posttoday
มหัศจรรย์แห่งศรัทธา

มหัศจรรย์แห่งศรัทธา

21 สิงหาคม 2554

พระราชาพระองค์หนึ่ง มีพระนามว่า “กัปปินะ” ทรงศรัทธาในพระรัตนตรัยอย่างยิ่งยวด

พระราชาพระองค์หนึ่ง มีพระนามว่า “กัปปินะ” ทรงศรัทธาในพระรัตนตรัยอย่างยิ่งยวด

โดย..อ.ตุ้ย วรธรรม 

จนเรียกได้ว่าไม่มีอะไรในโลกบรรดามีที่พระองค์จะศรัทธาไปยิ่งกว่านี้ไม่มีแล้ว ถ้าจะให้เลือกสดับข่าวระหว่างพระองค์จะได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ในโลกในวันพรุ่ง กับข่าวว่า พระรัตนตรัยเกิดขึ้นในโลก ย่อมทรงเลือกข่าวหลังอย่างไม่ลังเล

นี่คือพลังแห่งศรัทธาของพระเจ้ากัปปินะในสิ่งที่ประเสริฐและเป็นสิ่งที่สมควรเชื่อ ซึ่งทรงมีอย่างเต็มเปี่ยม ในพระทัยไม่เคยพร่อง

ตลอดเวลาที่ทรงเป็นพระราชา ได้ทรงตั้งหน่วยงานหนึ่งขึ้นมา นั่นก็คือ “หน่วยงานด้านการข่าว” โดยมีพระราชประสงค์เพื่อให้ไปสืบข่าวการอุบัติขึ้นในโลกของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

และหากใครเป็นผู้ให้ข่าวมงคลนี้ พระองค์ก็จะทรงบูชาคำของบุคคลคนนั้นด้วยเงินรางวัลมหาศาล

ต่อมาทรงได้รับข่าวที่ทรงเฝ้ารอคอยจากสำนักพ่อค้าเมืองสาวัตถีก็ทรงเกิดปีติโสมนัส ได้เสด็จทรงบูชาคำของพ่อค้าเหล่านั้นด้วยทรัพย์สามแสน พร้อมกับทรงส่งพระราชสาส์นไปถึงพระราชเทวี “อโนมา”

ความในพระราชสาส์น คือ บัดนี้พระรัตนตรัยอุบัติขึ้นแล้ว เราขอสละราชสมบัติแก่พระราชเทวี แล้วจะออกบวชอุทิศต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยไม่กลับมายังพระนครอีกแล้ว

ฝ่ายพระราชเทวีทรงเปิดพระราชสาส์นและทราบข่าวการเสด็จอุบัติขึ้นของพระรัตนตรัย ก็ทรงเกิดมหาปีติเช่นเดียวกับพระราชา พร้อมกับพระราชทานทรัพย์เก้าแสนแก่พ่อค้าเหล่านั้นบ้าง พร้อมทรงตัดสินพระทัยเสด็จ ออกผนวชเช่นกัน

ส่วนพระเจ้ากัปปินะหลังตัดสินพระทัยที่จะผนวช ก็ได้เสด็จพระราชดำเนินเพื่อจะไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและขอผนวช โดยรอนแรมไปจนถึงแม่น้ำ “อาวรณปัจฉา” แต่ไม่อาจข้ามฟากได้ เพราะน้ำเต็มฝั่ง แพ เรือก็ไม่มี

เมื่อไม่มีทางอื่นใด ทรงตั้งสัตยาธิษฐานถึงพระพุทธเจ้าขณะประทับบนหลังม้าว่า ถ้าพระพุทธเจ้าเป็นพระพุทธเจ้าจริงๆ เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลกจริง ก็ขอให้ม้าสามารถวิ่งไปบนหลังน้ำได้ อย่าให้เปียกน้ำแม้แต่หลังเล็บเท้า

สิ้นพลังอธิษฐาน ม้าทรงของพระองค์ก็วิ่งข้ามแม่น้ำอาวรณปัจฉาพร้อมด้วยม้าของเหล่าอำมาตย์ราชบริพารที่ตามเสด็จได้ไม่เปียกแม้แต่เล็บเท้าตามที่ทรงอธิษฐาน ประหนึ่งว่าได้วิ่งไปบนถนนฉะนั้น

สร้างความอัศจรรย์ให้กับทุกคนอย่างมาก โดยเฉพาะพระราชา

ต่อมาเสด็จมาถึงแม่น้ำสายที่ 2 ชื่อว่า “นีลวาหนา” ว่ากันว่าเป็นแม่น้ำที่มีความกว้างและลึกครึ่งโยชน์ ทรงประสบเหตุเดียวกัน ก็ทรงอธิษฐานระลึกถึงพระธรรมเสด็จข้ามไปได้

อุปสรรคยังไม่หมดแค่นั้น เสด็จถึงแม่น้ำสายที่ 3 ชื่อ “จันทภาคา” ซึ่งกว้างและลึก 1 โยชน์ขวางกั้นอยู่ ก็ทรงอธิษฐานถึงพระสังฆ์ แล้วเสด็จข้ามไปได้

ทุกคนเมื่อได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ก็ยิ่งเกิดศรัทธาอยากจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้าโดยเร็ว

และเช้ามืดวันนั้น พระพุทธองค์ได้เสด็จไปประทับรอพระราชาที่โคนต้นไทรใหญ่ริมฝั่งแม่น้ำจันทภาคา ทรงเปล่งพระฉัพพัณณรังสีอันประกอบด้วยสีเขียวดังดอกอัญชัน สีเหลืองเหมือนหรดาลทอง สีแดงเหมือนสีตะวันอ่อน สีขาวเหมือนแผ่นเงิน สีหงสบาทเหมือนหงอนไก่ สีเลื่อมพรายเหมือนแก้วผลึก แผ่ซ่าน จากพระวรกาย

พอพระราชาทรงข้ามแม่น้ำแล้ว ก็ได้ทอดพระเนตรรัศมีสีต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ทั่วต้นไทร ทั้งที่กิ่ง ค่าคบ ใบ ต่างพากันเหลียวซ้ายแลขวาเพื่อค้นหารัศมีเหล่านั้นว่าเกิดแต่ที่ใด

พระราชาทรงมั่นพระทัยว่าแสงสว่างนี้มิใช่แสงจันทร์ แสงอาทิตย์ ไม่ใช่รัศมีของเทวดา มาร พรหม นาค ครุฑ หรือของผู้ใดผู้หนึ่ง แต่แสงสว่างจากพระวรกายของพระพุทธองค์ จึงลงจากหลังม้า แล้วเสด็จเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า

พระพุทธองค์ได้แสดงธรรมโปรดพร้อมประทานการอุปสมบทแก่พระเจ้ากัปปินะ ซึ่งต่อมาท่านได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในพระพุทธศาสนา

พลังแห่งศรัทธาในสิ่งที่ควรศรัทธาอย่างแท้จริงย่อมเกิดพลังมหาศาล

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท