
การศึกษาเศรษฐศาสตร์ในเชิงวิถีพุทธ (ตอน๗)
ปุจฉา : จะทำอย่างไรจึงจะสังเคราะห์เศรษฐศาสตร์ในเชิงวิถีพุทธ
ปุจฉา : จะทำอย่างไรจึงจะสังเคราะห์เศรษฐศาสตร์ในเชิงวิถีพุทธ
โดย..พระอาจารย์อารยะวังโส
ว่าพระพุทธศาสนามีโครงสร้างหลักธรรมอย่างไร และจะชี้ให้เห็นโครงสร้างความสัมพันธ์ของพุทธศาสน์กับปรัชญาการดำเนินชีวิต เพื่อความพรั่งพร้อมแห่งสุขภาวะของมนุษย์ได้อย่างไร เพื่อให้เราสามารถนำเศรษฐศาสตร์ไปสู่เศรษฐธรรม สำหรับสรรค์สร้างสังคมให้ได้มีความสุขอย่างยั่งยืน
ขออาราธนาหลวงพ่อได้วิสัชนาให้สาธุชนทั้งหลายได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กันด้วยค่ะ
ดร.นิธินันท์ วิศเวศวร
รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
“ของพระพุทธเจ้านั้นไม่เลื่อนลอย ตถกตา คิดอย่างไร พูดอย่างไร ทำอย่างนั้น คิด พูด ทำ ล้วนแต่บริสุทธิ์ เป็นนาถะของโลกเสมอ ฉะนั้น ความหมายของพระพุทธเจ้าในพระพุทธศาสนานี้จึงเป็นที่พึ่งของโลก ไม่ใช่ที่พึ่งของตนเอง ด้วยหน้าที่เพื่อตนได้จบแล้ว”
วิสัชนา : เพื่อประโยชน์ของหมู่ชนดังที่กล่าวนี้ ไม่ว่าจะอิงภาครัฐหรือไม่ อย่างไรนั้น ก็ถือว่า เศรษฐศาสตร์เป็นการมุ่งเน้นการจัดสรรทรัพยากร...
การนำเสนอแนวคิดของการบริหารเศรษฐกิจแบบกระแสตะวันตกดังที่กล่าวมานี้ จึงนำมาซึ่งปุจฉา คือ “ภายใต้ภาวะความกดดันนี้ จะทำอย่างไรให้การขับเคลื่อนสามารถเป็นไปอย่างสัมฤทธิผล นำไปสู่ความสมบูรณ์พร้อมในสุขภาวะทั้งกายและจิตได้” ซึ่งการจะตอบคำถามนี้ เราต้องยอมรับในกติกาหนึ่งของมนุษย์ คือ ความถึงพร้อมตามความต้องการที่อิ่มจิต
ความอิ่มมี ๒ อย่าง คืออิ่มกาย กับ อิ่มจิต...อิ่มกาย คือ การได้รับปัจจัย ๔ อันสมบูรณ์ ซึ่งพระพุทธศาสนาเน้นปัจจัย ๔ ให้ถึงพร้อม แต่ขณะเดียวกัน ก็ให้ความอิ่มจิตคือความถึงพร้อมแห่งสุขภาวะที่พึงใจ แม้มีข้อจำกัด แต่ก็ได้ตามความต้องการที่ไม่จำกัดได้ นั่นคือ อิ่มใจ คือได้อย่างเต็มกำลังให้เติมเต็มความรู้สึก สนองความต้องการได้ภายใต้ภาวะที่กดดันนั้น ฉะนั้น การบริหารการจัดการความถึงพร้อมแห่งความ “อิ่มจิต” นี้ จะให้สุขภาวะทางกายและจิตได้
“การเติมเต็มความต้องการทั้งกายและจิต” (Fulfillment of Physical & Mental Desires) จึงเป็นไปตามบาลี ชิ ฆจฉา ปรมา โรคา ดังพระพุทธวจนะว่า “ความหิว เป็นโรคอย่างยิ่ง” พระพุทธเจ้าทรงเห็นความหิวเป็นโทษ ดังเช่น มีมาณพคนหนึ่งต้องการจะได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และวันนั้น พระพุทธเจ้าทรงกระทำพุทธจริยาต้องการสงเคราะห์คนหนึ่ง จึงยังไม่กระทำการอนุโมทนากับเหล่าศรัทธาที่มาถวายทาน ณ วัดพระเชตวัน...
ต้องกล่าวว่า การกระทำการใดๆ ของพระพุทธเจ้านั้นไม่เลื่อนลอย ตถกตา คิดอย่างไร พูดอย่างไร ทำอย่างนั้น คิด พูด ทำ ล้วนแต่บริสุทธิ์ เป็นนาถะของโลกเสมอ ฉะนั้น ความหมายของพระพุทธเจ้าในพระพุทธศาสนานี้จึงเป็นที่พึ่งของโลก ไม่ใช่ที่พึ่งของตนเองด้วยหน้าที่เพื่อตนได้จบแล้ว ฉะนั้น การที่พระพุทธเจ้าทรงรอคอยสงเคราะห์ใครก็ตามจึงต้องมีเหตุผล เมื่อมาณพหนุ่มนี้หวังมากราบพระพุทธเจ้าแต่มาด้วยความหิวโหย พระพุทธเจ้าจึงทรงมีพระกรุณา และสะท้อนพุทธจริยาว่า หากกายหิว จะให้ถึงพร้อมซึ่งธรรม คงไม่ถึงแท้แน่นอน ฉะนั้น จึงต้องให้อิ่มกาย อิ่มจิตจึงจะให้เกิดความสุข
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







