posttoday
การศึกษาเศรษฐศาสตร์ในเชิงวิถีพุทธ (ตอน ๔)

การศึกษาเศรษฐศาสตร์ในเชิงวิถีพุทธ (ตอน ๔)

31 สิงหาคม 2554

ปุจฉา : จะทำอย่างไรจึงจะสังเคราะห์เศรษฐศาสตร์ในเชิงวิถีพุทธ

ปุจฉา : จะทำอย่างไรจึงจะสังเคราะห์เศรษฐศาสตร์ในเชิงวิถีพุทธ

โดย..พระอาจารย์อารยะวังโส 

ว่าพระพุทธศาสนามีโครงสร้างหลักธรรมอย่างไร และจะชี้ให้เห็นโครงสร้างความสัมพันธ์ของพุทธศาสน์กับปรัชญาการดำเนินชีวิต เพื่อความพรั่งพร้อมแห่งสุขภาวะของมนุษย์ได้อย่างไร เพื่อให้เราสามารถนำเศรษฐศาสตร์ไปสู่เศรษฐธรรม สำหรับสรรค์สร้างสังคมให้ได้มีความสุขอย่างยั่งยืน

ขออาราธนาหลวงพ่อได้วิสัชนาให้สาธุชนทั้งหลายได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กันด้วยค่ะ

ดร.นิธินันท์ วิศเวศวร

รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วิสัชนา : ซึ่งสอดคล้องกับหลักการเรียนรู้ในขั้นพื้นฐานของพระพุทธศาสนาที่แสดงความยอมรับหลักการดังกล่าว ดังปรากฏในการบรรยายคุณลักษณะของพระธรรมคำสั่งสอนว่า พระธรรมนี้ต้องเห็นได้ด้วยตัวผู้เรียน (สันทิฏฐิโก) เราจึงเห็นพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมในขั้นตาเห็นไว้เป็นปกติ เพื่อสั่งสอนให้ชาวบ้านเข้าถึงความจริง มีความรู้ความเข้าใจในขั้นที่สามารถมองเห็นได้ คิดตามแล้วมีเหตุมีผลอย่างปกติ ไม่ขัดแย้งกับธรรมชาติเป็นสำคัญ และยังอาศัยธรรมชาติหรือสรรพสิ่งในธรรมชาตินี้แหละ เป็นวัตถุในการเรียนรู้ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงความคิด ทัศนคติ อารมณ์ และพฤติกรรมให้ประเสริฐ เพื่อมุ่งสู่ความสุข ความเจริญ เป็นสำคัญ

การศึกษาเศรษฐศาสตร์ในเชิงวิถีพุทธ (ตอน ๔)

สำหรับในนัยที่ ๑ อุตุนิยาม นัยที่ ๒ พืชนิยาม ก็คงไม่เป็นปัญหาต่อบุคคลทั่วไป โดยเฉพาะสำหรับสังคมชาวตะวันตก ซึ่งปรัชญาเมธีก็มักอาศัยระดับนิยามทั้งสองเป็นที่ตั้งของการศึกษา เพื่อการพัฒนาชีวิตไปสู่ความสัมฤทธิผลตามจุดมุ่งหมาย โดยเรียกกระบวนการศึกษาในระดับนิยามทั้งสองว่า กระบวนการศึกษาทางวิทยาศาสตร์...

ประการสำคัญอยู่ที่ นัยที่ ๓ ซึ่งพระพุทธศาสนาวางหลักการเรียนรู้ตามกฎธรรมชาติที่เกี่ยวกับการทำงานของจิต เรียกว่า จิตนิยาม จึงเริ่มเป็นนามธรรม อาจจะเลยขั้นตาเห็นแต่สามารถพิสูจน์ได้ เชิงการพินิจพิเคราะห์ด้วยจิตที่มีคุณภาพ เพื่อตรวจสอบสภาวะธรรมด้วยจิต ดังเช่นการรับรู้ในเรื่องอารมณ์ต่างๆ ที่กระทบต่อประสาท แล้วมีการรับรู้เกิดขึ้น การศึกษาลงไปในพฤติจิต การทำงานของจิต โดยต้องรู้จักเรียนรู้เรื่องการทำงานของสภาวะจิตในการได้เห็น ได้ยิน ได้รับกลิ่น ได้ลิ้มรส ได้สัมผัส ตลอดจนการเข้าไปรู้แจ้งในธรรมารมณ์ทั้งหลาย

ตรงนี้แหละสนุกมาก เพราะพระพุทธศาสนาสั่งสอนไว้อย่างละเอียด แต่การสอนนั้นสามารถแบ่งย่อยๆ ออกไปเป็นขั้นเบื้องต้น ขั้นระดับกลาง ขั้นระดับสูงได้ เพื่อสอดคล้องกับภูมิปัญญาของผู้เรียน ซึ่งไม่น่าจะเป็นอุปสรรคใดๆ ต่อการศึกษา หากผู้เรียนเปิดใจกว้าง ต้องการเรียนรู้ในธรรมชาติของจิต ซึ่งปัจจุบันแพร่หลายมากในชาวตะวันตกในเรื่อง จิตนิยาม แต่จะเป็นอย่างเดียวกับจิตนิยามในพระพุทธศาสนาหรือไม่...ก็ค่อยมาพูดกันอีกที

สำหรับนัยที่ ๔ และที่ ๕ คือ กรรมนิยาม และ ธรรมนิยาม ตรงนี้เป็นหัวใจล้วนของพระพุทธศาสนา ที่ประชุมคำสั่งสอนทั้งปวงอยู่ที่นิยามทั้งสองนี้ โดยสามารถจำแนกแจกแจงได้อย่างละเอียด มีเหตุผล ควรแก่การเข้าใจได้อย่างไม่ยาก เป็นการแสดงความมีอยู่จริงในชีวิตหรือโลกนี้ ซึ่งคนโดยทั่วไปอาจจะมองข้าม หรือไม่พิจารณาให้ลึกซึ้ง เพื่อเข้าให้ถึงความจริงขั้นปรมัตถ์และขั้นอริยสัจ ซึ่งเป็นความจริงในขั้นสูงสุด (อริยสัจ) นั้น

มีเฉพาะในพระพุทธศาสนานี้เท่านั้น ที่สามารถแสดงความปรากฏชัดแห่งความจริงขั้นสูงสุด ซึ่งมีอยู่ในโลกนี้อยู่แล้ว ไม่ว่ากาลใด...สมัยใด ดังเช่นใน กรรมนิยาม ก็ว่าด้วย กฎธรรมชาติเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ แสดงความจริงในการก่อกระทำ และการให้ได้รับผลจากการกระทำ ดังที่กล่าวเป็นตัวกฎว่า ทำกรรมดี มีผลดี ทำกรรมชั่ว มีผลชั่ว เป็นต้น แม้ใน ธรรมนิยาม ซึ่งหมายถึง กฎธรรมชาติเกี่ยวกับความสัมพันธ์และอาการที่เป็นเหตุเป็นผลแก่กันและกันของสิ่งทั้งหลาย อันมีความเป็นไปตามธรรมดา ด้วยกฎที่ว่า ภาวะที่มีสิ่งนี้เป็นปัจจัย...

อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้
 

 

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์