
ถ้วยที่ไร้คาเฟอีน
เรื่อง: รอยนวล ภาพ: ไม่มีเครดิต กาแฟเดินทางเข้ามาสู่ชีวิตของเราอย่างช้าๆ กว่าจะรู้ตัว บางคนก็พบว่าขาดเครื่องดื่มชนิดนี้ไม่ได้ซะแล้ว ผลการศึกษาของหลายสถาบันบอกกล่าวถึงข้อดีของกาเฟอีนที่มีอยู่ในกาแฟ แต่ก็มีอีกหลายสถาบันที่คัดง้างด้วยผลเสีย โดยส่วนตัวของ รอยนวล แล้วเชื่อว่า อะไรที่มากไปก็ย่อมไม่ดี เมื่อถึงจุดหนึ่ง รอยนวลเคยคิดจะเลิกดื่มกาแฟ แต่จนแล้วจนรอดก็ทำได้ไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ นอกจากจะติดอกติดใจในรสชาติ กลิ่นอายรวมถึงบรรยากาศในการดื่มกาแฟแล้ว ดูเหมือนร่างกายของเราจะขาดกาแฟไม่ได้ มันจึงไม่สดชื่น สดใส หรือมีชีวิตชีวาเท่าที่ควร จึงได้แต่เหงา ซึม และหาวน้ำตาไหลเพราะอดไม่ไหว ในที่สุดจึงหาข้อสรุปให้กับตัวเองว่า...ไม่เลิก แต่ลดปริมาณ จากที่เคยบริโภคเป็นน้ำเหลือแค่วันละไม่เกิน 3 ถ้วยพอ ขณะที่เพื่อนร่วมก๊วนของรอยนวล ขอลดละด้วย “กาแฟดีแคฟ”กาแฟดีแคฟ (Decaf Coffee) หรือที่บางคนเรียกว่า เคคัพ นั้น ก็คือ
เรื่อง: รอยนวล ภาพ: ไม่มีเครดิต
กาแฟเดินทางเข้ามาสู่ชีวิตของเราอย่างช้าๆ กว่าจะรู้ตัว บางคนก็พบว่าขาดเครื่องดื่มชนิดนี้ไม่ได้ซะแล้ว
ผลการศึกษาของหลายสถาบันบอกกล่าวถึงข้อดีของกาเฟอีนที่มีอยู่ในกาแฟ แต่ก็มีอีกหลายสถาบันที่คัดง้างด้วยผลเสีย โดยส่วนตัวของ รอยนวล แล้วเชื่อว่า อะไรที่มากไปก็ย่อมไม่ดี
เมื่อถึงจุดหนึ่ง รอยนวลเคยคิดจะเลิกดื่มกาแฟ แต่จนแล้วจนรอดก็ทำได้ไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ นอกจากจะติดอกติดใจในรสชาติ กลิ่นอายรวมถึงบรรยากาศในการดื่มกาแฟแล้ว ดูเหมือนร่างกายของเราจะขาดกาแฟไม่ได้ มันจึงไม่สดชื่น สดใส หรือมีชีวิตชีวาเท่าที่ควร จึงได้แต่เหงา ซึม และหาวน้ำตาไหล
เพราะอดไม่ไหว ในที่สุดจึงหาข้อสรุปให้กับตัวเองว่า...ไม่เลิก แต่ลดปริมาณ จากที่เคยบริโภคเป็นน้ำเหลือแค่วันละไม่เกิน 3 ถ้วยพอ ขณะที่เพื่อนร่วมก๊วนของรอยนวล ขอลดละด้วย “กาแฟดีแคฟ”
กาแฟดีแคฟ (Decaf Coffee) หรือที่บางคนเรียกว่า เคคัพ นั้น ก็คือ
ปัจจุบันมีหลายวิธีเพื่อสกัดกาเฟอีนแต่หลักการคร่าวๆ ก็คล้ายกัน คือ นำเมล็ดกาแฟดิบที่ยังไม่ได้คั่วไปอบไอน้ำ ก่อนล้างด้วยตัวทำละลายเพื่อสกัดกาเฟอีนออกโดยคงเหลือองค์ประกอบอื่นๆ ไว้ กว่าจะได้กาแฟดีแคฟก็ต้องทำวิธีนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่ได้มีเพียงกาแฟที่สามารถนำมาสกัดกาเฟอีนได้ ชา รวมทั้งโกโก้ก็สามารถทำได้เช่นกัน
ชาวสวิสคิดค้นวิธีสกัดกาเฟอีนที่เรียกว่า สวิส วอเตอร์ ออกมาตั้งแต่ปี 1930 ปัจจุบันยังมีผู้ผลิตกาแฟที่ใช้วิธีการนี้เพียงไม่กี่เจ้า แม้จะใช้ชื่อว่า วอเตอร์ แต่ก็ต้องใช้สารเคมีในการสกัดกาเฟอีน
กาแฟดีแคฟเจ้าแรกที่ออกมาสู่ตลาดเป็นผลงานการคิดค้นของ ลุดวิก โรซีเลียส และ คาร์ล วิมเมอร์ ในปี 1903 พวกเขาอบเมล็ดกาแฟด้วยน้ำเกลือก่อนจะใช้เบนซินเป็นตัวทำละลายให้กาเฟอีนออกมา กาแฟที่ได้ถูกเรียกว่า Kaffee HAG ด้วยความกังวลในเรื่องความปลอดภัยเกี่ยวกับการใช้เบนซินจึงมีการคิดค้นหาสารเคมีอื่นๆ เพื่อนำมาใช้ในการสกัดกาเฟอีน
ถึงจะเรียกว่า กาแฟไร้กาเฟอีน แต่ในความเป็นจริงแล้วกาแฟดีแคฟทุกเจ้ายังคงมีกาเฟอีนเหลืออยู่ น้อยที่สุดก็ประมาณ 1% เพราะฉะนั้นการดื่มกาแฟดีแคฟ 510 ถ้วย ก็เท่ากับการดื่มกาแฟธรรมดา 12 ถ้วยนั่นเอง
เหตุนี้เองชาวบราซิเลียนจึงได้คิดค้นและเพาะปลูกเมล็ดกาแฟไร้กาเฟอีนขึ้นมา แล้วใช้ชื่อทางการค้าว่า ดีแคฟฟิโต (Decaffito) บางเจ้าก็ใช้ชื่อ เฮลท์ตีคอฟฟี่ หรือ โลว์ กาเฟอีน นันแอซิดดิก ออร์แกนิก ฯลฯ ไปแปะติดอยู่ในบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้สินค้าของตนเป็นตัวเลือกสำหรับลูกค้าที่ชื่นชอบกาแฟและรักสุขภาพในเวลาเดียวกัน
อาจจะเป็นอุปทาน (หรือเปล่า...?) แต่ “กาเฟอีนเลิฟเวอร์” หลายคนพูดเหมือนกันว่า กาแฟดีแคฟไม่อร่อยเท่ากับกาแฟปกติ และถ้าจะให้หันไปดื่มดีแคฟแบบเต็มตัวก็เลิกดื่มกาแฟไปเลยดีกว่า!!!
อันนี้ก็นานาจิตตังนะพี่น้อง...
กาแฟเดินทางเข้ามาสู่ชีวิตของเราอย่างช้าๆ กว่าจะรู้ตัว บางคนก็พบว่าขาดเครื่องดื่มชนิดนี้ไม่ได้ซะแล้ว
ผลการศึกษาของหลายสถาบันบอกกล่าวถึงข้อดีของกาเฟอีนที่มีอยู่ในกาแฟ แต่ก็มีอีกหลายสถาบันที่คัดง้างด้วยผลเสีย โดยส่วนตัวของ รอยนวล แล้วเชื่อว่า อะไรที่มากไปก็ย่อมไม่ดี
เมื่อถึงจุดหนึ่ง รอยนวลเคยคิดจะเลิกดื่มกาแฟ แต่จนแล้วจนรอดก็ทำได้ไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ นอกจากจะติดอกติดใจในรสชาติ กลิ่นอายรวมถึงบรรยากาศในการดื่มกาแฟแล้ว ดูเหมือนร่างกายของเราจะขาดกาแฟไม่ได้ มันจึงไม่สดชื่น สดใส หรือมีชีวิตชีวาเท่าที่ควร จึงได้แต่เหงา ซึม และหาวน้ำตาไหล
เพราะอดไม่ไหว ในที่สุดจึงหาข้อสรุปให้กับตัวเองว่า...ไม่เลิก แต่ลดปริมาณ จากที่เคยบริโภคเป็นน้ำเหลือแค่วันละไม่เกิน 3 ถ้วยพอ ขณะที่เพื่อนร่วมก๊วนของรอยนวล ขอลดละด้วย “กาแฟดีแคฟ”
กาแฟดีแคฟ (Decaf Coffee) หรือที่บางคนเรียกว่า เคคัพ นั้น ก็คือ
ปัจจุบันมีหลายวิธีเพื่อสกัดกาเฟอีนแต่หลักการคร่าวๆ ก็คล้ายกัน คือ นำเมล็ดกาแฟดิบที่ยังไม่ได้คั่วไปอบไอน้ำ ก่อนล้างด้วยตัวทำละลายเพื่อสกัดกาเฟอีนออกโดยคงเหลือองค์ประกอบอื่นๆ ไว้ กว่าจะได้กาแฟดีแคฟก็ต้องทำวิธีนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่ได้มีเพียงกาแฟที่สามารถนำมาสกัดกาเฟอีนได้ ชา รวมทั้งโกโก้ก็สามารถทำได้เช่นกัน
ชาวสวิสคิดค้นวิธีสกัดกาเฟอีนที่เรียกว่า สวิส วอเตอร์ ออกมาตั้งแต่ปี 1930 ปัจจุบันยังมีผู้ผลิตกาแฟที่ใช้วิธีการนี้เพียงไม่กี่เจ้า แม้จะใช้ชื่อว่า วอเตอร์ แต่ก็ต้องใช้สารเคมีในการสกัดกาเฟอีน
กาแฟดีแคฟเจ้าแรกที่ออกมาสู่ตลาดเป็นผลงานการคิดค้นของ ลุดวิก โรซีเลียส และ คาร์ล วิมเมอร์ ในปี 1903 พวกเขาอบเมล็ดกาแฟด้วยน้ำเกลือก่อนจะใช้เบนซินเป็นตัวทำละลายให้กาเฟอีนออกมา กาแฟที่ได้ถูกเรียกว่า Kaffee HAG ด้วยความกังวลในเรื่องความปลอดภัยเกี่ยวกับการใช้เบนซินจึงมีการคิดค้นหาสารเคมีอื่นๆ เพื่อนำมาใช้ในการสกัดกาเฟอีน
ถึงจะเรียกว่า กาแฟไร้กาเฟอีน แต่ในความเป็นจริงแล้วกาแฟดีแคฟทุกเจ้ายังคงมีกาเฟอีนเหลืออยู่ น้อยที่สุดก็ประมาณ 1% เพราะฉะนั้นการดื่มกาแฟดีแคฟ 510 ถ้วย ก็เท่ากับการดื่มกาแฟธรรมดา 12 ถ้วยนั่นเอง
เหตุนี้เองชาวบราซิเลียนจึงได้คิดค้นและเพาะปลูกเมล็ดกาแฟไร้กาเฟอีนขึ้นมา แล้วใช้ชื่อทางการค้าว่า ดีแคฟฟิโต (Decaffito) บางเจ้าก็ใช้ชื่อ เฮลท์ตีคอฟฟี่ หรือ โลว์ กาเฟอีน นันแอซิดดิก ออร์แกนิก ฯลฯ ไปแปะติดอยู่ในบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้สินค้าของตนเป็นตัวเลือกสำหรับลูกค้าที่ชื่นชอบกาแฟและรักสุขภาพในเวลาเดียวกัน
อาจจะเป็นอุปทาน (หรือเปล่า...?) แต่ “กาเฟอีนเลิฟเวอร์” หลายคนพูดเหมือนกันว่า กาแฟดีแคฟไม่อร่อยเท่ากับกาแฟปกติ และถ้าจะให้หันไปดื่มดีแคฟแบบเต็มตัวก็เลิกดื่มกาแฟไปเลยดีกว่า!!!
อันนี้ก็นานาจิตตังนะพี่น้อง...







