posttoday
ชีวิตกับ..ความทุกข์

ชีวิตกับ..ความทุกข์

16 ตุลาคม 2554

เช้าที่แดดอ่อนพอให้นั่งจิบกาแฟได้ ผมปิดหน้าหนังสือเก่า “คืนวันที่ผันผ่าน” ของ อ.สมภาร พรมทา

เช้าที่แดดอ่อนพอให้นั่งจิบกาแฟได้ ผมปิดหน้าหนังสือเก่า “คืนวันที่ผันผ่าน” ของ อ.สมภาร พรมทา

โดย..แขนง 

ที่เพิ่งได้มาเมื่อวานจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ มีบทหนึ่งที่ผมอยากจะอ่านให้ฟังเป็นบทกวีที่มีชื่อว่า ชีวิตกับความสุข

...ชีวิตคนต่างไขว่คว้าหาความสุข

ต่างเกลียดกลัวความทุกข์ที่ถาโถม

แต่น้อยนักจะปลอดทุกข์ที่จู่โจม

จึงน้ำตาอาบชโลมในดวงตา...

ชีวิตของคนเรามีทั้งความสุขและความทุกข์ปะปนกันไป หากเอาตาชั่งสองแขนแบบโบราณมาชั่งวัดให้ข้างหนึ่งเป็นความสุข ส่วนอีกข้างนั้นเป็นความทุกข์ก็คงเป็นเรื่องยากที่จะบอกได้ว่าอันไหนมากหรือน้อยกว่ากัน เพราะความสุขกับความทุกข์นั้นขึ้นอยู่กับบางช่วงของชีวิต ถ้าเปรียบกับช่วงสถานการณ์บ้านเมืองในตอนนี้ ความทุกข์ยากอาจจะท่วมท้นด้วยน้ำที่ท่วมหนักกระจายไปทั่วทุกภูมิภาค ตาชั่งฝั่งความสุขอาจจะดีดตัวลอยคว้างอยู่กลางอากาศ ขณะที่อีกฝั่งหล่นตุ้บลงติดพื้นด้วยน้ำหนักของความทุกข์ที่มากกว่า

ผมนึกถึงเรื่องเล่าชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่ง เป็นชีวิตที่มีแต่ความทุกข์ตั้งแต่ครั้งยังสาวๆ พอหลังจากที่แต่งงานมีสามี มีลูกและใช้ชีวิตทำมาหากินอย่างสัมมาอาชีพ ชีวิตก็ดูจะมีความสุขดีในตอนเริ่มต้น แต่ต่อมาเคราะห์ร้ายสามีเกิดอุบัติเหตุทำให้ร่างกายพิกลพิการทำงานไม่ไหว แม้แต่จะช่วยเหลือตัวเองยังไม่ได้ ต้องเป็นภาระหลักที่แกจะต้องคอยดูแลสามีและลูกๆ อีก 6 คน ตามลำพัง ฝ่ายสามีเห็นภรรยาต้องมาพลอยลำบากทำงานหนักเพื่อดูแลตัวเองและครอบครัว จึงเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจในตัวเอง คิดอยากฆ่าตัวตายอยู่หลายครั้ง จนภรรยาต้องมาคอยปลอบให้กำลังใจ ไม่ให้สามีคิดฆ่าตัวตายอีก โดยให้คำมั่นสัญญาว่าจะอยู่ดูแลกันจนกว่าจะตายจากกันไป ถึงแม้จะต้องทุกข์ยากลำบากสักเพียงไหนก็ตาม

ชีวิตกับ..ความทุกข์

ชีวิตของผู้หญิงคนนี้มีแต่ความทุกข์เต็มไปหมด ความหวังของแกตอนนั้นคือไปพึ่งหมอดู หวังว่าหมอดูจะทำนายทายทักให้ว่าเมื่อไหร่ความทุกข์มันจะหดหายไปเสียที หมอดูได้ตรวจโชคชะตาของแกและบอกว่าปีหน้าจะดีขึ้น เพียงเท่านั้นความหวังจากหมอดูทำให้แกกลับมามุ่งมั่นทำงาน ส่งเสียลูกเต้าให้ได้เล่าเรียนและดูแลรักษาสามีทั้งกายและใจ แต่ความทุกข์มันก็ยังรุมเร้าอยู่ไม่ขาดหาย มันทั้งเหนื่อยแสนเหนื่อยและบางครั้งก็เศร้าใจอาลัยหมดหวังขึ้นมาอีก และเธอก็กลับไปหาหมอดูคนเดิมและไปอย่างนั้นทุกๆ ปี สิ่งที่แกได้กลับมาก็เพียงแค่บอกว่าปีหน้าจะดีขึ้น ปีต่อๆ มาแกก็เห็นว่าชีวิตมันก็ดีขึ้นจริงๆ แต่ดีขึ้นน้อยมาก เป็นอยู่อย่างนั้นหลายปี เมื่อเวลาผ่านไปชีวิตของแกก็ดีขึ้นเรื่อยๆ จนมีเงินเก็บและดูแลลูกเต้าให้เล่าเรียนจนจบ มีครอบมีครัวและแยกย้ายกันไปทำมาหากินส่งเงินทองมาเกื้อหนุนแกบ้าง ทำให้แกไม่ต้องทำงานหนักอีกต่อไป หลังจากที่ผ่านช่วงทุกข์ยากเหล่านั้นมาแล้ว แกตัดสินใจไปเรียนวิชาหมอดูด้วยความอยากจะช่วยเหลือคนอื่น พอร่ำเรียนวิชาการดูดวงสำเร็จแล้วแกก็ได้สำรวจตรวจดูดวงชะตาของตัวเองย้อนหลังว่าช่วงที่แกมีความทุกข์อยู่หลายปีนั้น ดวงแกเป็นอย่างไร ปรากฏว่าดวงชะตาแกตกตั้ง 20 ปี หมอดูคนนั้นไม่ได้บอกความจริงกับแกทั้งหมดคือ ทยอยบอกทีละปีว่าชีวิตจะดีขึ้น ถึงแม้จะเพียงเล็กน้อยแต่มันก็ดีขึ้นจริงๆ และแกก็มีกำลังใจที่จะดำเนินชีวิตต่อมาเรื่อยๆ แกนึกขอบคุณหมอดูคนนั้น ถ้าหากหมอดูบอกตั้งแต่ตอนแรกว่าดวงแกตก 20 ปี แกก็คงคิดฆ่าตัวตายเหมือนกับสามีไปแล้วตั้งแต่ตอนนั้น

ตอนได้ฟังเรื่องนี้แล้วผมก็ได้ครุ่นคิดและทำให้ได้แง่คิดสำคัญจากเรื่องราวของผู้หญิงคนนั้น และเอามาใช้กับชีวิตของตัวเองอยู่ตลอดว่าความทุกข์ที่ผ่านเข้ามาเดี๋ยวมันก็จะผ่านไป และบ่อยๆ ครั้งที่เจอเรื่องราวในชีวิต เราคิดเสมอว่า มันไม่อยู่กับเราไปตลอดหรอก เดี๋ยววันหนึ่งมันก็จะผ่านไป ทำให้เราไม่จมอยู่กับความทุกข์ ทำให้เรามีความหวังให้เรารู้สึกว่าสิ่งต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคมันจะเข้ามาเป็นแบบฝึกหัดให้เราชั่วคราว เดี๋ยวมันก็จะหายไป  

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท