
พายุนั่นแหละเหตุ
ผมเคยอาศัยทั้งเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพ ตำรวจและป่าไม้ตระเวนทำข่าว
ผมเคยอาศัยทั้งเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพ ตำรวจและป่าไม้ตระเวนทำข่าว
โดย..จำลอง บุญสอง
ผมเคยอาศัยทั้งเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพ ตำรวจและป่าไม้ตระเวนทำข่าว ทั้งข่าวทั่วไปและข่าวท่องเที่ยวหลายต่อหลายครั้ง เสี่ยงชีวิตไปพร้อมๆ กับนักบิน ตัดฝิ่นที่น่านสมัย 40 กว่าปีก่อนโน้นก็เกือบโดนใบพัดตีหัวกระจุยแบบเส้นยาแดงผ่าแปด เจ้าลมภูเขานี่แหละที่กระโชกมาตี ฮ.หมุนเข้าใส่ จึงรู้ดีว่า “ลมกระโชก” นั้น อันตรายต่อเฮลิคอปเตอร์เพียงใด
วันก่อนพรรคพวกที่ชัยภูมิชวนไปดูปรงพันปีที่ขึ้นอยู่บนหน้าผาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภูแลนคา วันนั้น “นกเตน” กำลังอาละวาดอยู่พอดี ลมแรงที่ไม่น่าจะต่ำกว่า 100 กม.ต่อชั่วโมงพัดแบบกระโชกใส่ต้นไม้ที่ตั้งอยู่บนหน้าผาน่ากลัวยิ่ง เสียงหวีดหวิวของลมที่พัดปุยเมฆขาวเข้าปะทะกับต้นไม้บนยอดผาส่งเสียง “หวีด” ไม่ต่างอะไรกับเสียงโหยหวนของภูติผีปีศาจ กิ่งไม้ใหญ่ที่หักลงก่อนที่เราจะไปถึงเล็กน้อยทำให้พวกเรารอดจากการเจ็บตาย
แม้จะพรั่นพรึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า แต่ผมก็ไม่วายนึกถึง ฮ.ทหารที่ตกลงกลางอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน คงด้วยสภาพอากาศที่หวนขึ้นหวนลงด้วยความแรงกว่า 100 กม.ต่อชั่วโมงที่ผมเจอนั่นเอง ที่กระแทก ฮ.เข้าใส่หน้าผาแบบนกปีกหัก ผลก็คือ ฮ.มี “น้ำหนักมากเท่าใด” ก็ตกลง “กระแทกหน้าผาแรงเท่านั้น”
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจาก ฮ.มีสาเหตุจากลมพายุกระโชกหลายต่อหลายครั้ง แต่ละครั้งก็เพราะภารกิจเร่งด่วนของ “นาย” แทบจะทั้งสิ้น
ภาพถ่ายทางอากาศแม้จะจำเป็นสำหรับการอธิบายความการท่องเที่ยวในภาพรวม แต่ต่อไปท่านผู้อ่านอาจจะไม่ค่อยได้เห็นมันบ่อยๆ ก็มันกลัวนี่ครับ!







