
จักกวัตติธรรมหลักธรรมนำสังคมสู่สันติสุข (ตอน ๙)
ตามที่มีการเจริญพระพุทธมนต์ สวดพระปริตร อธิษฐานจิตเพื่อแผ่นดินไทย ครั้งที่ ๓๒
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : กราบเรียน พระอาจารย์อารยะวังโส
ตามที่มีการเจริญพระพุทธมนต์ สวดพระปริตร อธิษฐานจิตเพื่อแผ่นดินไทย ครั้งที่ ๓๒ เมื่อวันที่ ๒ ต.ค. ๒๕๕๔ ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ ที่ผ่านมา มีสาธุชนมาร่วมงาน ประกอบศาสนกิจกันมากมาย ด้วยความศรัทธายิ่ง
ในงานครั้งนี้ พระอาจารย์ได้แสดงธรรมที่เป็นคุณประโยชน์ต่อสังคมไทยมาก โดยเฉพาะผู้ปกครองบ้านเมือง นักการเมือง และรัฐบาล ควรจะได้มีส่วนรับฟังเพื่อเป็นอนุสติในการดำเนินชีวิต บริหารจัดการปกครองสังคมเพื่อประโยชน์และความสุขของสังคม...
จึงใคร่ขอความกรุณาช่วยสรุปธรรมเรื่องดังกล่าวที่ชื่อว่า “จักกวัตติธรรม” ลงตีพิมพ์ใน “ธรรมส่องโลก” จะเป็นประโยชน์กับสาธุชน ผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา จะได้เรียนรู้ในหลักธรรมดังกล่าว เพื่อจะได้นำไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินชีวิต ที่ต้องสัมพันธ์กับภาคสังคมโดยรวม...
กราบเรียนมาด้วยความเคารพ
คณะศรัทธาวัดพระแก้วฯ
รจนา วานิช
วิสัชนา : เมื่อมนุษย์มีอายุลดลงไปเรื่อยๆ จนเหลือ ๒,๕๐๐ ปี อธรรมความชั่วเพิ่มขึ้นคือ ความโลภอยากได้ของเขา ความพยาบาท ปองร้ายเขา มากขึ้น เมื่อมนุษย์มีอายุลดลงเหลือ ๑,๐๐๐ ปี ก็ให้มากไปด้วย มิจฉาทิฏฐิ ผิดจากทำนองคลองธรรม เมื่อมนุษย์อายุลดลงถึง ๕๐๐ ปี มากไปด้วยธรรมสามอย่าง ความกำหนัดที่ผิดธรรมะ ความโลภที่รุนแรงเป็นวิสมโลภ คือ ความโลภขั้นฆ่าชาวบ้าน ปล้นชิงของใครก็ได้ และธรรมะที่ผิดเป็นความกำหนัดความพอใจที่ผิดปกติ เช่น ชายได้ชาย หญิงได้หญิง ผิดเพี้ยนไปจากธรรมชาติทั้งหลาย เป็นอธรรมที่เพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นปรากฏในความชั่วในหมู่ของมนุษย์ และเมื่อมนุษย์อายุลดลง เหลือ ๒๕๐ ปี ก็ไม่เห็นการปฏิบัติต่อมารดา บิดา การปฏิบัติในสมณพราหมณ์ ไม่อ่อนน้อมถ่อมตนในสกุลทั้งหลาย
นอกจากนี้ เมื่อมนุษย์เสื่อมลงจนถึงที่สุด รุ่นลูกมีอายุเพียง ๑๐๐ ปี และจะลดลงไปเรื่อยๆ ในเมื่อมนุษย์เกิดมากขึ้น มีความชั่วมากขึ้น จนที่สุด สุดท้ายเหลืออายุเพียงแค่ ๑๐ ปี ในกาลเบื้องหน้าต่อไปจากกาลของเราทั้งหลายแล้ว ก็จะลดลงเรื่อยๆ จนที่สุดเหลือเพียง ๑๐ ปี เกิดเป็นมิคสัญญีขึ้นในสังคมของสัตว์มนุษย์ ที่ละม้ายคล้ายคลึงความเป็นสัตว์เดรัจฉาน ด้วยการละทิ้งถิ่นฐานของบรรพชน คือ ศีลธรรมที่สืบเนื่องกันมายาวนานไป
ในมิคสัญญีนั้นเป็นสัตถันตรกัป เป็นอันตรกัปที่พินาศ โลกพินาศด้วยศัสตรา มีการรบราฆ่าฟันกัน ทำร้ายทำลายกัน ความผกเพี้ยนผันผวนในธรรมชาติมีมากขึ้น เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย รสชาติสูญสิ้นไป อาหารที่มนุษย์ทานนั้นเหมือนข้าวหญ้าทั้งหลายของสัตว์ วัว ควาย... ของเลวสมัยนี้กลายเป็นของดีในสมัยที่เสื่อม ประพฤติผิด อกุศลกรรมทั้งหลายมากมาย ไม่มีการเคารพบูชาซึ่งกันและกัน ไม่มีคำว่ามารดา บิดา น้า ป้า ครูบาอาจารย์ ไม่มีญาติพี่น้องต่อกัน โลกเจือปนเหมือนอย่างสัตว์เดรัจฉาน เช่น แพะ ไก่ สุกร จักมีอาฆาตพยาบาท คิดฆ่ากันอย่างรุนแรง แม่คิดต่อลูก ลูกคิดต่อแม่ แม่คิดต่อพ่อ พี่ชายคิดต่อน้องหญิง น้องหญิงคิดต่อพี่ชาย...
ในอันตรกัปดังกล่าวนั้น จึงพินาศด้วยการอดอาหาร เรียกว่า ทุพภิกขันดรกัป เป็นโรคันตรกัป พินาศด้วยโรคภัยไข้เจ็บ และสัตถันตรกัป พินาศด้วยศัสตรา...ถ้าสาธุชนได้พิจารณาไปตามลำดับจะเห็นว่า ปัจจุบันนี้เราเข้าสู่ยุควิกฤตการณ์ของสิ่งแวดล้อม ความจำกัดของทรัพยากรทั้งหลาย และในอีก ๑-๒ ทศวรรษหน้าประชาคมของโลกจะเพิ่มเป็น ๘,๐๐๐ ล้านคน วิกฤตการณ์อาหารจะรุนแรงมาก โรคภัยไข้เจ็บจะมากขึ้น การรบราฆ่าฟันเพื่อแย่งชิงทรัพยากรจะมากขึ้น ดังที่ได้ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน แม้ว่าจะยังไม่ถึงสัตถันตรกัป แต่ปัจจุบันนี้ นัยแห่งกลียุคได้เกิดขึ้นแล้วในสังคมโลก ในสังคมของแผ่นดินทั้งหลาย
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







