
ถึงเวลา ท้าทายสมอง
โดย...หนูดี–วนิษา เรซ
โดย...หนูดี–วนิษา เรซ
หลังจากเว้นวรรคงานเขียนเป็นเล่มไปเกือบปี หนูดีก็เพิ่งได้ฤกษ์ทำหนังสือเล่มล่าสุดของตัวเองเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ เป็นเล่มที่เปลี่ยนแนวไปพอสมควร ไม่เหมือนเล่มอื่นๆ ที่เน้นเรื่องราวของการพัฒนาสมอง เน้นเล่างานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสมองเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน แต่เล่มใหม่นี้เริ่มต้นแบบง่ายๆ คือ เริ่มแบบไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นหนังสือเลยค่ะ เริ่มแบบเป็นบันทึกไดอารีของตัวเอง
เริ่มต้นตรงที่หนูดีเป็นนักเขียนที่ไม่ได้ส่งให้สำนักพิมพ์ไหน แต่พิมพ์ผ่านบริษัทตัวเอง จึงทำให้หนูดีต้องสวมหมวกอีกใบคือ นักธุรกิจและนักลงทุนไปด้วยในตัว
ในเส้นทางที่เป็นคนเล่าเรื่องราวด้านสมองนั้น ง่ายดายค่ะ เพราะคุณครูสอนมา เราก็ทำไปตามที่เราเรียนรู้ แต่ฝั่งที่เป็นนักธุรกิจสิคะ ทุกอย่างคือการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงหมด ผิดบ้างพลาดบ้าง สนุกสนานไปตามเรื่อง จากคนที่ไม่ชอบธุรกิจ ไม่ชอบเรื่องเงิน ไม่ชอบบัญชี แถมเรื่องภาษีนี่ไม่กระดิก กลายเป็นว่าทุกวันนี้หนูดีไม่รู้ไม่ได้ค่ะ ต้องรู้ ต้องเป็น และต้องเก่งด้วย จะเป็นนักเขียนอย่างเดียวไม่ได้ เพราะเราเป็น “เจ้าของ” เองด้วย
ถ้าพลาดก็ขาดทุน เรื่องเงินไม่เข้าใครออกใครค่ะ จากคนที่เคยไม่ชอบก็ต้องชอบเข้าสักวัน ถ้าสถานการณ์ชีวิตบังคับ
เส้นทางในฐานะ “นักธุรกิจ” นอกตำรานี้ หนูดีเรียนรู้อะไรเยอะมากๆ มากเสียจนเขียนเรื่องประทับใจไว้อ่านเล่นๆ ของตัวเอง อาจเพราะเราโชคดีด้วย คือ มีโอกาสได้ปฏิบัติธรรมในเส้นทางของเซน ในแนวทางของหมู่บ้านพลัม ที่ล่าสุดมีงานภาวนาสำหรับนักธุรกิจโดยเฉพาะ ในหัวข้อ “ศิลปะของอำนาจ” ที่หนูดีเองได้รับเกียรติจากพระหมู่บ้านพลัม ให้รับเป็นเจ้าภาพให้ค่ะ จึงได้เรียนรู้เรื่องราวที่ตรงประเด็นมากมายในการดูแลใจและดูแลธุรกิจไปพร้อมๆ กัน
เขียนบันทึกสนุกๆ ไว้อ่านเล่นเองและพกพาไปเดินทางที่ยุโรปด้วยหนึ่งครั้ง ปรากฏว่า เช้าวันหนึ่งในเมืองอัมสเตอร์ดัม หนูดีตื่นมาสายกว่าคุณแม่ ตื่นมาก็ได้เห็นคุณแม่อ่านบันทึกเล็กๆ นี้เข้า และคุณแม่ก็เลยแนะนำว่า “เขียนเป็นหนังสือสิลูก” ซึ่งตัวหนูดีเองไม่มั่นใจเลยว่าการที่เราเป็นคนทำงานเกี่ยวกับสมองจะเหมาะสมหรือที่มาเขียนเรื่องราวการ “เป็นนายตัวเอง” หรือ “การทำธุรกิจของตัวเอง” แต่ในเมื่อคุณแม่เป็นคนแนะนำหนูดีให้เขียน “อัจฉริยะสร้างได้” และการแนะนำหนนั้นก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี หนนี้ หนูดีจึงทำตามคำแนะนำของแม่เช่นเคย ด้วยการขยายความไดอารีออกเป็นบทๆ เพื่อให้กลายเป็นหนังสืออ่านสนุก 1 เล่ม
เรื่องราวมีตั้งแต่ตอนต้นเรื่องของคนอยากเป็นนายตัวเอง เป็นเจ้าของเงินของตัวเอง เป็นเจ้าของเวลาของตัวเอง รวมถึงต้องการนำไอเดียของตัวเองเสนอต่อโลกในแบบของตัวเองจริงๆ เริ่มต้นด้วยคำถามโดนใจ “ทำอะไรดีกับชีวิต” ซึ่งหนูดีคิดว่า ไม่ใช่หนูดีคนเดียวหรอกค่ะที่ถามคำถามนี้ แต่คนเป็นล้านก็ถามตัวเองทุกวันเช่นกัน
หนูดีเล่าถึงการเลือกเรียนอะไรที่จะทำให้เรานำมาใช้ได้กับชีวิตที่เหลืออีกยาวนาน รวมถึงเล่าเรื่องราววิธีการดูแลใจสำหรับคนที่ตั้งใจจะเป็นนายตัวเอง ที่ต้องทนแรงเสียดทานสารพัดจากโลกภายนอก ซึ่งไม่มีเรื่องง่ายๆ รอคุณอยู่หรอกค่ะ แต่หนูดีว่า คุ้มค่าความท้าทายจริงๆ จึงได้ตั้งชื่อหนังสือเล่มนี้ว่า “ถึงเวลา ท้าทายสมอง”
เพราะคนที่คิดอยากเป็นนายตัวเอง คิดอยากเป็นเศรษฐีเงินล้านตั้งแต่อายุน้อยๆ จะมัวกลัว มัวลังเลอยู่นานไม่ได้ เรื่องแบบนี้ไม่มีแก่ไป ไม่มีเด็กไปค่ะ พร้อมเมื่อไร ก็เริ่มเมื่อนั้น แต่ความพร้อมที่สำคัญที่สุดคือ พร้อมที่ใจ ไม่ใช่พร้อมที่สมองอย่างเดียว เพราะหนูดีคงไม่ใช่คนแรกและคนสุดท้ายที่เคยได้ยินเสียงบ่นจากคนหลายๆ คนว่า “เบื่องานประจำ อยากออกไปทำธุรกิจตัวเอง แต่ไม่กล้าพอ” คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ฉลาดทั้งนั้น เรียนจบดีๆ แต่ใจยังไม่สู้ค่ะ คงต้องรออีกนิด แล้วเขาก็อาจจะเริ่มได้แบบไม่กลัวเกินไป
นอกจากเรื่องธุรกิจสนุกๆ แล้ว หนูดียังถือโอกาสแอบสอดแทรกเรื่องราวของ “เต๋า” และ “เซน” ในบท “ธุรกิจคิดแบบเต๋า” และ “ธุรกิจคิดแบบเซน” ด้วย เพราะทั้งสองโรงเรียนความคิดนี้ ช่างน่าทึ่งและนำมาปรับใช้ได้กับนักธุรกิจยุคทะเลแดงและทะเลเดือดแบบนี้จริงๆค่ะ ใครจะบอกว่าโลกธุรกิจตอนนี้เป็น Blue Ocean แต่ถ้าเรามองจริงๆ ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นทะเลแดงเสียเป็นส่วนใหญ่ ถ้าเราคิดจะโดดลงทะเลแดง จะต้องมีเครื่องมือดูแลใจอย่างไร หนูดีว่า ดีที่สุดตอนนี้ที่หาได้ก็คือ เดินเข้าร่มศาสนานั่นเอง อาจจะดูเชย แต่หนูดีคิดว่าความเชยนั่นล่ะค่ะ คืออินเทรนด์ที่สุดแล้วในยุคนี้
เชยสิคะ อินเทรนด์
เป็นนักเขียนยุคนี้ สนุกดีค่ะ หนูดีเอง บุกไปหลังโรงพิมพ์ด้วยตัวเอง ไปตรวจปรู๊ฟ กระโดดขึ้นแท่นพิมพ์ ตรวจสี เลือกปก เรียกว่าเริ่มตั้งแต่เขียนจนไปจบที่หน้าแท่นพิมพ์เองเลย แถมโลกแห่งโซเชียลมีเดียก็ทำให้หนูดีได้ใกล้ชิดกับคนอ่านขึ้นไปอีกขั้น มีโอกาสถ่ายภาพเบื้องหลัง Behind the Scene ไปโพสต์ไว้ในแฟนเพจ FB และใน Twitter อีกด้วย แม้กระทั่งปกหนังสือก็ยังเอาไฟล์ภาพไปโพสต์ให้คนมาคลิกโหวตกันเลยค่ะ เป็นที่สนุกสนานถึงขั้นเปลี่ยนปกหลายรอบตามระดับความ “ปลื้ม” หรือ “ไม่ปลื้ม” ของแฟนๆ ในแฟนเพจ แม้กระทั่งการนัดวันที่จะไปแจกลายเซ็นก็นัดกันง่ายๆ ในแฟนเพจและทวิตเตอร์นั่นเองค่ะ ทุกอย่างในโลกยุคนี้ช่างสะดวกสบาย แม้หนูดีจะไม่เน้นให้คนใช้เทคโนโลยีมากไป แต่หากใช้อย่างกำลังดี มันก็ทำให้ชีวิตเราสนุกขึ้น ใกล้ชิดกันมากขึ้น แถมยังประหยัดกระดาษ ประหยัดทรัพยากรด้วยนะคะ
ใครไปเดิน “สัปดาห์หนังสือฯ” ปีนี้ หนูดีและน้องหนูหวานจะไปแจกลายเซ็นพร้อมกัน 2 วันค่ะ คือ ในวันเสาร์ที่ 8 และ 15 ต.ค. เวลาเที่ยง ที่บูธนายอินทร์ หนูดีมีเล่มใหม่ แต่หนูหวานมี “หนังสือเล่มแรก” เป็นเรื่องราวงานอดิเรกฮิปๆ คือการเย็บกระเป๋าเก๋ๆ ชื่อ “ความสุขฉบับกระเป๋า Bag Obsession” ลองเข้าไปดูได้ใน Facebook/BagObsession ค่ะ แม้กระทั่งคนเย็บกระเป๋าไม่เป็นแบบหนูดี ยังอยากซื้อมาเปิดดูเล่นเลยค่ะ หนังสือเขาสวยเก๋ อาร์ต จนนักวิจัยแบบหนูดีอิจฉา อยากมีหนังสืออาร์ตๆ บ้าง แต่ไม่ใช่แนว อย่างไรก็ตาม ใครไปงานสัปดาห์หนังสือ แวะมาเจอกันได้ทั้งสองวันค่ะ







