
รู้ไหมว่า.. ละเมิดทรัพยืสินทางปัญญาผิดศิล
ในสังคมปัจจุบัน คงปฏิเสธไม่ได้ว่าชีวิตเราต้องเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาตลอดเวลา ไม่ต้องดูอะไรมาก
ในสังคมปัจจุบัน คงปฏิเสธไม่ได้ว่าชีวิตเราต้องเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาตลอดเวลา ไม่ต้องดูอะไรมาก
โดย...ดร.อำนาจ ยอดทอง
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดล
ในสังคมปัจจุบัน คงปฏิเสธไม่ได้ว่าชีวิตเราต้องเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาตลอดเวลา ไม่ต้องดูอะไรมาก แค่สิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น อาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลผลิตจากสติปัญญาหรือมันสมองของมนุษย์ทั้งสิ้น และตัวสติปัญญาหรือความรู้ที่ก่อให้เกิดผลผลิตเหล่านี้แหละที่กฎหมายคุ้มครองในฐานะเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่ง ที่เรียกว่า “ทรัพย์สินทางปัญญา”
ในขณะเดียวกัน ด้วยความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้การคัดลอกหรือลอกเลียนแบบผลงานทางปัญญาต่างๆ สามารถกระทำได้ง่ายและใกล้เคียงกับของจริงหรืออาจเทียบเท่าของจริง จึงทำให้มีบุคคลกลุ่มหนึ่งที่นำผลผลิตทางปัญญาของบุคคลอื่นไปใช้ประโยชน์จนทำให้ผู้เป็นเจ้าของผลงานทางปัญญาเหล่านั้นเกิดความเสียหาย ขาดรายได้หรือผลประโยชน์ที่ตนเองควรจะมี ควรจะได้ ที่เรียกว่า “การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา” ทำให้กฎหมายจำเป็นต้องเข้ามามีบทบาทในการคุ้มครอง ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาลดน้อยลงแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้ามกลับเป็นปัญหาสำคัญของทุกประเทศทั่วโลก แม้ประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน
ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีการรณรงค์เกี่ยวกับการไม่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาตามสื่อต่างๆ มากมาย แต่ที่ปรากฏเป็นเพียงมิติในทางกฎหมายเท่านั้น แล้วใครจะคิดบ้างไหมว่า “การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาก็อาจผิดศีลข้อ 2 อทินนาทานได้เช่นเดียวกัน”
การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญากับศีลข้อ 2
โดยทั่วไป เมื่อเราแปลศีลข้อ 2 ในศีล 5 คือ “อทินนาทาน” มักจะแปลว่า “การลักหรือการขโมย” แต่ในพระไตรปิฎกจะแปลว่า “การถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้” การลักหรือการขโมยเป็นเพียงอาการที่ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้อย่างหนึ่งเท่านั้น เมื่อเราใช้คำว่า “ลัก” หรือ “ขโมย” ก็ไปตรงกับประเด็นที่นักทรัพย์สินทางปัญญาถกเถียงกันว่า การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเป็นการ “ขโมย” หรือไม่ ฝ่ายหนึ่งบอกว่าเป็นการขโมย แต่อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่าไม่เป็นการขโมย จนกระทั่งปัจจุบันนี้ก็ยังตกลงอะไรกันไม่ได้
อทินนาทานในศีล 5 นั้น พระพุทธศาสนาบัญญัติเป็นมาตรฐานความดีงามขั้นต่ำสำหรับมนุษย์ที่ดำรงอยู่ในสังคม โดยมุ่งบัญญัติตามสิ่งที่สังคมโลกเห็นว่าเป็นความชั่ว ทำให้สังคมเดือดร้อน มีจุดมุ่งหมายเพื่อไม่ให้มีการละเมิดหรือก่อความเสียหายเกี่ยวกับทรัพย์สินแก่ตนเองและบุคคลอื่น ซึ่งแตกต่างจากกฎหมายที่เกี่ยวกับทรัพย์ ที่มุ่งป้องกันการกระทำที่ก่อความเสียหายแก่บุคคลอื่นเพียงอย่างเดียว
ทั้งนี้ สามารถยกตัวอย่างง่ายๆ คือ นาย ก. ลักทรัพย์ของนาย ข. ในกรณีนี้ นาย ก. ละเมิดทรัพย์ของนาย ข. พูดง่ายๆ คือ ก่อความเสียหายต่อทรัพย์ของนาย ข. ซึ่งกฎหมายมีมิตินี้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ส่วนพระพุทธศาสนานอกจากจะมีมิติของการละเมิดทรัพย์ของคนอื่นแล้ว ยังมีมิติที่ถือว่าสำคัญมากอีกอย่างหนึ่ง คือ การละเมิดคุณธรรมในใจตนเอง คือ มีจิตใจตกต่ำลง ที่เรียกว่า “ไม่มีมนุษยธรรม”
ดังนั้น กรณีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาจึงปรากฏชัดเจนในส่วนของการละเมิดทั้งสองส่วนนี้ ได้แก่
(1) การละเมิดคนอื่น คือ ทำให้เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาเกิดความเสียหาย ในด้านผลประโยชน์หรือรายได้ที่จะพึงได้ ซึ่งตามหลักกฎหมายถือว่าบุคคลใดจะใช้ทรัพย์สินทางปัญญาของบุคคลอื่นได้จะต้องเสียค่าสิทธิในฐานะที่เป็นผู้สร้างสรรค์ (สิทธิทางศีลธรรม) และสิทธิของบุคคลหรือองค์กรที่ได้ลงทุนในการผลิตและจำหน่าย (สิทธิในทางเศรษฐกิจ) เช่น อยากได้หนังสือที่นาย ค. เขียนให้บริษัท ง. พิมพ์และจัดจำหน่าย จะต้องจ่ายเงินเป็นค่าหนังสือตามราคาที่จำหน่าย อันเป็นการเสียค่าสิทธิ หากถ่ายเอกสารทั้งเล่มถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ สิทธิที่ถูกละเมิดนี้เรียกว่า “สิทธิทางเศรษฐกิจ”
(2) การละเมิดตนเอง คือ การยอมให้กิเลสคือความโลภ หรือหากจะเจาะจงให้ชัดเจนยิ่งขึ้น คือ “อภิชฌา” หมายถึง “ความเพ่งเล็งอยากได้ของคนอื่น” เข้ามาทำลายคุณธรรมแห่งความเป็นมนุษย์ในตนเอง จิตใจเช่นนี้เรียกว่า มี “ไถยจิต” คือ มีจิตใจหรือเจตนาที่จะละเมิดทรัพย์ของคนอื่น ในทางศีลธรรมข้อนี้จึงสำคัญมาก คนที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาแม้ในทางกฎหมายจะถือว่าเป็นการละเมิด แต่ถ้าบุคคลนั้นไม่มีเจตนา เช่น ไม่รู้ว่าการกระทำนั้นผิด ในทางศีลธรรมถือว่าไม่ผิดศีล
“อย่างกรณีคนเก็บขยะไปขาย ได้เก็บเอาแผ่นภาพยนตร์หรือเพลงไปวางขายตามปกติในชีวิตประจำวัน แต่ถูกตำรวจจับเพราะละเมิดลิขสิทธิ์ ตามหลักพระพุทธศาสนา ถ้าชายคนนี้ไม่รู้ว่าแผ่นหนังนี้มีลิขสิทธิ์ มีการคุ้มครอง เห็นว่าเมื่อเป็นของที่ถูกทิ้ง ตนก็นำไปขายตามปกติเหมือนสิ่งของอื่นทั่วไป ไม่ได้มีเจตนาต้องการละเมิด คือ รู้ว่าผิด แต่ยังขืนกระทำเพราะอยากได้เงิน เช่นนี้พระพุทธศาสนาถือว่า ‘ไม่ผิดศีล’ หรือไม่เป็นอทินนาทาน”
กรณีตัวอย่างการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นอทินนาทาน ได้แก่ การถ่ายเอกสารหนังสือทั้งเล่ม หรือบางส่วนที่เกินร้อยละ 25 ของผลงานทั้งหมด การกระทำเช่นนี้กฎหมายถือว่าเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหาย มีค่าเป็นทรัพย์สินที่ปรากฏชัดเจน กฎหมายเรียกว่า “กระทบต่อสิทธิโดยชอบของผู้สร้างสรรค์” ถึงแม้ว่าจะกระทำเพื่อการศึกษาวิจัย ใช้ภายในครอบครัว หรือใช้ในห้องสมุด ถ้าการกระทำนั้นก่อความเสียหายแก่ผู้เป็นเจ้าของผลงานนั้น ซึ่งโดยทั่วไปหากหนังสือเล่มนั้นกำลังมีการวางจำหน่าย จึงเป็นไปไม่ได้ที่การกระทำเหล่านี้จะไม่มีผลกระทบต่อเจ้าของผลงานทางปัญญา และพระพุทธศาสนาถือว่า ความเสียหายที่เป็นทรัพย์ หรือมีค่าเป็นทรัพย์ชัดเจน ซึ่งมีเจ้าของหวงแหน จัดเป็นการกระทำที่ผิดศีลข้ออทินนาทาน
ผลของการผิดศีลข้ออทินนาทาน
ตามหลักพระพุทธศาสนาเมื่อมีการกระทำที่ละเมิดศีลย่อมมีโทษ 2 ด้าน ดังนี้
1.ด้านศีล เรียกว่า “ศีลขาด” ศีลขาดนี้มีความสำคัญมากในพระพุทธศาสนา เพราะเป็นฐานสำหรับการพัฒนาตนเองไปสู่ความดีงามที่สูงขึ้นไปอีก คือ สมาธิ และปัญญา โดยที่จุดหมายสูงสุดคือ ปัญญาที่เป็นเครื่องหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงที่เรียกว่า “พระนิพพาน” นั่นหมายความว่า คนที่ศีลไม่บริสุทธิ์ย่อมไม่สามารถพัฒนาสมาธิให้เกิดได้ และเมื่อสมาธิไม่เกิดปัญญาก็ไม่เกิดเช่นเดียวกัน
2.ด้านธรรม เรียกว่า “บาป” คือ ภาวะที่จิตใจเศร้าหมองและตกต่ำลง หากกระทำบ่อยๆ จิตใจก็จะตกต่ำลงเรื่อยๆ จนชินกับการกระทำความชั่ว โดยไม่สนใจว่าผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาจะเดือดร้อนจากการกระทำของตนเองอย่างไร และผลแห่งบาปนี้กฎแห่งกรรมจะบันทึกเอาไว้ และรอโอกาสให้ผลทั้งในชาตินี้และชาติหน้า หรือแม้จะไม่มีการให้ผลในชาตินี้ แต่ผลในชาติหน้าและชาติต่อๆ ไปย่อมได้รับผลแน่นอน
แล้วใช้อย่างไรจึงไม่ผิดกฎหมายและศีลธรรม
เนื่องด้วยทรัพย์สินทางปัญญาเป็นทรัพย์ที่จำเป็นและมีประโยชน์ต่อสาธารณะ ตลอดจนมีผลต่อความเจริญก้าวหน้าของสังคมและประเทศชาติ วิธีการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาที่จะไม่ผิดศีล ผิดธรรม และผิดกฎหมาย คือ การเสียค่าสิทธิให้ถูกต้อง ได้แก่ การซื้อมาใช้ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ได้ของแท้ สวยงาม และใช้งานได้นาน
แต่หากไม่สามารถซื้อได้ กฎหมายก็เปิดโอกาสให้ใช้โดยไม่ผิดกฎหมายได้ ที่เรียกว่า “การใช้โดยชอบธรรม” (Fair Use) เช่น กรณีนักศึกษาหรือนักวิจัยสามารถนำข้อมูลมาใช้หรือถ่ายเอกสารได้ไม่เกินร้อยละ 25 ของข้อมูลทั้งหมด หรือใช้บริการยืมหนังสือจากห้องสมุดต่างๆ สำหรับหนังสือที่ไม่มีการพิมพ์จำหน่าย หรือผู้สร้างสรรค์แจ้งความจำนงในหนังสือมอบลิขสิทธิ์ดังกล่าวให้สาธารณะ หนังสือเหล่านี้สามารถคัดลอก หรือที่กฎหมายเรียกว่า “ทำซ้ำ” ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย แต่เมื่อนำไปใช้ควรมีการอ้างอิงถึงเจ้าของผลงาน และไม่ควรแก้ไข ดัดแปลงผลงานของคนอื่นจนเสียความเดิม อันเป็นการเคารพในผลงานของผู้สร้างสรรค์ที่เรียกว่า “สิทธิทางศีลธรรม” ด้วย
ในทางพระพุทธศาสนานอกจากอนุโลมตามกฎหมายบ้านเมืองในเรื่องว่าด้วยข้อยกเว้นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเหล่านี้แล้ว ที่สำคัญจะต้องไม่มีจิตคิดละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่เรียกว่า “ไถยจิต” อีกด้วย อันเป็นข้อยกเว้นการกระทำอทินนาทาน ได้แก่ (1) สำคัญว่าเป็นของของตน (2) ถือเอาด้วยวิสสาสะ (3) ถือเอาด้วยเป็นของขอยืม (4) ถือเอาของที่เปรต เทวดา และสัตว์เดรัจฉาน ครอบครอง (5) บุคคลผู้วิกลจริตทั้งแบบชั่วคราวหรือแบบถาวร (6) ผู้กระสับกระส่ายเพราะเวทนา และ (7) ผู้ไม่รู้ว่าของนั้นอยู่กับตน
จะเห็นว่า การกระทำใดที่ปรากฏชัดเจนว่าก่อให้เกิดความเสียหายในแง่ทรัพย์ หรือมีค่าเป็นตัวทรัพย์ได้ พระพุทธศาสนาถือว่าเป็นอทินนาทาน คือ “ผิดศีล” กรณีทรัพย์สินทางปัญญานั้นการละเมิดทำให้ผู้เป็นเจ้าของผลงานทางปัญญาเกิดความเสียหายในรูปแบบทรัพย์ (ค่าสิทธิ) จึงถือว่าเป็นการถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้ (อทินนาทาน) เมื่อการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเป็นการกระทำที่ผิดศีล ในแง่ธรรมถือว่าเป็น “บาป” อีกด้วย
ในสังคมปัจจุบันหากจะมีการรณรงค์การไม่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ประเด็นทางศีลธรรมนี้จะเป็นวิธีการทางเลือกที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ควรนำไปใช้ปฏิบัติ ดั่งที่มีการรณรงค์การไม่ดื่มสุราว่าเป็นบาป เพราะสำหรับสังคมพุทธแล้ว บาปเป็นสิ่งที่น่ากลัว ไม่น่าพึงปรารถนา ทำให้ชีวิตจิตใจตกต่ำ ขัดขวางการพัฒนาตนเองไปสู่คุณธรรมที่สูงขึ้นไป เมื่อนั้นการรณรงค์การให้ความเคารพในสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาจะประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ผู้ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาในทุกระดับควรมีการศึกษาหาความรู้ให้ชัดเจน อย่างน้อยก็รู้ถึงสิทธิของตนเองที่สามารถใช้ผลงานทางปัญญาของคนอื่นได้โดยไม่ละเมิด ที่เรียกว่า “การใช้โดยชอบธรรม” เพราะทรัพย์สินทางปัญญาทุกประเภทในสังคมปัจจุบัน ล้วนเปิดโอกาสให้ใช้ได้แต่พอสมควรในบางส่วน แต่หากต้องการใช้ประโยชน์อย่างสมบูรณ์ วิธีการที่ดีที่สุด คือ “การเสียค่าสิทธิให้ถูกต้องตามกฎหมาย” ที่เรียกว่า “การใช้โดยชอบธรรม” เพราะทรัพย์สินทางปัญญาทุกประเภทในสังคมปัจจุบัน ล้วนเปิดโอกาสให้ใช้ได้แต่พอสมควรในบางส่วน แต่หากต้องการใช้ประโยชน์อย่างสมบูรณ์ วิธีการที่ดีที่สุด คือ “การเสียค่าสิทธิให้ถูกต้องตามกฎหมาย” ที่เรียกว่า “การซื้อ” มาใช้นั่นเอง เมื่อนั้นประโยชน์ปัจเจกกับประโยชน์สาธารณะจะสมดุลกัน







