
พักความคิดหยุดจิตไว้ที่ธรรม (จบ)
ปุจฉา : เรียนถามพระคุณเจ้าว่า สิ่งที่ปรากฏเกิดขึ้นแก่โยมนี้เป็นการปรุงแต่งของจิตหรือไม่
ปุจฉา : เรียนถามพระคุณเจ้าว่า สิ่งที่ปรากฏเกิดขึ้นแก่โยมนี้เป็นการปรุงแต่งของจิตหรือไม่
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : เรียนถามพระคุณเจ้าว่า สิ่งที่ปรากฏเกิดขึ้นแก่โยมนี้เป็นการปรุงแต่งของจิตหรือไม่ แล้วจะแก้ไขอย่างไรให้ได้รับประโยชน์สูงสุด เมื่อเข้าพรรษาปีที่แล้ว ๒๕๕๓ โยมมีความตั้งใจว่าจะทำวัตรเย็นตลอดพรรษา ปรากฏว่าตั้งแต่เข้าพรรษาเป็นต้นไปทุกๆ ตี ๒ ของทุกคืน โยมจะได้ยินเสียงสวดมนต์ ตี ๒ -ตี ๔ เสียงนั้นจะดังก็ไม่ดัง จะเบาก็ไม่เบา ลุกขึ้นมาหาต้นเสียงปลายเสียงไม่เจอ และเสียงนั้นทำให้โยมนอนไม่หลับ หลับไม่ลงตลอด ๓ เดือน (โยมเป็นโรคตับอักเสบ B ถ้านอนไม่เพียงพอ ตอนเช้าจะเป็นไข้ตัวร้อน) พอออกพรรษาเสียงนั้นก็หายไป แม้โยมจะสวดมนต์บางครั้งบางคราวก็ไม่ปรากฏเสียงนั้นอีก แล้วระยะนี้โยมก็เริ่มได้ยินเสียงสวดมนต์อีกแล้วเป็นเวลาเดิมๆ ถึงแม้จะไปนอนต่างจังหวัดก็ได้ยินเหมือนเดิม (อาจจะเพราะใกล้เข้าพรรษาก็ได้) จึงน้อมกราบพระอาจารย์ช่วยชี้แจงธรรมตามควรด้วยเถิด
กราบนมัสการด้วยความเคารพยิ่ง
(ขอไม่เอ่ยนาม)
เจริญนคร คลองสาน กรุงเทพฯ
“บริกรรม พุทโธ โดยมีสติเข้าไปกำหนดจิตให้อยู่กับพุทโธอย่างเดียว โดยทำใจให้เป็นกลาง วางจิตให้เสมอ และผ่อนลมหายใจเบาๆ ก็จะทำให้กายเบา จิตเบา เหมาะควรแก่การทำให้อ่อนน้อม เข้าสู่กระแสธรรมได้ไม่ยาก จนสามารถควบคุมจิต เพื่อการบรรลุสมาธิ อันนำไปสู่ปัญญาให้รู้เท่าทันในปัจจัยจากการปรุงแต่ง ที่ทำให้เกิดความนึกคิดผิดๆ ได้ จึงให้รู้จักดูจิต เมื่ออารมณ์สงบแล้วจนจิตตั้งมั่น”
วิสัชนา : ผ่อนหนักผ่อนเบากับจิต เรียกว่ามีศิลปะในการคบค้าอยู่ร่วมกัน มิฉะนั้นเดี๋ยวจะขัดเคืองคับแค้นต่อกัน ประการสำคัญคือ อย่าขาดการกำหนดรู้ดูจิต อย่าให้ขาดสาย ขาดตอนในการปฏิบัติ จนกว่าจิตจะรวมตัวลงสงบมั่นคงจนเป็นสมาธิ ซึ่งบางครั้งอาจจะต้องมีอุบายวิธีด้วยการภาวนาหรือบริกรรมเข้าไปช่วยอบรมจิตให้ไม่ซัดส่ายไปตามกระแสความปรุงแต่ง เช่น บริกรรม พุทโธ โดยมีสติเข้าไปกำหนดจิตให้อยู่กับพุทโธอย่างเดียว โดยทำใจให้เป็นกลาง วางจิตให้เสมอ และผ่อนลมหายใจเบาๆ ก็จะทำให้กายเบา จิตเบา เหมาะควรแก่การทำให้อ่อนน้อม เข้าสู่กระแสธรรมได้ไม่ยาก จนสามารถควบคุมจิต เพื่อการบรรลุสมาธิ อันนำไปสู่ปัญญาให้รู้เท่าทันในปัจจัยจากการปรุงแต่ง ที่ทำให้เกิดความนึกคิดผิดๆ ได้ จึงให้รู้จักดูจิต เมื่ออารมณ์สงบแล้วจนจิตตั้งมั่น โดยกำหนดสติจดจ่ออยู่ที่ฐานเดิมเช่นนั้น เมื่อมีอารมณ์อะไรเกิดขึ้น ก็ให้ละอารมณ์นั้นทิ้งไป
กลับมากำหนดสติกำกับจิตให้มั่นคงอยู่ในฐานที่ตั้งภายในเสมอๆ ไม่ต้องไปคิดนึกวิพากษ์วิจารณ์ หรือเติมแต่งปรุงจิตให้นึกคิดใดๆ เพียงกำหนดรู้แล้วละไปตามลำดับ เป็นไปเช่นนี้เรื่อย ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่ว่าสภาวธรรมที่เกิดปรากฏจะชอบ หรือ จะชัง รู้ให้ทันอารมณ์นั้น รู้แล้วละ ... รู้แล้วละ สมดังคำที่ว่า รู้แล้วไม่ละ ก็เป็นพระไม่ได้!! ซึ่งหลักการรู้แล้วละ คือ หัวใจของวิปัสสนากรรมฐานในพระพุทธศาสนานั่นเอง...
หลักการรู้แล้วละ ซึ่งเป็นหัวใจธรรมปฏิบัติ ก็จะทำให้เกิดปัญญา มีความรู้เท่ารู้ทันในพฤติจิต สามารถเห็นได้ชัดในลักษณะธรรมนี้ว่า จิตปรุงกิเลส หรือ กิเลสปรุงจิต ที่สำคัญคือ สามารถเข้าใจในอารมณ์ ความนึกคิด อันเกิดจาก โลภะ โทสะ โมหะ ที่ก่อตัวอยู่ในกมลสันดานได้ จึงจักต้องกำหนดรู้อยู่ภายในอย่างต่อเนื่อง ไม่ส่งจิตออกไปภายนอก สังเกตการหวั่นไหวของจิต ตามอารมณ์ที่รับมาทางอายตนะ จนเข้าใจถึงเหตุปัจจัยของอารมณ์ความคิดนึกต่างๆ ได้แล้ว และจิตสามารถรู้เท่าทันอารมณ์...รู้เท่าทันการเกิดของอารมณ์นั้นๆ ซึ่งเมื่อรู้เท่าทันด้วยอำนาจสติปัญญาที่แก่กล้า ก็สามารถนำวิถีจิตเข้าสู่ความสงบ รู้จักปล่อยวางว่างจากอารมณ์ เป็นสุญญโตที่แท้จริงได้
จนทำให้เกิดความเป็นอิสรภาพแห่งจิตได้อย่างแท้จริง สามารถอยู่ต่างหากจากเวทนาที่สืบเนื่องจากกาย และสามารถเห็นธรรมทั้งปวงด้วยปัญญาจักษุอย่างแท้จริงได้อย่างไม่ยาก นี่เป็นประโยชน์สูงสุด ที่จะได้รับจากการรู้จักพิจารณาโดยแยบคายในสังขารธรรมทั้งหลาย ทั้งที่เป็นอนิฏฐารมณ์ หรือ อิฏฐารมณ์... ซึ่งผู้ปฏิบัติสามารถอบรมจิตภาวนาให้ดับสิ้นซึ่งความคิดปรุงแต่งทั้งปวงลงได้อย่างราบคาบ จนจิตสามารถอยู่เหนือภาวะแห่งคลองความคิดนึกทั้งปวงลงได้อย่างแท้จริง เข้าสู่ความเป็นอิสรภาพโดยธรรม ปราศจากอำนาจกระทำใดๆ มาครอบงำอำพรางได้อีกต่อไป เรียกว่า เข้าสู่ความเป็นสมุจเฉทธรรมทั้งปวงอย่างแท้จริง!! ก็จะพบความเป็นธรรมดาในธรรมชาติ ที่ปรากฏอยู่ในรูปของอิทัปปัจจยตา ดังปรากฏอยู่ในหลักแห่งการตรัสรู้ธรรมของพระพุทธองค์ เมื่อเข้าถึงกฎความจริงดังกล่าว...
จึงขอสาธุชนทุกท่านได้รู้จักพิจารณาในธรรมที่วิสัชนา เพื่อประโยชน์อันสูงสุดที่ควรจะได้รับตามที่อุบาสิกา จาก เจริญนคร คลองสาน กรุงเทพฯ มีจดหมายมาถึงคอลัมน์ธรรมส่องโลก เพื่อท่านผู้มีจิตศรัทธาในทางปฏิบัติ จะได้นำไปเป็นหลักในการเจริญสมาธิภาวนา อันเป็นไปตามคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนาที่มุ่งไปสู่ ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ สู่ความเป็นอิสรภาพโดยธรรมอย่างแท้จริง...
ขอเจริญพร







