ชาวนานักค้นคว้าแห่งท้องทุ่ง
อาชีพดั้งเดิมของคนไทย ประเภททำนาทำไร่นับวันจะลดน้อยถอยลง
อาชีพดั้งเดิมของคนไทย ประเภททำนาทำไร่นับวันจะลดน้อยถอยลง
โดย...กันติพิชญ์ ใจบุญ
อาชีพดั้งเดิมของคนไทย ประเภททำนาทำไร่นับวันจะลดน้อยถอยลง ปัจจุบันเยาวชนคนรุ่นใหม่หันหลังให้กับอาชีพเก่าแก่ที่อยู่คู่กับประเทศไทยมานานแสนนานเกือบหมดแล้ว อย่าว่าแต่วัยรุ่นคนรุ่นใหม่เลย แม้แต่วัยทำงานที่อยู่ในป่าคอนกรีตเมืองกรุงอันศิวิไลซ์อย่างมหานครกรุงเทพ “รู้กันบ้างหรือเปล่าว่า การปลูกข้าว ดำนา เขาทำกันอย่างไร” หากตั้งคำถาม คำตอบที่ได้รับบ้างก็บอกว่า “ไม่รู้สิ” หรือ “จะรู้ไปทำไม มีข้าวกินทุกวัน ได้ซื้อหามาหุงก็ดีแล้วนะ”
การรู้คุณค่าของเมล็ดข้าวแต่ละเมล็ดที่อยู่ในจาน ทำให้เราอิ่มท้องในแต่ละมื้อ จึงกลายเป็นเรื่องที่ห่างหายไปจากสังคมเมือง ดังนั้นจึงต้องจุดไฟแห่งวัฒนธรรมให้คนไทยเห็นถึงความสำคัญ ทำให้ลูกหลานได้สำนึกกับชาวนาและท้องทุ่งนาว่า กว่าข้าวจะมาอยู่บนจานให้เรากินกันได้ในแต่ละเมล็ด แสนจะยากลำบากกันแค่ไหน
นิทรรศการกลางแจ้งชั่วคราวชุด “Know-How ชาวนา นักค้นคว้าแห่งท้องทุ่ง” จึงถูกจัดขึ้นใจกลางกรุงเทพฯ บริเวณลานกว้างด้านหน้ามิวเซียมสยาม เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ในรูปแบบกระบวนการผลิตข้าวตั้งแต่เริ่มต้น กระทั่งนำไปสู่จานข้าว เพื่อให้คนไทยได้ศึกษาเรียนรู้วิธี
ถือเป็นนิทรรศการกลางแจ้งครั้งแรกในประเทศไทย ที่มุ่งเน้นให้เด็ก วัยรุ่น โดยเฉพาะคนเมืองหลวงได้รู้กรรมวิธีกระบวนการผลิตข้าว หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นการทำนา โดยเด็กๆ จะได้สัมผัสทุกขั้นตอนการทำนา ตั้งแต่นำเมล็ดไปเพาะปลูก ดำนา เกี่ยวข้าว สีข้าว ได้เฝ้าดู ได้ติดตามต้นข้าวที่ปลูกเองกับมือ เรียกว่ายกท้องทุ่งนามาไว้ใจกลางเมืองหลวงนั่นเอง
พัชรี ชินธรรมมิตร หรืออาจารย์เจี๊ยบ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการองค์ความรู้ของมิวเซียมสยาม พูดถึงนิทรรศการดังกล่าวว่า สาเหตุที่เลือกเอาข้าวมาจัดนิทรรศการ เพราะข้าวถือเป็นวิถีชีวิตของคนไทย มีพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นอาชีพของคนไทยอย่างแท้จริงอยู่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ชาวนาที่ผลิตข้าวออกมาให้เราได้กินได้อิ่ม ถือเป็นบุคคลที่ควรจะต้องยกย่อง
พวกเขามีศาสตร์มีศิลป์ในการทำนา รู้วิธีทำข้าวให้สวยงาม ส่งออกสร้างเม็ดเงินให้กับประเทศ แต่ความเป็นอยู่ของพวกเขากลับไม่มีเกียรติในสังคม ยิ่งสมัยใหม่เด็กไทยแทบจะไม่รู้จักวิธีการทำนา ไม่รู้จักชาวนา รู้แต่ในหนังสือ แต่ไม่รู้ว่ากว่าจะได้ข้าวมาแสนยากลำบากแค่ไหน นิทรรศการนี้จึงต้องการทำให้เด็กเห็นคุณค่า สอดรับกับกิจกรรมที่เด็กได้ลงมือปฏิบัตินั่นเอง
ความต้องการหลักของนิทรรศการนี้ มุ่งเน้นไปที่กลุ่มเด็กเยาวชน วัยรุ่นในเมืองหลวงที่เกิดมาพร้อมกับตึกรามบ้านช่องและคอนกรีต ท้องทุ่งก็แทบจะไม่เคยเห็น เป็นนิทรรศการที่เปิดโอกาสให้เด็กที่ไม่รู้จักการทำนาได้เรียนรู้องค์ความรู้ทุกอย่าง จะมีการแจกเมล็ดข้าวให้เด็กได้ดำนาจริงๆ พร้อมเฝ้ารอต้นข้าวเจริญเติบโต
ตั้งแต่เริ่มนิทรรศการมาตั้งแต่วันที่ 12 พ.ค. มีพ่อแม่ผู้ปกครองสนใจพาลูกจูงหลานมาชม มาลงมือปลูกข้าวนับพันคน เห็นแล้วชื่นใจ เด็กๆ ตื่นเต้นเห็นดอกข้าวสีขาว เห็นน้ำนมข้าวที่ออกมาจากรวง เห็นต้นข้าวของเขาที่ลงมือปลูกเองเจริญเติบโต ที่สำคัญพ่อแม่ผู้ปกครองก็เห็นความสำคัญกับตรงนี้ บอกลูกหลานถึงความสำคัญของข้าว ความสำคัญของชาวนาที่ควรยกย่อง
อาจารย์เจี๊ยบ มองว่า ความสำคัญของชาวนาถือเป็นบทบาทที่ต้องยกย่องและมีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะเด็กๆ บางรายที่กินข้าวก็ไม่หมด กินทิ้งกินขว้าง ถ้าเด็กได้เห็นความยากลำบากกว่าจะได้ข้าวมาสักเมล็ด เด็กก็จะได้เติบโตมากับคุณค่าของคำว่า ข้าว ที่เขาตักกินอยู่แทบจะทุกวัน
“เราสอนเราบอก อีกทั้งเด็กได้ลงมือปฏิบัติเอง ทำให้เขาเกิดการเรียนรู้ ตลอดระยะเวลา 40 วันของเด็กที่แวะเวียนเข้ามาดูแลต้นข้าวของเขา ดูแล้วเขามีความตั้งใจ เด็กแต่ละคนสนุกสนานได้ความรู้ เกิดการบอกต่อ ทำให้เด็กมีความสนใจ แต่ทั้งนี้นิทรรศการกลางแจ้งชั่วคราวนี้ก็จะสิ้นสุดลงแล้วในวันที่ 25 ก.ย. หากใครสนใจมาร่วมกิจกรรมก็ขอให้รีบหน่อย ไม่เสียค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว”
ของดีมักมาเร็วไปเร็วเสมอ ทางมิวเซียมสยามไม่สามารถยืดระยะเวลาสำหรับกิจกรรมที่สร้างสรรค์ได้อีกแล้ว เพราะต้องใช้พื้นที่จัดกิจกรรมอื่นๆ อีกเช่นกัน แต่ “Know-How ชาวนา นักค้นคว้าแห่งท้องทุ่ง” ยังมีทีเด็ดไว้รอคนที่สนใจอีก ในวันที่ 28 ส.ค. และวันที่ 4 ก.ย. โดยจะเป็นการเกี่ยวข้าวครั้งใหญ่กลางกรุงครั้งแรก มีการละเล่นมากมายภายใต้ชื่อ “เกี่ยวข้าว นากลางกรุง หน้ามิวเซียมสยาม”
ภายในงานจะมุ่งเน้นให้ผู้ชมได้รับทราบถึงภูมิปัญญาของชาวนาไทยในอดีต ที่ได้คิดประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ชนิดต่างๆ มาใช้ในกระบวนการปลูกข้าว ไฮไลต์ในงานนี้คือกิจกรรมการเกี่ยวข้าวและฝัดสีข้าวที่หาดูไม่ได้ในเมืองหลวง จะเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ฝึกทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง ชมการแสดงนาฏศิลป์ไทย อาทิ เป่าปี่ซังข้าว ลำตัด และเต้นกำรำเคียว เป็นต้น
ทั้งนี้ ผู้จัดตั้งเป้าว่า กิจกรรม “เกี่ยวข้าว นากลางกรุง หน้ามิวเซียมสยาม” จะสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคนไทยทุกกลุ่มได้เป็นอย่างดี รวมถึงชาวต่างชาติจะได้เรียนรู้และเข้าถึงวัฒนธรรมข้าวของไทยได้อีกรูปแบบหนึ่ง ผู้เข้าชมนิทรรศการจะได้ทราบถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึมซับคุณค่าของข้าวที่มีต่อตนเองและวัฒนธรรมไทย ตลอดจนได้เรียนรู้ขั้นตอนการเกี่ยวข้าวและฝัดสีข้าว เรียนรู้กลไกในเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ พร้อมได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเองอย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม การยกนามากลางกรุงครั้งนี้ยังมีอย่างต่อเนื่องถึงวันที่ 25 ก.ย. ถือเป็นกิจกรรมกลางเมืองที่สร้างสรรค์อีกชิ้นหนึ่ง ทำให้ได้ความรู้ เห็นความสำคัญที่มีต่อต้นข้าวที่เลี้ยงดูคนไทยเกือบทุกคน ตั้งแต่เกิดจนตาย ทำให้เรารู้ได้ว่าข้าวแต่ละเมล็ดกว่าจะมาตั้งอยู่ตรงหน้าเพื่อให้ตักเข้าปากไปได้ยากเย็นเพียงใด ดังนั้นต่อไปก่อนที่จะกินข้าวเหลือชนิดกินทิ้งกินขว้าง ลองหันมามองชาวนาสักนิด หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน อาบเหงื่อต่างน้ำ กว่าจะผลิตข้าวออกมาให้เรากินได้แสนยากลำบาก ขอให้ช่วยกันคิดสักนิด ก่อนที่จะไม่มีใครปลูกข้าวให้เรากินอีกต่อไป!!!


