
หมู่บ้านดอกบัวกลางน้ำ
บัณฑิต พิศณุเสน [email protected]
ผมเคยเล่าถึงหมู่บ้านริมคลองมาหลายที่แล้ว ที่อดีตเคยมีน้ำใส เห็นฝูงปลาแหวกว่ายกันไปมาอย่างสนุกสนาน วันเวลาเหล่านั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนเดี๋ยวนี้คนรุ่นใหม่แทบจะนึกไม่ออกว่าเป็นอย่างไรกับบรรยากาศที่ว่ามานั้น แม้แต่ผมเองก็แทบจะลืมเลือนไปแล้ว นั่นคือเรื่องราวของริมคลองบ้านเรา เมืองไทยของเรา
คราวนี้เราไปดูต่างประเทศเขาบ้าง หมู่บ้านริมคลองที่เขาเก็บไว้ได้อย่างสวยงาม แต่ก็เป็นได้แค่พิพิธภัณท์ที่มีชีวิตแค่นั้น เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ดูชมบรรยากาศ หรือศึกษาเพื่อมาพัฒนาประยุกต์ใช้กับบ้านสมัยใหม่
ที่นั่นคือเมืองโจวจวง หมู่บ้านโบราณเล็กๆ กลางน้ำของประเทศจีน ที่มีอายุยาวนานกว่า 900 ปี ได้รับสมญานามว่า
“เมืองริมน้ำอันดับหนึ่งของจีน” เกิดขึ้นในสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือมีชาวพุทธผู้หนึ่งนามว่า โจวตี๋กง ได้บริจาคที่ดิน 83 ไร่ เพื่อสร้างวัดเฉวียนฝู ชาวบ้านจึงนำแซ่ของท่านมาตั้งเป็นชื่อหมู่บ้านว่า
“โจวจวง” หรือบ้านของคนแซ่โจวโจวจวงเป็นหมู่บ้านกลางน้ำขนาดเล็ก มีพื้นที่เพียง 0.4 ตารางกิโลเมตร ลักษณะคล้ายดอกบัวลอยอยู่บนผิวน้ำ มีลำคลองทั้งหมด 4 สาย ลำคลอง 2 สายไหลจากเหนือลงใต้ และอีก 2 สายไหลจากตะวันตกสู่ตะวันออก เป็นตารางสี่เหลี่ยมคล้ายตัวอักษรจิ่ง ลงสู่ทะเลสาบหนานหูอันกว้างใหญ่ทางตอนใต้
ลำคลอง 4 สายนี้แบ่งพี้นที่หมู่บ้านออกเป็นหลายเกาะ ลำคลองจึงเปรียบเสมือนเส้นเลือดหล่อเลี้ยงให้ชาวโจวจวงใช้สัญจร บ้านและร้านค้าปลูกอยู่ริมน้ำ มีสะพานศาลาโบราณหลากหลายรูปทรงเชื่อมต่อบ้านเรือน ร้านค้า และถนนได้อย่างลงตัว เพราะการวางผังเมืองที่ดี การสัญจรติดต่อเชื่อมถึงกันทั้งหมดโดยสะพานและลำคลอง ทำให้บ้านเรือนร้านค้าบรรยากาศดีเย็นสบาย
เดิมโจวจวงมีสะพานศิลา 30 สะพาน ปัจจุบันเหลือ 14 สะพาน ที่น่าสนใจก็คือเมืองนี้ไม่มีเรือหางยาว เรือยนต์ที่เสียงดังแบบบ้านเรา การเดินทางเข้าไปต้องใช้ 2 ทาง คือ ทางเท้า และทางเรือแจวเท่านั้น แม้จะมีร้านค้า ร้านอาหาร แต่ที่นี่ก็ยังใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ไม่มีเสียงเพลงแบบฉิ่งฉับทัวร์ แต่เป็นบทเพลงขับขานจากชาวบ้านที่ขับขานพร้อมเสียงซอ
มาดูโจวจวงแล้วทำให้นึกถึงตลาดน้ำบ้านเรา เรือนแพ หรือบ้านริมน้ำที่นับวันจะผุพังไปตามกาลเวลา ก็เพราะว่าสิ่งที่ทันสมัย เทคโนโลยีเข้าไปแทนที่ ยกตัวอย่างว่าเราเคยเห็นเรือยนต์วิ่งด้วยความเร็วสูงผ่านบ้านริมน้ำ ถูกคลื่นกระแทกทุกวันๆ ไม่นานเราคงไม่มีอะไรเหลือให้ดูอีกแล้ว ถ้าเราไม่มีมาตรการดูแลสิ่งเหล่านี้
**ขอบคุณข้อมูลจากคุณปริวัฒน์ จันทร จากหนังสือสารคดี







