัดเข้ามามั่วในวัดบ่อยๆ มันคงเห็นวัดเป็นที่สาธารณะมั้ง ยิ่งตอนสนามหลวงปิด ล้อมด้วยรั้ว มี 6 ประตู แต่มีตำรวจรับจ้างอยู่เพียง 2 คน ไม่พอดูแลหรอก พวกคนจรจัดก็ทะลักเข้ามาในวัด บางทีหลวงลุงกับพระน้องเสร็จกิจธุระที่มีคนนิมนต์ออกไปข้างนอก กลับมา “ใครมาอาบน้ำในห้องน้ำ” แป๊ปนึงพวกคนจรจัดก็เดินออกมาจากห้องน้ำหน้าตาเฉย อาบน้ำปะแป้งเสร็จสรรพ
บางทีกลับมา เจอพวกเข้ามาแอบกินอาหารที่ผู้คนเขามาถวาย พระอดฉันเพลก็มี ร้ายๆ หน่อยก็เจอพวก เข้ามานอนเปิดพัดลม รอชาร์ตมือถือซะงั้นอ่ะ
พระน้องบอกว่าพวกนี้เราเรียกว่าพวก “เสลดไฮเทค” เร่ร่อนแต่มีมือถืออ่ะ พวกเนี่ยร้าย ถ้าเข้ามาเจอะกะคนเข้าก็จะพนมสิบนิ้วกราบขอข้าวกิน ดูน่าสงสาร แต่อย่าได้สงสารเลยเพราะถ้าไม่เจอใครก็จะขโมยของวัด ทุกอย่างที่ขายได้เงิน ญาติโยมเขามาทำบุญถอดรองเท้าไว้มันก็แอบมาจิ๊กไปซะงั้น แล้วมันรู้ด้วยนะว่าคู่ไหนรองเท้ามียี่ห้อราคาแพง ตาลปัตรด้ามฝังมุกมันก็ถอดเอาไปขาย คือถอดแต่ด้ามที่เป็นมุขแล้วทิ้งแผ่นพัดไว้ให้ดูต่างหน้านะ
โกศใส่กระดูกญาติโยม มันก็เทกระดูกของเขาทิ้งกองไว้ซะ แล้วเอาแต่โกศไปขาย
พระน้องบอกว่าเคยเดินๆ อยู่ริมสนามหลวงเนี่ยแหละ ดันไปเจอเชิงเทียนของตัวเอง ต้องเอาปัจจัยส่วนตัวไปซื้อคืนมา เพราะจำได้ก็มีชื่อสลักอยู่ใต้ฐานน่ะซิ
ปูบ่นว่า ทำไมพวกนี้เขาไม่กลัวบาปกลัวกรรมกันบ้างรึยังไงนะ ท่านว่า “ไม่หรอก กลัวไม่มีจะกินมากกว่า” เฮ้อ!!!!!







