
กรรมฐานใหญ่ พระอาจารย์บุญจันทร์ กมโล สมถวิปัสสนาภาวนา (2 )
ทีนี้บางทีมันเกิดขึ้นมาเห็นคนตายนอนขวางหน้าอยู่ อย่างนี้ก็มี
ทีนี้บางทีมันเกิดขึ้นมาเห็นคนตายนอนขวางหน้าอยู่ อย่างนี้ก็มี
อย่าเพิ่งไปกลัว อันนี้เป็นแต่เพียงนิมิตต่างหาก ไม่ใช่เป็นความจริง ให้พึงทำความรู้เท่าอย่างนั้น บางทีจะไปกลัวจนละเมอไปก็ได้นะ บางทีปรากฏเห็นซากศพอันนั้นเหลือแต่โครงกระดูกอยู่อย่างนั้น เราเพ่งดูอยู่เฉยๆ
ให้น้อมเข้ามาว่า เอ้าร่างกายของเรานี้ก็จะเหมือนกัน เหมือนซากศพ หรือเหมือนโครงกระดูกนั้นก็เหมือนกันนั้นแหละ
น้อมเข้ามากำหนดดู ตั้งสติกำหนดดูตัวของเรา
เมื่อเวลากำหนดแล้ว มันจะเปื่อยจะเน่าก็เหมือนอย่างนี้ไหม น้อมเข้ามาพิจารณา เอ้าถ้ายังไม่เป็นเหมือนอย่างนั้น เราก็ยับยั้งดูอยู่เฉยๆ ทีนี้เพ่งดู เมื่อเวลาเพ่งดูภาพศพ หรือร่างโครงกระดูกอันนั้นแล้วมันเห็นชัดเจนอยู่อย่างนี้ เราต้องน้อมเข้ามาสู่ใจของเรามาดูกายของเรา เราเห็นที่ไหน เห็นส่วนภายนอกนั้นน่ะ เห็นอยู่ที่ไหนเราก็กำหนดเอาที่นั้นน่ะมา หมายเอาตัวของเรานี้ ดูที่ตัวของเราให้เห็นอยู่ที่ตัวของเรานี้
เมื่อเวลาเห็นอยู่ที่ตัวของเราแล้วนั้นน่ะเป็นความจริง เห็นสภาพความเป็นจริงของกายของเรา
ใครเป็นคนเห็น ใครเป็นคนรู้ ทีนี้ล่ะน้อมเข้ามาอีก น้อมเข้ามาสู่ผู้รู้ หรือผู้ที่เห็นนั้นน่ะ ดูอยู่ที่นี่จนชำนิชำนาญ
เราจะลืมตาดูก็เห็นอยู่อย่างนั้น จะหลับตาก็เห็นอยู่อย่างนั้น อันนี้ท่านเรียกว่า นิมิตติดตา อย่าเพิ่งไปเผลอ มันเกิดนิมิตติดตาขึ้นมาแล้ว เราดูอยู่อย่างนั้น
เมื่อหากว่าเราไม่ต้องการอยากจะดู อย่างนี้เราหายใจเข้าแรงๆ หายใจออกแรงๆ ตั้งสติดีๆ อย่าให้เผลอ แล้วก็หายใจเข้าแรงๆ หายใจออกแรงๆ แล้วก็หายไปเลย นี่วิธีแก้
อย่าไปลืม ลืมสติ ให้รู้เท่าอย่างนั้น เอ้า ถ้าหากว่ามันสงบอยู่เฉยๆ ก็รักษาอยู่เสียก่อน อันนี้แหละจิตของเรามันบริสุทธิ์ เมื่อเวลามันรวมลงไปมันก็เยือกเย็นสบายอยู่อย่างนั้น ในขณะที่จิตของเรามันบริสุทธิ์ จิตของเรามันผ่องใสจนเกิดแสงสว่างขึ้นมา มันเกิดมาจากไหน เกิดมาจากใจนั่นแหละ ใจของเราบริสุทธิ์มันก็มีแสงประภัสสรเกิดปรากฏขึ้นมาให้เรารู้ นี่มันเป็นอย่างนั้น
แต่นี้ไปก็จะไม่แสดงให้มากมายเสียเวลาที่จะทำจิต เดี๋ยวก็จะส่งจิตมาคอยฟังเอาเสียงอยู่ที่นี่ อย่าส่งมา ให้กำหนดอยู่ที่ตัวของเรานั้น ได้ยินเสียงก็ได้ยินอยู่ที่ใจของเรานั้นส่งเข้าไปหาใจของเรา อย่าส่งมาหาเสียงที่ท่านพูดอยู่ ท่านแสดงอยู่ที่นี่ อย่าส่งมา ให้รักษาใจของตัวไว้ให้ดี เอ้าต่อแต่นี้ไปก็ทำหน้าที่ของตัวจนกว่าที่จะบอกให้หยุด แล้วแต่โอกาส อย่าได้กระดุกกระดิก ให้นิ่ง จึงจะเห็นความจริงอยู่ภายในใจของเรา
ใครยังนั่งไม่ถนัดไม่สบายอยู่ก็พลิกหาดู อย่าก้มนัก ถ้าก้มเกินไป จิตของเรารวมไม่ถนัด ไม่สบาย ให้ตั้งพอดี พอดีละ เอ้าแต่นี้ไปก็ให้ตั้งใจอธิษฐานขอให้จิตของข้าพเจ้ารวมเป็นสมาธิเพื่อบูชาพระรัตนตรัย อธิษฐานแล้วก็ตั้งสติบริกรรมอยู่ต่อไป เอ้าตั้งใจพวกโยมผู้หญิงถ้าสามารถจะนั่งขัดสมาธิก็ได้ นั่งพับเพียบก็ได้เหมือนกัน เอามือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรง ตั้งสตินึกบริกรรม พอเมื่อเวลานึกพุทโธ ธัมโม สังโฆ 3 จบ แล้วก็ตั้งสติกำหนดอยู่เฉพาะใจดูที่ใจ
มันเกิดขึ้นที่ใดดับอยู่ที่ใด นั่นแหละให้สังเกตดูใจของเรานั้น จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรให้สังเกต มันมีอาการ หรือกิริยาขึ้นลงอย่างไร
เอ้าตั้งใจบุญกุศลจะเกิดขึ้น ปรากฏว่าอยู่ที่ใจของเรานั้นน่ะให้มันอยู่จุดเดียว จิตมันอยู่จุดเดียว สติของเราให้มันอยู่จุดเดียว ถ้าหากว่าเราปล่อยให้มันถอนอยู่เรื่อยๆ ตั้งอยู่เรื่อยๆ มันก็ไม่เป็น อย่าให้มันถอน ถอนจากจุดที่หมายของเรา ไม่ให้มันเคลื่อนที่ สมมติอย่างของภายนอกมันตั้งแล้ว อย่าให้มันเคลื่อนที่ ให้ตั้งอยู่จุดเดียวนั่น
นี่ฉันใดก็ดี เรื่องของการตั้งสติก็เหมือนกัน เราต้องตั้งอยู่ในจุดเดียว ตั้งขันติความอดทนอย่าให้มันแสดงขึ้นมาให้อยู่ภายในใจ หรือทางกายก็ดี อย่าไปพลิกให้มัน อย่าไปเผลอ ต้องต่อสู้ฝ่าฟันเวทนาอย่างขนาดเลย เราต้องเอาชนะมันให้ได้
ถ้าหากว่าเราฝ่าฟันในตอนนี้ได้ จิตของเราก็จะขาดจากสัญญาอารมณ์รวมเป็นสมาธิได้นาน ไม่เป็นขณิกสมาธิ กลายเป็นอุปจารสมาธิ ถ้าหากว่าเราไม่ย่อท้อแล้ว มันจะรวมลงไปเป็นอัปปนาสมาธิ
เราจะถอนก็ได้ เราไม่ต้องการถอนก็ได้ เราอยู่ในนั้นเลย อยู่ในความสงบอันนั้น เวทนานี้ไม่มีปรากฏอยู่ในกายของเรา มีแต่ความสุขอย่างเดียว ความสุขล้วนๆ ที่ไม่มีสิ่งใดมาเจือปนกับใจของเรา มีแต่ความสุข แต่ว่าเราอย่าไปติด ต้องย้อนออกมาอยู่ในอุปจารสมาธิเพื่อค้นคว้าหาปัญญา
ค้นคว้าที่กายของเรานั่น ดูที่กายของเรา เราเพ่งดูที่กายของเรา วิตกวิจารณ์ลองดู มันจะเป็นอยู่อย่างนี้ตลอดไป หรือมันมีความยักย้ายแปรผันอยู่ตรงไหน ให้รู้จักสภาพความเป็นจริงของกายของเรา
ถ้าหากว่าจิตของเรามันอยู่มันเป็นเอกัคตาจิต เอกัคตาธรรมแล้ว เราจะพิจารณาลงไปได้ เพราะอำนาจหรือความกล้าหาญของใจเรามันมีพลัง เราจะพิจารณามันก็เห็นชัดเจนโดยที่ไม่สงสัยในกายของเรา
เมื่อเวลาเราไม่สงสัยในกาย ไม่หวง ไม่แหนซึ่งกายของเรา เรียกว่า เราถอนจากสักกายทิฏฐิ คือความถือกายได้แล้ว ความยึดมั่นถือมั่นในกายไม่มี เห็นสภาพความเป็นจริงมันแตกทำลายอยู่เสมอ เห็นไม่เป็นบุคคล ไม่เป็นสัตว์ เป็นธาตุไปทั้งหมด เห็นสภาพของกายมันเป็นธาตุ เนื้อ หนัง เอ็น กระดูก เหล่านี้นี่มันก็กลายเป็นธาตุไปทั้งหมด
ส่วนธาตุดินกลายไปเป็นดิน ส่วนธาตุน้ำก็กลายไปเป็นน้ำ ส่วนธาตุลมก็กลายไปเป็นลม ส่วนธาตุไฟที่อบอุ่นอยู่ในกายของเรา มันก็กลายไปเป็นธาตุไฟ เมื่อเวลาสิ่งเหล่านี้แยกออกจากใจของเราได้ มันก็ไม่มีรูปไม่มีร่างอะไร มันกลายไปเป็นธาตุแล้ว ที่ยังคงเหลืออยู่มีที่ท่านเรียกว่า อมตธรรม คือ สิ่งที่ไม่ตาย ได้แก่ดวงใจของเรา อันนี้ไม่มีตาย ไม่มีเกิด ไม่มีแก่ ตั้งอยู่อย่างนั้น เป็นฐิติธรรมตั้งอยู่อย่างนั้นตลอดไป ให้เราเข้าใจอย่างนั้น
การปฏิบัติของพวกเราไม่ต้องไปสงสัยลังเลเอ้าเขาว่าอย่างนั้น อาจจะไปสงสัยลังเลเกิดขึ้นมา ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้ากว้างขวางมากที่สุด แล้วก็ต่างคนต่างลูบคลำเหมือนอย่างคนตาบอดคลำช้าง อ้ายคนหนึ่งมันไปคลำถูกขาช้าง ไอ้ช้างนี่มันก็เหมือนกับสูบว่าอย่างนั้น อีกคนหนึ่งไปคลำดูถูกตัวของมัน นึกว่าช้างนี่มันเหมือนกระพังว่าอย่างนั้น
อีกคนหนึ่งคลำไปถูกงวงช้างเข้าใจว่าเป็นต้นมะละกอ เอ้าช้างนี่มันเหมือนต้นมะละกอว่าอย่างนั้น ไอ้คนหนึ่งคลำไปที่ศีรษะมัน ไอ้ช้างนี่มันเหมือนกับตั่งเรานั่งว่าอย่างนั้น หรือพูดเป็นภาษาลาวว่าตั่งสาวหลอดสาวไหมน่ะ เขาว่าช้างมันเป็นเหมือนกับตั่งที่เขานั่งสาวไหมนั่น ก็เลยนึกอยู่ในใจ คนหนึ่งคลำไปๆ ก็เลยถูกใบหูมัน ก็นึกว่าช้างนี่มันเหมือนกับตาลปัตรหลวงพ่อว่าอย่างนั้น ก็เลยนึกคิดอยู่ภายในใจของตนนั้น ไอ้คนหนึ่งคลำไปถูกหางมัน เอ้าไอ้ช้างนี่มันเหมือนกับไม้กวาดว่าอย่างนั้น ใครจะว่าอย่างไรก็ไม่เชื่อ เอ้าต่างคนต่างคลำ
นี่ธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าก็เหมือนกันกว้างขวาง ใครทำใครว่าที่ไหนก็ถูกเหมือนกันหมด เมื่อเวลาสรุปใจความแล้วเรียกช้างตัวเดียวมันก็หมดเรื่อง
การปฏิบัติก็เหมือนกัน เราไปหลงสมมติ สมมติว่าช้างมันเป็นเหมือนต้นมะละกอ ช้างมันเหมือนกับลูกสูบ ช้างมันเหมือนกับกระพังว่ายังนั้น ตามสมมติเลยหลงสมมติ ทีนี้ล่ะถ้ามันเหมือนกับไม้กวาดก็เลยหลงสมมติไม่ได้รวม
เมื่อเวลารวมช้างทั้งหมดงวงมันก็เป็นงวงช้าง ศีรษะมันก็เป็นศีรษะช้าง ขามันก็เป็นขาช้าง หูมันก็เป็นหูช้างเหมือนกัน หางมันก็เป็นหางช้าง รวมทั้งหมดมันก็เป็นตัวเดียวนั่นแหละ ไม่ต้องไปสมมติที่นั่นที่นี่ นี่ก็ฉันใด เรื่องการปฏิบัติธรรมของพวกเราก็เหมือนกัน ไม่ต้องสงสัยที่อื่น มาดูที่กายกับใจของพวกเรานี้ อันนี้แหละมันเป็นสิ่งปิดบังคุณธรรมไว้ ไม่ให้เราเห็นธรรม ก็เพราะกายของพวกเรานี้แหละ
ถ้าหากว่าใครพิจารณากายให้เห็นชัดเจน คนนั้นจะเห็นธรรม เห็นสภาพความแปรปรวนของกาย เกิดก็เกิดจริง แก่ก็แก่จริง เจ็บก็เจ็บจริง ตายก็ตายจริง นี่เรียกว่าสัจธรรมเป็นของจริงทั้งนั้น ให้เรารู้จักสภาพความเป็นจริงอย่างนี้อย่าไปหลงใหล
บางท่านบางเกจิอาจารย์ก็ว่ากันไป เดี๋ยวก็แต่งแก้ หรือตัดกรรมตัดเวรอย่างนี้เป็นต้น นี้ก็ล้วนแล้วแต่ว่าเอาธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้านั่นน่ะมาอวดอ้าง แต่ว่ามันเขวจากหลักไปเสียแล้ว เขวจากหนทางมรรค หนทางมรรคไม่ใช่เป็นอย่างนั้น คือ อัฏฐังคิกมรรค สัมมาทิฏฐิ เป็นต้น
นี่เราอย่าเพิ่งไปสงสัยหรืออย่างที่เขาเล่าลือกันว่า อาจารย์คนนั้นคนนี้มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างนั้นอย่างนี้ อันนั้นเป็นเรื่องสมมติกันต่างหาก สมมติขึ้นแล้วก็พากันหลงไปอย่างนั้น เสกสรรปั้นยอกันขึ้นมาก็เลยหลงกันไป ไม่ได้น้อมเข้ามาสู่ตัว ไม่ได้พิจารณาตัวของตัวเอง ก็เลยหลงไปตามอารมณ์ของคนที่เขาว่ากันไปนั่นน่ะ
อันแท้ที่จริงนั้นต้องมาดูที่เราเอง
อ่านต่อสัปดาห์หน้า







