posttoday
สังคมแห่งคนบ้าจึงพบแต่เรื่องบ้าๆรายวัน (จบ)

สังคมแห่งคนบ้าจึงพบแต่เรื่องบ้าๆรายวัน (จบ)

25 สิงหาคม 2554

ปุจฉา : แต่ก่อนฝึกนั่งสมาธิ แล้วไปเจอเหตุการณ์ว่า

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส

ปุจฉา : แต่ก่อนฝึกนั่งสมาธิ แล้วไปเจอเหตุการณ์ว่า “มีพี่อยู่คนหนึ่งไปนั่งสาวผ้าขาว พอสาวไปได้สักพัก” แม่ชีบอกว่า โอเค หลวงพ่อได้รับแล้ว สามารถต่อบุญได้แล้ว เอาบุญใหม่ต่อบุญเก่า ต่อไปจะมีชีวิตที่มั่งมี ร่ำรวย ก็เลยสงสัยค่ะ ว่า การนั่งสาวผ้าขาวก็สามารถต่อบุญได้แล้วเหรอคะ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องทำบุญกัน เดี๋ยวไปนั่งสาวผ้าขาวก็ต่อบุญเก่าบุญใหม่ได้ ตกลงเป็นอย่างไรคะ? มันเป็นอย่างนั้นเหรอคะ?

จาก Ton.grazie

“แก้โรคบ้าให้กลับมามีสติปัญญาได้ก็ทำเถิด แต่ถ้ามันเพิ่มความบ้า ให้มึนเมาไม่รู้ทิศทางแห่งความเจริญ ไม่รู้มืด-ไม่รู้สว่าง ก็อย่าเข้าไปยุ่งให้เสียทั้งจิต เสียทั้งเงินทองเลย”

วิสัชนา : ไม่เดินเข้าไปสู่สมาชิกความเป็นคนบ้าอย่างไม่รู้ตัว ด้วยการรอบรู้ในการรู้ในสังขารทั้งหลาย เรื่องราวทั้งปวง ซึ่งเกิดจากอำนาจสติปัญญา สร้างเสริมไว้ดีแล้วในดวงจิต ดังนั้นการเรียนรู้ในพระพุทธศาสนานั้น จึงมุ่งเน้นการศึกษาเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจากความนึกคิด ทัศนคติที่ผิดๆ บ้าๆ ไร้ประโยชน์โดยธรรม มาสู่ความนึกคิดที่ถูกต้อง มีทัศนคติที่ดี ไม่บ้าเมาหมกอยู่กับความไร้สาระ เพื่อนำไปสู่การกระทำที่ชอบที่ควร มีประโยชน์โดยธรรม เป็นการส่งเสริมสุขภาพจิต และเป็นวิธีการรักษาจิตอย่างหนึ่ง ไม่ให้สูญเสียความปกติในการนึกดำริที่ชอบโดยธรรมไปจากจิตใจ นั่นหมายถึง การมีสติปัญญาเกิดขึ้น มีความสำนึกที่ชอบนั้นเอง...

โดยสรุป การพัฒนาการทางจิตใจในพระพุทธศาสนา จึงมุ่งไปสู่การมีปัญญาเป็นสำคัญ ซึ่งตัวบุญแท้ในพระพุทธศาสนา คือ ตัวปัญญา นั่นเอง... ซึ่งหากจิตมีปัญญาแล้วนั้น อะไรๆ ในโลกนี้ก็ไม่สามารถจะนำมาเปรียบเทียบกับจิตดวงนั้นได้อีกแล้ว ทั้งนี้ เพราะการมีปัญญาในพระพุทธศาสนานั้น สามารถทำให้บุคคลนั้นๆ หายจากโรคบ้าเมาหมกอยู่ในโลกธรรมได้อย่างเด็ดขาด ซึ่งโลกธรรมนี้แหละที่เป็นสาเหตุของความหายนะของสัตว์โลก ก็ด้วยความเมาในโลกธรรมนี้แหละ... จากที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ก็คงอนุมานพอจะสรุปตอบปุจฉาดังกล่าวได้ว่า ...ถ้าการกระทำใดๆ ไม่เป็นไปเพื่อการพัฒนาจิตให้บริสุทธิ์ ... ไม่เป็นไปเพื่อให้เกิดสติปัญญา ...นั่นไม่ใช่วิธีการเรียนรู้ในพระพุทธศาสนา ที่สำคัญ บุญในพระพุทธศาสนานั้น คือ ตัวปัญญา นั่นเอง ซึ่งผู้มีสติปัญญา ก็สามารถชำระล้างให้จิตใจสะอาดและสงบได้ อนึ่ง ในส่วนของเรื่องราวที่เล่ามาประกอบปุจฉานั้นๆ อาตมาคงไม่วิจารณ์ว่า ดีหรือไม่ดี...ถูกหรือผิด ก็ให้มองหาคำตอบเอาเองว่า ...วิธีการดังกล่าว มันแก้โรคบ้า หรือมันเพิ่มความบ้าซ้ำบ้าซากไม่รู้จบ ...ถ้ามันแก้โรคบ้าให้กลับมามีสติปัญญาได้ก็ทำเถิด แต่ถ้ามันเพิ่มความบ้า ให้มึนเมาไม่รู้ทิศทางแห่งความเจริญ ไม่รู้มืด-ไม่รู้สว่าง ก็อย่าเข้าไปยุ่งให้เสียทั้งจิต เสียทั้งเงินทองเลย ไม่ได้ประโยชน์ใดๆ แถมยังเป็นโทษอีกต่างหาก ก็อย่าทำ

มีเรื่องหนึ่งที่คงมีความคล้าย แต่ไม่เหมือน กรณีนั่งลูบผ้าพิจารณาเป็นปัญญา ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล ก็มีพระภิกษุนั่งลูบผ้าขาว ตามที่พระพุทธองค์ทรงประทานให้ และบริกรรมว่า รโชหรณํ รโชหรณํ (แปลว่า ผ้าเช็ดฝุ่น ผ้าเช็ดฝุ่น) เมื่อลูบไปๆ ผ้าก็เริ่มสกปรกทีละน้อย จนเริ่มสกปรกดำเหมือนผ้าเช็ดพื้น ด้วยอินทรีย์ที่แก่กล้า พระภิกษุรูปดังกล่าว ซึ่งมีนามว่า พระจูฬปันถก เริ่มมองเห็นความสิ้นความเสื่อมของสังขาร เกิดสติปัญญา รู้เท่าทันในความจริงที่ปรากฏมีอยู่ ว่าเป็นเช่นนั้นเอง (ตถตา) ด้วยจิตสงบตั้งมั่น จนกระทั่งจิตบรรลุฌาน แล้วก็อาศัยฌานเป็นบาทวิถี เจริญวิปัสสนาจนเกิดความรู้แจ้งบรรลุอรหัตผล ซึ่งเป็นไปตามอุปนิสัยของท่านพระเถระรูปนี้ ที่ได้รับพระมหากรุณาจากพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประทานผ้าขาวให้ผืนหนึ่ง พร้อมด้วยตรัสบอกกรรมฐานให้ปฏิบัติ จนจิตรวมสงบ และเกิดสติปัญญา สามารถรู้แจ้งในธรรม บรรลุพระอรหันต์ได้อย่างแท้จริง... นั่นคือ หนทางปฏิบัติอันมุ่งไปสู่ปัญญาญาณที่วิสุทธิ ไม่มีการสอนต่อบุญเก่า บุญใหม่ ล้างกรรม ซื้อนิพพานได้ อย่างพวกบ้าๆ ที่ชอบนำมาใช้หลอกผู้คนที่ขาดสติปัญญา เพื่อต้องการสัมฤทธิผลตามจินตนาการของตน... วิธีการอย่างนี้ ไม่มีในพระพุทธศาสนาอย่างแน่นอน!!

เจริญพร

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท