
ทรงสิทธิ์ เติมจิตรอารีย์ หนุ่มยุคใหม่ไม่ขอเป็นทาสไอที
นอกจากจะมีดีที่หน้าตามีชัยไปกว่าครึ่ง ถึงขั้นติด 1 ใน 50 หนุ่มโสดของคลีโอแล้ว แบงก์-ทรงสิทธิ์ เติมจิตรอารีย์
โดย...พุสดี
นอกจากจะมีดีที่หน้าตามีชัยไปกว่าครึ่ง ถึงขั้นติด 1 ใน 50 หนุ่มโสดของคลีโอแล้ว แบงก์-ทรงสิทธิ์ เติมจิตรอารีย์ ยังพ่วงท้ายด้วยดีกรีที่ทำให้สาวๆ ต้องเหลียวหลังด้วยตำแหน่งเอ็มดีหนุ่มวัย 27 ปี แห่งโรงแรมลักซอร์ บูทีค โฮเต็ลสไตล์อียิปต์ ซึ่งผู้บริหารหนุ่มการันตีว่าเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย
“แบงก์” ที่เติบโตมากับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัว เล่าว่า ทางบ้านเพิ่งจะขยายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และคอนโดมาสู่ธุรกิจโรงแรมเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพราะเห็นว่าธุรกิจเดิมมีคู่แข่งเยอะ ดังนั้น น่าจะขยายไลน์ธุรกิจใหม่ๆ เพิ่มเติม กอปรกับเป็นจังหวะเดียวกับที่แบงก์เรียนจบด้านวิศวะโยธาจากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (UCL) และด้านการบริหารนวัตกรรมพอดี เลยสบโอกาสบินตรงกลับมาช่วยบริหารกิจการที่บ้านทันที
ถ้าถามว่าตรงกับงานในฝันหรือไม่ หนุ่มแบงก์ตอบอย่างไม่ลังเลว่า คืออาชีพที่ฝันไว้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากตอนเด็กๆ มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศบ่อย ทำให้ได้ใช้บริการของโรงแรมต่างๆ
“ตอนเด็กๆ ผมไปเมืองนอกบ่อย ไปเรียนที่อังกฤษตั้งแต่อายุ 12 ปี ผมไปอยู่ที่อังกฤษก็ได้ไปพักโรงแรมนู้น โรงแรมนี้ ได้ไปเที่ยว ไปพักโรงแรมแถวยุโรปบ่อย เลยเป็นส่วนหนึ่งเหมือนกันที่ทำให้เราอยากทำงานด้านโรงแรมมาตั้งแต่เด็ก และที่ผมเลือกเรียนด้านวิศวะ เพราะคิดว่าจะกลับมาช่วยธุรกิจที่บ้าน แต่พอดีที่บ้านมาเปิดตัวโรงแรมเลยเข้าทาง เพราะเราก็สนใจด้านนี้อยู่แล้ว”
แน่นอนว่าการเข้ามานั่งเก้าอี้ซีอีโอหนุ่มไฟแรงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเด็กหนุ่มที่แม้จะหัวใจไทย แต่ก็ไปใช้ชีวิตกว่าครึ่งชีวิตอยู่เมืองนอก ซึ่งแบงก์ยอมรับว่าตอนกลับมาเมืองไทยแรกๆ ต้องเจอกับความแตกต่างมาก เพราะวัฒนธรรมที่หล่อหลอมมาของฝรั่งกับคนไทยไม่เหมือนกัน ซึ่งตอนแรกผู้บริหารหนุ่มป้ายแดงก็แอบหวั่นใจว่าจะปรับตัวได้ยากเหมือนกัน
“เรายังไม่ได้ลืมวัฒนธรรมไทย เราเข้าใจว่าเมื่อก่อนคนไทยเป็นยังไง แต่มันก็ปรับตัวยากอยู่หน่อย โดยเฉพาะในเรื่องการทำงาน การพูดคุย และวิธีการคุยกับผู้ใหญ่กับคนทั่วไป เพราะเมืองนอกต่อรองกันด้วยเหตุผล แต่อย่างเมืองไทยคำว่าเหตุผลไม่พอ คุณต้องมีอายุ ตำแหน่ง แล้วไอเดียดีก็ไม่พอ ต้องมีเพื่อนพ้อง ก็เลยต้องปรับตัวระยะหนึ่ง”
สำหรับสไตล์การทำงานของหนุ่มนักเรียนนอก ที่แม้จะเป็นลูกเจ้าของและนั่งตำแหน่งใหญ่ แต่ยังเน้นการทำงานแบบลงลึกทุกแผนก เพราะมองว่าถึงจะเป็นเจ้าของกิจการแต่จะมาคุมงานแค่บนๆ ไม่ได้ ต้องดูรายละเอียดทั้งหมด อย่างถ้าเห็นเก้าอี้วางผิดที่จะเข้าไปปรับเองเลย เพราะถือคติทุกอย่างต้องเป๊ะ
แม้ในด้านหน้าที่การงาน หนุ่มแบงก์จะดูจริงจังและเก็บรายละเอียดทุกเม็ด แต่ไลฟ์สไตล์ส่วนตัวของหนุ่มแบงก์กลับเป็นคนสบายๆ ชอบอะไรที่เรียบๆ ง่ายๆ วันว่างก็ออกกำลังกาย เข้าฟิตเนส เล่นฟุตบอล (ตำแหน่งกองกลาง)
“ส่วนใหญ่ผมจะออกกำลังตอนกลางคืน อย่างที่วางไว้ก็จะเป็นทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็เป็นวันเสาร์ เพราะเรามีคิวต้องเตะบอลทุกคืนวันอาทิตย์ ซึ่งสำหรับผมนะ ไม่ว่ายุ่งแค่ไหนก็ต้องหาเวลามาออกกำลังให้ได้ เพราะผมรู้สึกว่าคนเราถ้าร่างกายทำงานอย่างเดียวมันไม่ไหว บางคนอาจจะชอบผ่อนคลายด้วยการไปดูหนัง กินข้าวนอกบ้าน แต่สำหรับผมชอบการออกกำลังกาย”
และแน่นอนในฐานะหนุ่มยุคดิจิตอล เทคโนโลยีและโลกไอทีเป็นสิ่งที่ผู้บริหารหนุ่มหล่อย้ำอย่างหนักแน่นว่าขาดไม่ได้ และโดยส่วนตัวก็ชอบอะไรที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีทุกอย่าง ชนิดตามติดเทรนด์แบบไม่ให้พลาดก็ว่าได้
“โลกสมัยนี้ถ้าเราไม่ตามไอทีเราไม่ทันแล้ว ผมก็ตามทุกอย่าง อัพเดตทุกอย่างนะ ไอแพด ไอโฟน ก็มีหมด แต่ถ้าถามว่ามีแกดเจ็ตอะไรออกใหม่ต้องหาซื้อมาเป็นเจ้าของมั้ย ผมตอบว่าไม่ เพราะถ้าจะซื้อผมต้องดูก่อนว่าเข้ากับเราหรือเปล่า ซื้อแล้วเราได้ใช้มั้ย ถ้าเอามาเพื่อให้มี ผมไม่เอา แต่ถ้าเอามาแล้วต้องทำให้ชีวิตเราดีขึ้น ทำงานได้เร็วขึ้น หรือการสื่อสารดีขึ้นผมเห็นด้วย”
หนุ่มรักไอทียังฝากข้อคิดดีๆ ถึงการใช้ชีวิตอย่างเป็นนายของเทคโนโลยี แทนที่จะต้องเป็นทาสของมันว่า เทคโนโลยีมันก็ดีในระดับหนึ่ง แต่ถ้าใช้มากเกินความจำเป็น ชีวิตเราจะหมกมุ่นกับเทคโนโลยีเกินไป
“ผมถึงบอกว่าทำไมเราต้องออกกำลังกาย ต้องไปเจอเพื่อน ไปท่องเที่ยว ทำไมต้องหาอย่างอื่นทำ เพราะชีวิตมันมากกว่านั้น เราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากการไปทำอย่างอื่น ทางที่ดีเราควรเป็นคนใช้เทคโนโลยี ไม่ใช่เทคโนโลยีใช้เรา ผมมองว่าอะไรที่จำเป็นก็ใช้ไป แต่ขอให้แยกแยะ แบ่งเวลาให้ชัดเจนว่าเราก็มีเพื่อนฝูง ร่างกายเราก็ต้องดูแล คนรอบข้างเราก็สำคัญ ไปเดินเล่น หาเวลาว่างให้ตัวเอง”







