
ธรรมะสำหรับโมหจริต (1)
ท่านผู้อ่านที่เคารพ ช่วงนี้เป็นฤดูแห่งการทอดกฐิน ซึ่งปีนี้หลายวัดคงเป็นไปด้วยความยากลำบากเพราะปัญหาน้ำท่วม
ท่านผู้อ่านที่เคารพ ช่วงนี้เป็นฤดูแห่งการทอดกฐิน ซึ่งปีนี้หลายวัดคงเป็นไปด้วยความยากลำบากเพราะปัญหาน้ำท่วม
โดย..คุณสลิล
อย่างไรก็ตาม หากพุทธศาสนิกชนไม่ย่อท้อก็ควรช่วยกันทำบุญทอดกฐินอันเป็นกาลทานคือ บุญที่กระทำได้เฉพาะช่วงเวลานี้เท่านั้น
วันนี้ขอต่อเรื่องธรรมะสำหรับแต่ละจริต ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโปรดเทวดาเนื่องด้วย “มหาสมัยสูตร” ซึ่งทรงแสดงพระสูตรประกอบอีกหลายสูตร โดยที่สำคัญยิ่งคือ ทรงแสดงธรรมให้เทวดาแต่ละจริตฟัง คราวที่แล้วนำธรรมะที่ทรงตรัสสอนเทวดาโทสจริต ต่อมาก็เป็นธรรมะที่ถูกจริตสำหรับผู้ฟังมีจริตเป็น “โมหจริต” พระสูตรนี้ชื่อ มหาวิยูหสูตร อยู่ในขุททกนิกาย
ในครั้งนั้นพระพุทธองค์ทรงเนรมิตพุทธนิมิตให้เป็นผู้ตรัสถามปัญหาแล้วพระพุทธองค์ทรงตอบเอง ในที่นี้นำมาเพียงสรุปย่อๆ บางส่วนเท่านั้น
พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งถือมั่นอยู่ในทิฐิย่อมโต้เถียงวิวาทกันว่า สิ่งนี้ เท่านั้นจริง
บุคคลทั้งหมดนั้นย่อมนำความนินทามาเนืองๆ หรือย่อมได้ความสรรเสริญในที่นั้นบ้าง พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า บุคคลเหล่านั้นบางคราวได้ความสรรเสริญบ้าง ผล คือความสรรเสริญนั้น น้อยนัก ไม่พอแก่ความสงบ เราย่อมกล่าวผลแห่งความวิวาทกัน 2 ประการ คือ ความนินทาและความสรรเสริญ บัณฑิตเห็นโทษในผลแห่งการวิวาทแม้นี้แล้วเห็นนิพพานมิใช่ภูมิแห่งการวิวาท ว่าเป็นธรรมเกษม ไม่พึงวิวาทกัน
นี่เป็นเรื่องสำคัญยิ่งของชาวโมหจริตคือ เนื่องจากเป็นผู้มากไปด้วย โมหะคือ อวิชชา หรือความไม่รู้ในสภาวธรรมความเป็นจริงคือ ไม่รู้ธรรมะ ไม่ค่อยมีปัญญาทางธรรม และบางทีก็ทำให้ไปเชื่อในสิ่งที่ผิดๆ ยึดมั่นในความเชื่อที่เป็นมิจฉาทิฏฐิต่างๆ คือ ความเชื่อที่ไม่ถูกต้องไม่ใช่สัมมาทิฏฐิ นั่นเอง เมื่อยึดมั่นแล้วก็นำไปสู่ความแข่งดี เห็นด้วยก็ชม ไม่เห็นด้วยก็นินทา แต่พระพุทธองค์ไม่ทรงเห็นว่า การสรรเสริญหรือนินทานั้นมีผลมากอะไรเลย นิพพานต่างหากเป็นความสงบสันติและเป็นการออกจากทุกข์ที่แจ้งจริง
นอกนั้นก็ยังมีเนื้อความอีกพอสมควรดังนี้
พระพุทธนิมิตตรัสถามว่าทิฐิเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นอันมาก บัณฑิตผู้รู้แจ้งย่อมไม่เข้าไปใกล้ทิฐิทั้งปวงนั้น บัณฑิตผู้รู้แจ้งนั้น เป็นผู้ไม่เข้าไปใกล้จะพึงถึงธรรม ที่ควรเข้าไปใกล้อะไร จึงจะไม่ทำความชอบใจในรูปที่ได้เห็นในเสียงที่ได้ฟัง พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ชนบางพวกผู้มีศีลอันอุดม สำคัญอยู่ว่าศีลเท่านั้นเป็นธรรมอุดม จึงกล่าวความบริสุทธิ์ด้วยการสำรวม ชนเหล่านั้นสมาทานวัตรแล้วตั้งมั่นอยู่ด้วยคิดว่า เราทั้งหลายควรศึกษาความบริสุทธิ์ของศาสดานั้นในทิฐินี้เท่านั้น ชนเหล่านั้นอันภพนำเข้าไปแล้ว กล่าวว่า เราทั้งหลายเป็นผู้ฉลาด ถ้าบุคคลเป็นผู้เคลื่อนจากศีลและพรตแล้วไซร้ บุคคลนั้นยังกรรมให้ผิดไปแล้วก็ไม่หวั่นไหว ยังคร่ำครวญและปรารถนาความบริสุทธิ์อยู่ เหมือนบุคคลอยู่ปราศจากเรือน เสื่อมแล้วจากพวก พึงปรารถนาเรือนหรือพวก ฉะนั้น อนึ่ง อริยสาวกละศีล พรต ธรรมที่มีโทษและไม่มีโทษทั้งสิ้นนี้ แล้วไม่ปรารถนาว่า ธรรมชาตินี้บริสุทธิ์ ธรรมชาตินี้ไม่บริสุทธิ์เว้นแล้วจากความบริสุทธิ์และความไม่บริสุทธิ์ ไม่ถือมั่นทิฐิ แล้วพึงเที่ยวไป
พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลาย อาศัยทิฐินั้นหรือความเกลียดบาป แม้อนึ่งอาศัยรูปที่ได้เห็นแล้ว เสียงที่ได้ฟังแล้ว หรืออารมณ์ที่ได้ทราบแล้ว เป็นผู้ระลึกแล่นพ้นไปจากอกิริยทิฐิยังไม่ปราศจากตัณหาในภพและมิใช่ภพแล้ว ย่อมทอดถอนถึงความบริสุทธิ์ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ก็ความดิ้นรนทั้งหลาย ย่อมมีแก่ผู้ปรารถนาความหวั่นไหวมีอยู่ในวัตถุที่ตนกำหนดแล้ว การจุติและการอุบัติในภพนี้ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด ผู้นั้นจะพึงหวั่นไหวจะพึงดิ้นรนในอารมณ์ไหนๆ เพราะเหตุอะไร
ติดตามอ่านตอนจบในสัปดาห์หน้า







