
อภิสมัย ศรีรังสรรค์ บริหารบทบาทที่หลากหลายอย่างลงตัว
Z8 สไตล์ กายใจ อังคารที่ 25 ตุลาคม
โดย..พุสดี สิริวัชระเมตตา
หลายปีก่อน หลายคนอาจรู้จักเธอ “เบิร์ท” อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ในฐานะสาวงามที่มีดีกรีแพทย์หญิงพ่วงท้ายจากเวทีการประกวดนางสาวไทย เมื่อปี 2542 ก่อนจะผันตัวมาทำงานเบื้องหน้าอยู่พักหนึ่ง และหายหน้าไปพักใหญ่ เนื่องจากบินลัดฟ้าไปศึกษาต่อที่แคนาดา 3 ปี แต่วันนี้สาวเก่ง (แถมสวย) กลับมาอีกครั้ง พร้อมกับสวมหมวกใบโตในฐานะจิตแพทย์หญิง ประจำโรงพยาบาลศรีธัญญา ควบคู่กับการเป็นผู้ประกาศข่าวค่ำทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท. 11)
หมอเบิร์ทเริ่มต้นการสนทนาด้วยบรรยากาศเป็นกันเองว่า ที่ห่างหายไป 3 ปี เพราะไปเรียนต่อด้านจิตเวชชุมชน ที่มหาวิทยาลัยโทรอนโต ประเทศแคนาดา กระทั่งเรียนจบกลับมา ก็มาเป็นจิตแพทย์ที่โรงพยาบาลศรีธัญญา ดูแลผู้ป่วยจิตเวช ที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้ชุมชน หรือสังคมตื่นตัวเกี่ยวกับเรื่องจิตเวช พยายามสื่อสารให้สังคมเกิดการรับรู้ ว่าอาการทางจิตเวชเป็นเรื่องใกล้ตัวที่อาจเกิดขึ้นทุกคน
นอกจากนี้ หมอเบิร์ทยังมีอีกหนึ่งภารกิจสำคัญในการเป็นอาจารย์หมอประสิทธิประสาทความรู้ใหักับนักศึกษาแพทย์ นักศึกษาพยาบาล เพื่อผลิตบุคลากรใหม่ออกสู่สังคมไทย ที่ปัจจุบันเรียกได้ว่ายังขาดแคลนมาก ควบคู่ไปกับอีกหนึ่งอาชีพที่ต้องบอกว่า เกิดจากความรักชอบเป็นการส่วนตัว นั่นคือการเป็นผู้ประกาศข่าว เพราะแม้จะต้องเหน็ดเหนื่อยจากการตรวจคนไข้ รับฟังปัญหาเรื่องเครียดๆ จากคนไข้มาทั้งวัน แต่สาวเก่งและแกร่งยังขอใช้เวลานอกราชการมานั่งประกาศข่าวหน้าจอ อย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย
“เสน่ห์ของอาชีพนี้ คือ การเปิดโอกาสให้ผู้ประกาศแต่ละคนเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องแสดงบทบาทเป็นใครๆ ความท้าทายอยู่ที่การที่เราต้องรอบรู้เข้าใจติดตามข่าว หาข้อมูลทั้งจากสื่อบ้านเราและต่างประเทศ โดยส่วนตัวมีคติอยู่อย่างหนึ่งในการอ่านข่าว คือ จะไม่ชี้นำ หรือแสดงความคิดเห็นส่วนตัวออกไปทั้งๆ ที่ไม่มีความรู้ เพราะอาจทำให้สังคมพลอยเห็นผิดตามไปด้วย”
แน่นอนว่า ท่ามกลางบทบาทที่ต่างกันสุดขั้ว อาจทำให้การจัดระเบียบชีวิตให้ลงตัวเป็นเรื่องยากไม่ใช่น้อย แต่สำหรับหมอเบิร์ทแล้ว ยิ่งมีความแตกต่างมากเท่าไหร่ กลับยิ่งทำให้ชีวิตของหมอเบิร์ทพบกับความสมดุลมากขึ้นเท่านั้น
“บทบาทที่หลากหลายทำให้ชีวิตเราบาลานซ์ขึ้นนะ เรามีเพื่อนหลายคนทำงานโรงพยาบาล ตกเย็นก็เปิดคลินิกซึ่งสำหรับเราตั้งใจไว้ตั้งแต่เรียนจบเลยว่าจะไม่เปิดคลินิก เพราะรู้สึกว่าเครียดเกินไป อย่างทุกวันนี้เราตรวจคนไข้มาทั้งวันก็จริง เย็นเรามาอ่านข่าว ก็เหมือนเป็นอีกบุคลิกหนึ่ง เจอคนกลุ่มใหม่ๆ เพื่อนอีกกลุ่มหนึ่ง เหมือนเป็นการพักสมองไปอีกแบบ”
กิจกรรมอันหลากหลายที่เข้ามาเติมเต็มในชีวิตหมอเบิร์ทนั้นเอง ที่ทำให้ชีวิตในแต่วันของจิตแพทย์สาวในวันนี้มีแต่วันสุข และถึงจะเป็นจิตแพทย์มาร่วม 10 ปีแล้ว เจอกับปัญหาความเครียดของคนไข้มาร้อยแปดพันเก้า แต่หมอเบิร์ทยืนยันว่า ยังไม่เคยเบื่อหรือเต็มกลืนกับอาชีพนี้สักครั้ง ซึ่งส่วนหนึ่งจิตแพทย์สาวยอมรับว่า อาจเป็นผลจากการที่เจ้าตัวรู้จักบริหารชีวิตให้มีความหลากหลาย
สำหรับเคล็ดลับที่ทำให้หมอเบิร์ทสามารถรักษาระดับคุณภาพของผลงานจากบทบาทที่หลากหลายออกมาได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องนั้น เป็นเพราะถือคติทำในสิ่งที่ตัวเองรัก และยึดหลักอยู่กับปัจจุบัน เมื่อเจอทางตันหากไม่มีทางออกในเวลานั้น ก็อย่าทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง เช่น คนไข้เล่าว่า ทะเลาะกับเจ้านาย อยากไปลาออก อยากจะหนีไปไกลๆ เราก็แนะนำว่า ให้เขากลับมาถามตัวเองก่อนว่า สิ่งที่จะทำไปนั้นทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงหรือเปล่า ทางที่ดีเราควรประคองสถานการณ์ไปให้ดีที่สุด แล้วพอเวลาผ่านไปปัญหาจะคลี่คลายไปด้วยตัวมันเอง
หมอเบิร์ทจบการสนทนาในวันนี้ ด้วยข้อคิดดีๆ ที่เรียบง่ายแต่หลายคนอาจบอกข้าม จนพาตัวเองไปสู่ความทุกข์ว่า จริงๆ แล้วสารพัดความทุกข์ที่เกิดขึ้นนั้น ขึ้นอยู่กับวิธีคิดของแต่ละคนเป็นใหญ่
เราต้องเลิกทุกข์จากความคิดว่า ทำไมคนนั้นต้องเป็นอย่างนั้น ทำไมคนนั้นต้องเป็นอย่างนี้ แต่สิ่งที่ต้องรับรู้คือ คุณเปลี่ยนเขาไม่ได้ คนคนนั้นเขาเป็นแบบนั้น และเขาก็ไม่ได้คิดว่ามันเป็นปัญหาด้วย ฉะนั้นจะหวังให้เขาเปลี่ยน ประพฤติตัวดีขึ้นมันเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องเปลี่ยนที่วิธีคิดของตัวเราเอง







