
จักกวัติธรรม หลักธรรมนำสังคมสู่สันติ(ตอน ๓)
ปุจฉา : กราบเรียนพระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : กราบเรียนพระอาจารย์อารยะวังโส
โดย..พระอาจารย์อารยะวังโส
ตามที่มีการเจริญพระพุทธมนต์ สวดพระปริตร อธิษฐานจิตเพื่อแผ่นดินไทย ครั้งที่ ๓๒ เมื่อวันที่ ๒ ต.ค. ๒๕๕๔ ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ ที่ผ่านมา มีสาธุชนมาร่วมงาน ประกอบศาสนกิจกันมากมายด้วยความศรัทธายิ่ง
ในงานครั้งนี้พระอาจารย์ได้แสดงธรรมที่เป็นคุณประโยชน์ต่อสังคมไทยมาก โดยเฉพาะผู้ปกครองบ้านเมือง นักการเมือง และรัฐบาล ควรจะได้มีส่วนรับฟังเพื่อเป็นอนุสติในการดำเนินชีวิต บริหารจัดการปกครองสังคมเพื่อประโยชน์และความสุขของสังคม...
จึงใคร่ขอความกรุณาช่วยสรุปธรรมเรื่องดังกล่าวที่ชื่อว่า “จักกวัติธรรม” ลงตีพิมพ์ใน “ธรรมส่องโลก” จะเป็นประโยชน์กับสาธุชนผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา จะได้เรียนรู้ในหลักธรรมดังกล่าว เพื่อจะได้นำไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินชีวิตที่ต้องสัมพันธ์กับภาคสังคมโดยรวม...
กราบเรียนมาด้วยความเคารพ
คณะศรัทธาวัดพระแก้วฯ
(รจนา วานิช)
วิสัชนา : หรือหากเปรียบเทียบในกาลปัจจุบันก็คงเป็นบทธรรมแห่งผู้ปกครอง ผู้มีบทบาท มีฐานะหน้าที่ทางการปกครองมหาชน ซึ่งขอประทานกล่าวโดยย่อเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ธัมมบูชา สังฆบูชา ขอสาธุชนทั้งหลายพึงสดับพิจารณาตามให้เข้าใจ เพื่อทำปัญญาให้เกิดขึ้น จะได้เป็นบุญกุศลอันยิ่งในกาลฟังธรรม ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดารามนี้ อนุสนธิสืบเนื่องจากในกาลครั้งที่พระพุทธเจ้าทรงมีพระชนม์อยู่ ประทับแคว้นมคธชนบทในชมพูทวีป ณ นครมาตุลา ทรงสอนภิกษุทั้งหลายให้พึ่งตน พึ่งธรรม และเจริญสติปัฏฐาน ๔ คำว่า “พึ่งตน พึ่งธรรม” เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาที่แสดงให้เห็นสภาพของ กรรมนิยาม คือ กฎแห่งกรรมที่แสดงความจริงว่า ใครทำสิ่งใดย่อมได้รับผลสิ่งนั้น พูด ทำสิ่งใด ย่อมได้รับผลสิ่งนั้น เป็นการแสดงให้เห็นความจริงที่ปรากฏมีอยู่ว่า ด้วยการกระทำนั้นๆ จึงเป็นตัวแสดงที่นำไปหาผล และต้องยอมรับผลจากการกระทำนั้นๆ...
ดังนั้น การพึ่งตนในพระศาสนานั้นคือ การประพฤติปฏิบัติตน การกระทำที่อ้างอิงคุณของธรรมะ ... ธรรมะก็คือหลักการ หลักแห่งความปกติ เป็นหลักธรรมดาที่มีอยู่ในธรรมชาติบนความจริงเที่ยงแท้ที่ว่ากระทำสิ่งใดต้องได้รับผลจากสิ่งนั้น... ผู้ที่อ้างอิงธรรมะ ประพฤติตนตามหลักธรรม ยอมรับกฎแห่งกรรมว่าเป็นจริง ก็ย่อมมีความเป็นปกติ ผู้ที่อ้างอิงอธรรมก็ย่อมต้องผิดปกติ คือ ผิดจากวิถีความจริงในธรรมชาติ อันหมายถึงดำเนินชีวิตฝืนกฎความจริงที่มีอยู่ในธรรมชาติด้วยอุปาทาน หรือความยึดมั่นที่ผิดๆ วิปลาสคลาดเคลื่อนไปจากความจริงที่มีอยู่ในธรรมชาตินั้นๆ...
หลักธรรมในธรรมชาติคืออะไร?... คือ การเข้าใจความมีอยู่จริงของความไม่เที่ยง มีความทุกข์แฝงเร้นอยู่ และความไม่ใช่ตัวตน ดังนั้นการฝึกฝนตนเพื่อให้ถึงธรรมดังกล่าวที่เรียกว่า พึ่งตน พึ่งธรรมนี้ โดยมีหลักแห่งการปฏิบัติ คือ การเจริญสติปัฏฐาน ๔ จึงเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ในพระพุทธศาสนา เพื่อพัฒนาความรู้ให้เกิดปัญญา รู้แจ้งในหลักธรรมที่มีอยู่จริงในธรรมชาติดังกล่าว ดังนั้นการเจริญสติจึงเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก จึงกล่าวว่า สติปัฏฐานเป็นทางสายเอกเพื่อทางสิ้นทุกข์ เป็นไปเพื่อพระนิพพาน อันเป็นหลักธรรมปกติที่แสดงไว้อย่างชัดเจนในพระพุทธศาสนา เพื่อย้ำว่าสติปัฏฐานนี่แหละ...เป็นหลักแห่งการประพฤติปฏิบัติที่สำคัญที่สุด อันบุคคลผู้แสวงหาความสิ้นทุกข์พึงควรเจริญภาวนา ด้วยนัยสำคัญของคำว่า “สติปัฏฐาน” หรือ “สติ” ซึ่งองค์ธรรมอุปการะที่สำคัญยิ่งในการภาวนาจิตไปสู่วิสุทธิ... ถ้าขาดสติแล้ว การจะให้ถึงธรรมะเพื่อเข้าถึงวิสุทธิปัญญา หรือการจะทำตนให้เกิดประโยชน์ใดๆ ในการพัฒนาจิตไปสู่ความบริสุทธิ์นั้น ย่อมไม่อยู่ในฐานะที่เป็นไปได้เลย
พระพุทธเจ้าของเรานั้นจึงได้ทรงแสดงหลักธรรมอันยิ่งใหญ่ดังกล่าวที่สำคัญยิ่งในพระพุทธศาสนา ว่า การประกอบการกุศลในพระศาสนานั้นเป็นไปเพื่อความสิ้นทุกข์ หรือเป็นไปเพื่อพระนิพพานนั้น จะต้องดำเนินไปด้วยการเจริญสติปัฏฐานสี่ โดยยึดหลักพึ่งตน พึ่งธรรม เพื่อการเข้าถึงรัตนะอันเลิศประเสริฐที่สุดที่เรียกว่า ประกอบวิวัฏฏกุศล อันมีที่สุดคือ พระนิพพาน... จึงแตกต่างกับการประกอบกุศลทางโลกที่เรียกว่า วัฏฏกุศล ซึ่งที่สุดแห่งกุศลแห่งวัฏฏะ ก็คือ ความมีสิริสมบัติของความเป็นจักรพรรดิอันเป็นประเสริฐสุดอันสูงสุดในฐานะของความเป็นมนุษย์ ดังคำกล่าวที่ว่า กษัตริย์น้อยใหญ่ในโลกนี้อนุยลลงในความเป็นมหาจักรพรรดิ กล่าวว่า มหาจักรพรรดิเป็นฐานะอันเลิศสุดที่เกิดขึ้นในฝ่ายโลกที่บำเพ็ญบารมีมาสูงสุด ซึ่งย่อมพร้อมด้วยรัตนะ ๗ ประการ คือ จักรแก้ว ม้าแก้ว ช้างแก้ว แก้วมณี นางแก้ว ขุนคลังแก้ว ขุนพลแก้ว...
ยกตัวอย่างของการเกิดของพระเจ้าจักรพรรดินามว่า “ทัฬหเนมิ” เป็นต้นฉบับในการศึกษาของสมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิซึ่งเกิดขึ้นในกาลครั้งสมัยที่ยังไม่มีพระพุทธศาสนา แต่พระองค์ก็ไม่ทรงประมาท เพราะรู้ว่า “สมบัติทั้งปวงนั้นเกิดขึ้นด้วยอำนาจของบุญบารมีที่สั่งสมจากการทำคุณความดี” พระเจ้าจักรพรรดิทัฬหเนมิจึงได้ทรงรับสั่งให้ราชบุรุษไปสังเกตการณ์ว่า
“เมื่อใดจักรแก้วเคลื่อนที่จากที่ประดิษฐานอันคู่บารมีของพระองค์แล้ว ให้กราบทูลพระองค์ทราบด้วย...” เพราะหากจักรแก้วเคลื่อนที่ หมายความถึง ความมีวาสนาบารมีของพระองค์ในฐานะพระเจ้าจักรพรรดินั้นจะได้ถึงกาลสูญสิ้นไปในเบื้องหน้า
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







