posttoday
ทายาทพระศาสนา

ทายาทพระศาสนา

28 สิงหาคม 2554

บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นอิงหลักธรรมะ ท่านสามารถส่งคำถาม หรือข้อติชมทาง email มาได้ที่ [email protected]

บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นอิงหลักธรรมะ ท่านสามารถส่งคำถาม หรือข้อติชมทาง email มาได้ที่ [email protected]

โดย..คุณสลิล

ท่านผู้อ่านที่เคารพ ท่านคิดเห็นอย่างไร ว่าปัจจุบันพุทธศาสนาเจริญด้วย ธรรมทายาท หรืออามิสทายาท และธรรมทายาทคืออะไร อามิสทายาทคืออะไร มีข้อดีข้อเสียอย่างไร?

พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรื่องธรรมทายาทกับอามิสทายาทไว้ในพระสูตรชื่อ “ธรรมทายาทสูตร” ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะในพระพุทธศาสนานั้นมีทั้ง ธรรม และ อามิส

ธรรม ในที่นี้หมายถึง ธรรมโดยตรง คือ โลกุตตรธรรม มี มรรค ผล และนิพพาน และธรรมโดยอ้อม คือ กุศลต่างๆ ที่กระทำโดยยังอิงอาศัยวัฏฏะ เช่น บางคนให้ทาน รักษาศีล บูชาพระรัตนตรัย เพื่ออยากไปเกิดเป็นเทวดา

อามิส ในที่นี้หมายถึง สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตไว้ ได้แก่ จีวร บิณฑบาต ยารักษาโรค ร่ม เสนาสนะ เป็นต้น

ด้วยเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้แสดงธรรมเป็นผู้อนุญาตอามิส จึงชื่อว่า เป็นของพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งสิ้น ภิกษุสาวกผู้ได้รับธรรมและอามิส จึงได้ชื่อว่าเป็น “ทายาท” ซึ่งก็จริงดังนั้น เพราะในพระพุทธศาสนานั้น มีธรรมมากมาย และก็มีอามิสเกิดขึ้นมากมายเช่นกัน ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาของชนผู้ต้องการถวายสักการะ เป็นจริงจนแม้ทุกวันนี้

แม้พระพุทธเจ้าจะทรงอนุญาต อามิสที่ทรงอนุญาตไว้ พระพุทธเจ้าทรงให้พิจารณาให้ละเอียดเสียก่อนจึงเสพ คือ บริโภค หรือใช้นั่นเอง ภิกษุผู้มีข้อปฏิบัติยอดเยี่ยมเช่นนี้ มีใจไม่ติดในอามิส ภิกษุผู้นี้ชื่อว่า ธรรมทายาท

ดังนั้น ปัจจุบันผู้ที่มีใจยึดติด พอใจ ปรารถนา อยู่ใน “อามิส” มีไทยธรรมมากมาย ที่เกิดขึ้นในพระพุทธศาสนา รวมทั้งปัจจัยเงินทองต่างๆ ที่เขานำมาถวาย ที่บางอย่างก็อาจไม่ได้เป็นไปตามที่พระพุทธเจ้าอนุญาตไว้ จึงเป็นได้เพียง อามิสทายาท ไม่ใช่ ธรรมทายาท ด้วยไม่พิจารณาบริโภคใช้สอย ย่อมยึดติดบางพวกแสวงหา หรือแม้หลอกลวงเลยก็มี

อามิสทายาทนั้นมีโทษ เพราะนักบวชที่ถูกอามิสครอบงำ อรรถกถาท่านเปรียบว่า ย่อมหมดสง่าราศี เหมือน เถ้าถ่านที่ไฟดับแล้ว เหมือนกหาปณะเก๊ ส่วนภิกษุผู้หนักในธรรม ประพฤติครอบงำอามิส ไม่ติดในอามิส ย่อมมีเดช คือ มีสง่าราศี เปรียบเหมือนราชสีห์ นั่นเอง

บางท่านฟังแล้วอาจคิดไปว่า พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุเคราะห์สาวกหรือไร จึงไม่อยากให้เป็นอามิสทายาท ?

ความจริงแล้วไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธองค์ทรงปรารถนาดีและอนุเคราะห์เอ็นดูพระสาวกทั้งหลายอย่างยิ่ง ด้วยอธิบายไว้ว่า พระพุทธเจ้าทรงเห็นด้วยพระญาณ เห็นนักบวชหลายร้อยจำพวก มีทั้งภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร เป็นต้น ในอดีตกาล (ในศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ก่อน) เช่น กบิลภิกษุมีสังฆาฏิถูกไฟลุกไหม้ และเห็นแม้ภิกษุในศาสนาของพระองค์เอง เช่น พระเทวทัต ด้วยความถลำเข้าไปในอามิสจึงทำกรรมชั่ว ตายแล้วต้องไปเกิดในนรก ได้รับความทุกข์มากมาย เป็นต้น มีตัวอย่างอีกมากมายเต็มอบายภูมิ ที่ทำกรรมชั่วเนื่องด้วยอามิส อันพระพุทธองค์ทรงเห็น

ขณะที่ในอีกด้านหนึ่ง พระพุทธองค์ทรงเห็นพระสาวกผู้หนักในธรรม มีพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะและพระมหากัสสปะ เป็นต้น ได้บรรลุคุณวิเศษ มีอภิญญาและปฏิสัมภิทา เป็นต้น เป็นผู้หลุดพ้นโดยสิ้นเชิง เพราะบรรลุเป็นพระอรหันต์จะไม่ไปตกอบาย และไม่ได้รับทุกข์ในสังสารวัฏอีก

ดังนี้ พระพุทธองค์จึงทรงคิดอนุเคราะห์ ไม่อยากให้สาวกได้รับทุกข์เพราะการติดในอามิสต่างๆ

พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า หากสาวกทั้งหลายของเราตถาคตพึงเป็นธรรมทายาท ไม่เป็นอามิสทายาท แม้เธอทั้งหลายก็จะไม่ถูกวิญญูชนติเตียนว่า ... ถึงเราตถาคตก็คงไม่ถูกวิญญูชนติเตียนว่า (เพราะโดยทั่วไป หากสาวกหรือลูกศิษย์ใครทำตัวไม่ดี ชนทั้งหลายก็มักติไปถึงอาจารย์อุปัชฌาย์ หรือพ่อแม่ เป็นต้น) ... เธอทั้งหลายจงเป็นธรรมทายาทของเราตถาคตเถิด อย่าเป็นอามิสทายาทเลย! 
 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท