แดดเช้า ฤ ใจคน...ร้อนเกินกว่าจะจิบกาแฟ
เปิดตัวด้วยรวมเรื่องสั้น “แดดเช้าร้อนเกินกว่าจะนั่งจิบกาแฟ”
เปิดตัวด้วยรวมเรื่องสั้น “แดดเช้าร้อนเกินกว่าจะนั่งจิบกาแฟ”
โดย...มัทรียา
เปิดตัวด้วยรวมเรื่องสั้น “แดดเช้าร้อนเกินกว่าจะนั่งจิบกาแฟ” ผลงานเขียนของ “จเด็จ กำจรเดช” ซึ่งเป็น 1 ใน 7 หนังสือรวมเรื่องสั้นที่เข้าชิงรางรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปี 2554 โดยสิ่งที่เรียกคะแนนจากคณะกรรมการได้ ก็คือ เรื่องสั้นทั้ง 12 เรื่องในเล่ม โดดเด่นด้วยกลวิธีการเล่าเรื่องในแบบเฉพาะตน ฝีมือในเชิงการประพันธ์ มีสีสันในแง่ของการนำเสนอโลกทัศน์ ต่อชีวิต สังคม และโลกที่ลุ่มลึก พร้อมทั้งกลวิธีทางวรรณศิลป์ที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา เข้มข้นด้วยอารมณ์อย่างน่าสนใจ เป็นเรื่องสั้นชุดหนึ่งที่ท้าทายจิตสำนึกของคนในสังคมได้เป็นอย่างดี
คณะกรรมการต่างลงความเห็นพ้องกันต่อเนื้อหาว่า นักเขียนเน้นการเล่าเรื่องอย่างมีชั้นเชิง อย่างซ่อนเงื่อนซ่อนปม กำกับบทบาทความคิดอย่างมีศิลปะในการเรียงร้อยและจัดวางจังหวะถ้อยคำและข้อความ เรื่องราวที่มีลีลาเชิงอุปลักษณ์ ประชดประชัน ยั่วล้อ การละเล่นกับความแปลกประหลาด ความชำรุดของสังคมและปรัชญาที่แฝงอยู่ ลงไปถึงรายละเอียดของอารมณ์มนุษย์ ภายหลังเผชิญความโศกเศร้าและหายนะ เผชิญชะตากรรมที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ ภาพย่อยในเนื้อหาแต่ละเรื่อง เรียกอารมณ์ และวิธีการมองโลก กระตุ้นให้คิดตามและคิดต่อ
สำหรับนักเขียนเองแล้ว การได้เข้ามาเป็นหนึ่งใน “ว่าที่” ซีไรต์ เป็นกำไรชีวิตและดีใจยิ่ง เพราะแค่ความรักในการขีดเขียนจนนำมาสู่การถูกพิมพ์เป็นเล่มก็นับเป็นความภูมิใจแล้ว “ดีใจที่หนังสือได้เข้ารอบ พอมาดูมีคนเก่งๆ ที่เข้ารอบเราก็ยิ่งภูมิใจ ได้แค่นี้น่าจะพอแล้ว แต่ได้ก็ไม่เป็นไร (หัวเราะ) เพราะในภาวะแบบนี้ไม่มีอะไรอย่างอื่นมาช่วยกระตุ้นการอ่าน การขาย นอกจากรางวัล แต่กับรางวัลซีไรต์ก็มีภาพในแง่ลบ มีการสะท้อนกลับมีคนรู้สึกว่า ซีไรต์เป็นการตัดสินของคนกลุ่มหนึ่ง หนังสือดีๆ ตกรอบก็มี แต่คนโฟกัสซีไรต์หมด ก็เกิดปฏิกิริยาตีกลับ แอนตี้ซีไรต์ ไม่อ่าน”
จเด็จ หากจะเรียกว่าเขาเป็นนักสร้างเรื่อง สร้างภาพ ก็ไม่ผิด เพราะก่อนจะหันมาจับปากกาเขียนหนังสืออย่างจริงๆ จังๆ เขาจับพู่กันละเลงสีสร้างรูปมาก่อน “ผมชอบเล่าเรื่อง โดยธรรมชาติเป็นพวกสร้างเรื่อง เป็นคนคิดอยู่ตลอดเวลา ได้ข้อมูลอะไรมาก็คิด เลยหาทางปลดปล่อยมันออกมาด้วยการเขียน แต่สิ่งที่นำเสนอทั้งงานศิลปะและงานเขียนเป็นสิ่งที่ออกมาจากภายในเราเหมือนกัน แต่วิธีการไม่เหมือนกัน รูปภาพบอกอารมณ์ได้อีกแบบหนึ่งแต่อาจไม่ชัดเจน เพราะขึ้นกับประสบการณ์ของคนดู แต่งานเขียนสามารถบอกได้ชัดเจนกว่า”
ประเด็นที่จเด็จนำมาสร้างเรื่องคือ “อารมณ์” กับ “คน” ซึ่งส่งผลต่อหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่าง “เป็นเรื่องสั้นที่บอกถึงภาวะอารมณ์ของคนหลังประสบกับภัยธรรมชาติ หรือภัยทางอารมณ์ เป็นคนที่อยู่ในสังคมที่มีปัญหา เราเสนอในส่วนความรู้สึก จิตใต้สำนึกของเขาที่อยู่ในภาวะอารมณ์นั้น เรื่องก็มีหดหู่บ้าง หลอนบ้าง อย่างเรื่องที่กระทบใจ เรื่องภาวะอารมณ์ของคน และการกลายเป็น การมีอยู่ของเราอีกคนหนึ่งในสังคม เหมือนแบตแมน ซูเปอร์แมน เป็นอีกคนหนึ่งไม่สามารถเปิดเผย เหมือนเป็นร่างทรง การเป็นคนสองบุคลิก สิ่งที่ถ่ายทอดเป็นความรู้สึกจากข้างใน โดยเรื่องที่นำมาเขียนเราต้องรู้สึกกับเหตุการณ์เป็นอย่างแรก พอรู้สึกมาคิดต่อว่าจะเสนอแง่มุมนี้แบบไหน ต่อมาก็เข้าสู่กระบวนการหาข้อมูลเพิ่ม บางอย่างก็จินตนาการเอา”
จเด็จ บอกว่า เขามีความสนใจในตัวของ “คน” มาก เพราะสังคมเป็นผลจากคน “เราศึกษาคนเพื่อให้เรียนรู้สังคม ดูสังคมเพื่อรู้คน มันสะท้อนกันอยู่ 2 ทาง คนจะเป็นตัวดำเนินเรื่องให้เกิดเรื่องราว ดูคนนี้สร้างเรื่องได้รับผลกระทบจากสังคมยังไง แต่เรามองจากด้านในของคนออกมา”
ยามรุ่งอรุณแดดอ่อนๆ สายลมเอื่อยๆ ดูจะเหมาะเหม็งมากกับการนั่งจิบกาแฟ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าแดดยามเช้าร้อน จนส่งผลให้ภาวะอารมณ์ร้อนปรวนแปรตาม การนั่งจิบกาแฟคงไม่สุนทรีนัก ไม่น่าเชื่อแค่แดดร้อนจะส่งผลต่ออารมณ์คน ไม่น่าเชื่อแค่อารมณ์จิตใจคนจะส่งผลต่อสังคมอย่างใหญ่หลวงนัก


