
พินทุสร ศรีณรงค์ อีกสเต็ปของชีวิตสาวนักดนตรี
หลายคนอาจรู้จักเธอในฐานะน้องคนเล็กของครอบครัวนักดนตรี “ศรีณรงค์”
โดย...พุสดี สิริวัชระเมตตา
หลายคนอาจรู้จักเธอในฐานะน้องคนเล็กของครอบครัวนักดนตรี “ศรีณรงค์” ที่โชว์ลีลาการสีไวโอลินได้ไพเราะบาดใจ จนกระทั่งได้มีโอกาสทำอัลบั้มร่วมกับพี่ชายและพี่สาว ภายใต้วง “วีทรีโอ” แต่วันนี้ ปุย-พินทุสร ศรีณรงค์ กำลังก้าวไปสู่อีกสเต็ปของชีวิต ด้วยการเข้าทำงานในฝ่ายต่างประเทศ แผนกยุโรป ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
สำหรับหน้าที่ของสาวปุย คือ คอยจัดหาและรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับทวีปยุโรป ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำเสนอให้กับนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานงานกับทุกกระทรวง ที่มีกรณีเกี่ยวข้องกับยุโรป ถ้ามีทูตหรือบุคคลสำคัญจากยุโรปมาพบท่านนายกรัฐมนตรี เธอก็ต้องทำหน้าที่คิดตามไปบันทึกการสนทนา และอัพเดตประเด็นต่างๆ จากการหารือดังกล่าว
“สำหรับงานนี้ถือว่าตรงกับความสนใจของปุยเป๊ะ เพราะเราจบคณะรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากจุฬาฯ มาโดยตรงอยู่แล้ว” ปุยเล่าถึงบันทึกหน้าที่ของชีวิตที่กำลังจะเริ่มขึ้น
แม้เส้นทางชีวิตนี้อาจดูขัดแย้งกับภาพที่สังคมรู้จักกับสาวนักดนตรีคนนี้ แต่เธอบอกว่า สำหรับดนตรีก็ยังเป็นสิ่งที่เธอรัก เพราะชอบมาตั้งแต่เด็ก โดยความชอบนี้หล่อหลอมมาจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว จนทำให้เธอรู้สึกคุ้นเคย ได้เห็นทุกวัน ได้อยู่กับมันมาตลอด จนรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา มันเลยไม่ใช่แค่ความชอบ แต่มันคือส่วนหนึ่งของชีวิต โดยเธอเริ่มจับไวโอลินตั้งแต่อายุ 3-4 ขวบ แต่มาเรียนจริงจังตอน 7 ขวบ
“จริงๆ เราก็เรียนดนตรีเท่าๆ กับคนอื่น แต่เราโชคดีกว่าคนอื่นที่คุณพ่อเป็นนักดนตรี ทำให้เรามีโอกาสได้เห็นเยอะกว่าคนอื่น อย่างเวลามีงานแสดงคอนเสิร์ตที่ไหน เราก็มีโอกาส ช่องทางที่จะไปดูฝรั่งที่มาเล่นในเมืองไทย มีประสบการณ์มากกว่าคนอื่น เพราะคุณพ่อมีช่องทางที่จะให้เราไปศึกษา นี่เลยเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทำไมตระกูลศรีณรงค์เล่นดนตรีกันหมดเลย”
การจะให้ตัดสินว่าชอบอะไรมากกว่ากันระหว่างดนตรีกับวิชารัฐศาสตร์ สาวปุยบอกว่า เป็นเรื่องยาก เพราะสำหรับปุยดนตรีก็เหมือนเป็นแขนข้างหนึ่ง คือเรามีแขน 2 ข้าง แต่อยู่ๆ มีแขนที่เป็นดนตรีงอกออกมาอีกข้างหนึ่ง ซึ่งสำหรับเราก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันแปลก แต่คนอื่นอาจจะบอกว่านี่รู้สึกแปลก แต่เราก็รู้สึกว่านี่มันก็อยู่กับเรามาตั้งนานแล้ว
“ปุยก็เป็นคนหนึ่งที่มีความชอบ เราชอบรัฐศาสตร์มาตั้งแต่ ม.3 เรียกว่าเป็นความฝันก็ได้มั้ง เพราะว่าตอนนั้นอยู่ในช่วงกำลังฟันเฟื่องเลย คิดว่าเราต้องเรียนรัฐศาสตร์ แล้วก็เข้ากระทรวงต่างประเทศ เสร็จแล้วเราก็ต้องเป็นทูตนะ นั่นคือสเต็ปในชีวิตที่เราวางไว้ตั้งแต่เด็ก ซึ่งพอเรามาเรียนด้านนี้อย่างจริงจัง เราก็รู้สึกว่าไม่เคยเบื่อกับศาสตร์นี้ ไม่รู้เหมือนกันว่าชอบหรือเปล่า แต่เราก็อยู่กับมันได้ทั้งวัน รู้สึกสนุก ก็เลยคิดว่านี่เดี๋ยวเราจะเอนทรานซ์เข้าคณะนี้ให้ได้ ไม่มีเป้าหมายอย่างอื่นเลย เป็นเด็กที่มีอุดมคติสูง ซึ่งก็บังเอิญเข้าไปได้ และพอยิ่งเรียนก็รู้สึกว่าใช้ แม้จะเรียนหนัก เรียนการเมืองตลอดเวลา แต่ทุกครั้งที่เอาข้อสอบเก่าๆ มาอ่านก็รู้สึกว่ามีความสุข ถึงแม้บางทีจะอ่านไม่ทันก็ตาม แต่เรารู้สึกว่าเรื่องพวกนี้น่าสนุก เลยคิดว่านี่น่าจะใช้สิ่งที่เราชอบ
กระนั้นก็ใช่ว่าเส้นทางชีวิตที่ลากไปจะเป็นดังที่วางแผนไว้ทั้งหมด เพราะหลังจากได้เข้ามายังรั้วจามจุรี ปุยบอกว่าก็เริ่มเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง ความฝันที่จะเป็นนักการทูตเริ่มเบลอ “เราโตขึ้นเรารู้แล้วว่า การจะไปถึงจุดนั้นได้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ไม่ใช่จะเก่งอย่างเดียว แต่ต้องเก๋า มีบารมี และหลายๆ อย่างประกอบกัน จากจุดนั้นก็เลยทำให้เราใส่เกียร์ถอยให้กับความฝัน ไม่คิดไกลแบบนั้น เริ่มคิดว่าขอทำงานที่เกี่ยวกับด้านที่เราชอบก็พอ อาจจะเป็นนักข่าวก็ได้
แต่สุดท้ายแล้วมาลงตัวที่ข้าราชการสาว ซึ่งเธอบอกว่า พร้อมแล้ว แม้จะมีเสียงเตือนมากมายว่า เงินเดือนน้อย ระบบอุปถัมภ์เยอะก็ตาม
แม้จะต้องปรับลุคไปเป็นข้าราชการสาวป้ายแดง แต่สาวปุยซึ่งเรียกได้ว่าเป็นแฟชั่นนิสตาคนหนึ่งก็ไม่หวั่น เพราะด้วยสไตล์การแต่งตัวที่ไม่ได้เกาะติดทุกเทรนด์ แต่เน้นการแต่งกายที่เรียบหรูใส่ได้ตลอด จึงไม่ใช่อุปสรรคอะไร
ปุยเล่าถึงสไตล์ตัวเองว่า ต้องอยู่ตรงไหนก็ดูดี มีกาลเทศะ จะไม่สุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง สมมติถ้าจะเซ็กซี่ ก็ไม่ใช่เซ็กซี่ด้วยการโชว์ แต่จะเซ็กซี่ด้วยสี ด้วยลักษณะแพตเทิร์นของเสื้อผ้า เห็นได้จากของทุกอย่างที่ปุยซื้อจะคิดแล้วคิดอีกว่า อันนี้อยู่ได้ไปตลอดหรือเปล่า อย่างเสื้อที่ซื้อเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ตอนนี้ก็ยังใช้อยู่ได้เหมือนเดิม หรือ อย่างรองเท้าทุกคู่ถึงแม้จะซื้อจะแพง แต่ก็จะเลือกแบบที่ธรรมดาที่สุด ซื้อแบบคุ้มค่าคุ้มราคาที่สุด คิดแบบละเอียด จะเน้นแบบเรียบๆ เน้นเก๋ๆ ไม่หวานมาก
“ปกติปุยจะแต่งตัวแนวกลางๆ ถ้าอยากหวานนิดนึงอาจไปเพิ่มที่ลูกเล่นของตัวเสื้อ หรือแอกเซสซอรีแทน แต่รวมๆ ก็ยังดูเรียบๆ ไม่มีเลเยอร์เยอะ”
สำหรับชุดทำงาน ข้าราชการสาวป้ายแดงบอกว่า จะเน้นแบบเรียบหรูเหมือนเดิม คือ กระโปรงต้องเรียบที่สุด ส่วนเสื้อก็เลือกที่คัตติงดี ใส่แล้วเข้ากับเรา เพราะปุยรู้สึกว่าเสื้อไม่ว่าจะซื้อที่แพลตินัม หรือตลาดนัด แต่ถ้ามันใส่แล้วเข้ากับเรามันจะดูดีเสมอ อีกเรื่องที่ปุยเน้นคือ เครื่องแต่งกายเราต้องไม่โดดสี เราจะซื้อทุกอย่างที่เป็นสีพื้น เพราะมันไม่อันตราย ไม่ต้องมิกซ์แอนด์แมตช์เยอะ หยิบมาใส่กับตัวไหนก็เข้ากันได้หมด







