
แผ่นดินไหว
รอบๆ บ้านเรา หรือถึงแม้จะเกิดในบ้านเรา ก็ยังไม่ส่งผลต่อกรุงเทพมหานครที่ตั้งอยู่บนดินอ่อน
รอบๆ บ้านเรา หรือถึงแม้จะเกิดในบ้านเรา ก็ยังไม่ส่งผลต่อกรุงเทพมหานครที่ตั้งอยู่บนดินอ่อน
โดย..จำลอง บุญสอง
รอบๆ บ้านเรา หรือถึงแม้จะเกิดในบ้านเรา ก็ยังไม่ส่งผลต่อกรุงเทพมหานครที่ตั้งอยู่บนดินอ่อน ซึ่งเป็นดินอ่อนสภาพเดียวกับเม็กซิโกที่แผ่นดินไหวสร้างความเสียหายให้เมืองนั้นพังพินาศไปเมื่อ...
แต่ถึงแม้ที่ตั้งของกรุงเทพฯ จะไม่ตั้งอยู่ในเขตแผ่นดินไหวก็จริง แต่ขอบตะวันตกของแหลมทองทั้งที่อยู่ในบ้านเราและประเทศพม่าเพื่อนบ้าน ก็เป็นพื้นที่ที่เป็นรอยแยกของโลกที่ยังปรับดุลอีกเรื่อยๆ ตามเหตุปัจจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ว่ากันว่าน้ำแข็งขั้วโลกละลาย น้ำถูกเฉลี่ยลงมากดทับภาคส่วนอื่นของมหาสมุทรมากกว่าแต่ก่อน
ความแรงขึ้นของลมก็ดี น้ำฝนที่เทลงมาอย่างไม่ต้องตามฤดูกาลก็ดี ปริมาณการเทของฝนมากผิดปกติก็ดี แผ่นดินไหวถี่และหลากหลายพื้นที่มากขึ้นก็ดี เป็นสัญญาณเตือนมนุษย์ให้กลับมาสนใจ “ปัญหาร่วม” ของโลก และอยู่ด้วยการแบ่งปันแทนที่จะแย่งชิงเอาทรัพยากรที่ไม่ใช่เป็นของส่วนบุคคลเลยอย่างไร้เดียงสา
ปราน สยามวาลา นักวิชาการสิ่งแวดล้อมอิสระ ได้ตระหนักถึงภารกิจร่วมของมนุษยชาติ วางมือธุรกิจลงชั่วคราว เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหวจากทั้งในประเทศและนานาชาติเข้ามาพบปะพูดคุยกันถึงเรื่องนี้ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ เมื่อ 23 อาทิตย์ที่ผ่านมา ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อใช้การประชุมดังกล่าวเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้คนได้ตื่นตัวต่อปัญหาร่วมปัญหานี้
อาคารบ้านเรือนในกรุงเทพฯ ทั้งสูงและไม่สูง ส่วนใหญ่ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อรองรับแผ่นดินไหว เชียงราย เชียงใหม่ หรือจังหวัดอื่นๆ ทางภาคเหนือของเรา ถึงแม้จะต้องเตรียมการรับมือแผ่นดินไหวซึ่งถี่มากขึ้น ก็ไม่ได้เตรียมตัวเรื่องนี้อย่างเพียงพอ โรงแรม อาคารสูงหลายแห่ง ถ้าไปตรวจโครงสร้างกันอย่างจริงๆ จังๆ ก็ไม่แน่ว่าจะผ่านเส้นแห่งความปลอดภัยจากแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ไปได้
อะไรคือปัญหาของแผ่นดินไหว
สาเหตุหลักก็คือจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น ในอดีตมนุษย์มีไม่มากกว่าพันล้านคน แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นถึง 7,000 ล้านคน ปี 2050 จะเพิ่มเป็น 9,000 ล้านคน แล้ว “คาร์บอนไดออกไซด์” ก็จะขึ้นตามจำนวนประชากรที่ขึ้น ซึ่งจะสัมพันธ์กับความร้อนของโลก ในอดีตค่าคาร์บอนไดออกไซด์มันไม่มีเกิน 300 แต่ตอนนี้ 390 ซึ่งไปทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายตั้งแต่ปี 1980 ลงมา กราเซียบางแห่งกลายเป็นทะเลไปหมดแล้ว ส่งผลทำให้น้ำหนักน้ำแข็งที่อยู่บริเวณขั้วโลกถูกเฉลี่ยไปตามมหาสมุทรต่างๆ มากขึ้น น้ำหนักน้ำที่เพิ่มขึ้นในมหาสมุทรที่มากขึ้น จึงทำให้ไปกดทับโลกและทำให้เกิด “แผ่นดินไหว” ซึ่งเคยมี 200300 ครั้งต่อปี มากขึ้นถึง 2,000 ครั้งต่อปี นี่เป็นหนึ่งในข้อสมมติฐานของนักวิทยาศาสตร์นะครับ แต่มันก็ใช้เวลาถึง 20 ปี แต่ถึงว่าวันนี้น้ำแข็งไม่ละลายแล้ว แต่ปรากฏการณ์แผ่นดินไหวก็จะยังมีต่อไปอีกถึง 20 ปี ทุกๆ วันนี้มีแผ่นดินไหวตลอด และก็รุนแรงเพิ่มมากขึ้นด้วย ในอดีตเราใช้คำว่า ริกเตอร์สเกล ซึ่งขึ้นไปแค่ 6 แต่ปัจจุบันมันขึ้นไปถึง 9 ซึ่งริกเตอร์มันคำนวณให้ไม่ได้แล้ว ตันอยู่ที่ 6 เขาจึงเปลี่ยนการคำนวณใหม่โดยการใช้ “แมกนิจูด” ซึ่งคำนวณความแรงได้มากกว่า
แผ่นดินไหวเป็นแค่ส่วนหนึ่งของสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ยังมีอื่นๆ อีกมากมายที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นภาวะแห้งแล้ง น้ำท่วม โรคคน โรคสัตว์ โรคพืช ไฟป่า ทอร์นาโดที่หนักขึ้น พายุที่หนักขึ้น รวมไปถึงหน้าหนาวที่เย็นหนักขึ้น แต่ความรู้พวกนี้ยังไม่ออกมาสู่ประชาชน เราจึงตอบข้อสงสัยปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไม่ได้
จากตัวเลขที่เขาสรุปออกมาว่าผลที่เกิดขึ้นโดยตรงกับมนุษย์ ไม่ว่าสึนามิ หรือไต้ฝุ่น 8 ปีที่ผ่านมา มากกว่า 1 ล้านคนเข้าไปแล้ว
ปัญหาเหล่านี้ทวีความถี่และเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นๆ ทุกวัน น่าเป็นห่วงมากๆ
เมืองกาญจน์มีเขื่อน และมีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวถึง 8 แมกนิจูด ถ้าเขื่อนแตกเมืองกาญจน์มันจะมีโอกาสสูงถึง 25 เมตรนะ เดี๋ยวนี้มีศัพท์คำหนึ่งที่เรียกกันโดยนักวิทยาศาสตร์ว่า “อินแลนด์สึนามิ” สึนามิที่มาจากทะเลนั้นความรุนแรงแค่ 1 ใน 1,000 ของอินแลนด์สึนามิ ซึ่งความสูงและแรงดึงดูดของโลกจะแรงเหมือนกับน้ำตกที่ตกลงมาเป็นพันเท่าของสึนามิที่มาจากทะเล
ในที่สัมมนาสรุปกันว่าแผ่นดินไหวมีโอกาสมากขึ้น แรงขึ้น อย่างเมื่อวานก็ได้ข่าวแผ่นดินไหวทั้งที่เชียงราย สุราษฎร์ธานี และเชียงราย เป็นที่รู้ๆ กันว่าเคยมีแต่สุราษฎร์ฯ หรือตรัง มันไม่ควรจะเกิด ในชีวิตผมไม่เคยได้ยิน ประเด็นของการสัมมนาก็มาถกเถียงกันว่ากรุงเทพฯ มีโอกาสที่จะสุ่มเสี่ยงหรือเปล่า ถ้ามีจะแก้ไขได้อย่างไร เราเชิญผู้เชี่ยวชาญระดับโลกมาเต็มไปหมด ทั้งจากเม็กซิโกซิตีที่มีพื้นที่ทางภูมิศาสตร์คล้ายๆ กับกรุงเทพฯ คือเป็นดินอ่อนเหมือนกัน และจากที่อื่นๆ อีกมากมาย ประเด็นคือเราจะป้องกันกรุงเทพฯ กันอย่างไร เพราะมันคาดการณ์เรื่องแผ่นดินไหวไม่ได้ เราอาจจะมีบทสรุปกันอีกครั้งในเดือน ต.ค.
แผ่นดินไหวอาจจะไม่เกิดที่กรุงเทพฯ แต่การที่กรุงเทพฯ เป็นดินอ่อน อย่างสึนามิที่คิดว่าเกิดที่สุมาตรา แต่แท้จริงแล้วมันลากไปถึงเบงกอล ระยะห่างจากเราแค่ 800 กิโลเมตร มีโอกาสกระทบมาถึงกรุงเทพฯ เพราะกรุงเทพฯ เป็นดินอ่อน แผ่นดินไหวเป็นคลื่นคล้ายคลื่นน้ำ พอเจอตึกมันก็ขึ้นไปสั่นตึก
ที่เม็กซิโกแผ่นดินไหว “ชายฝั่ง” ประเทศนั้นเมื่อปี 1985 ส่งผลไปถึง 8 แสนตารางกิโลเมตร ที่เกิดเหตุห่างจากเม็กซิโกซิตี 400 กิโลเมตร ตัวเม็กซิโกซิตีไม่มีแนวแผ่นดินไหวเหมือนกับกรุงเทพฯ ผู้เสียชีวิตครั้งนั้นมากกว่า 1 หมื่นคน ทำให้มีผู้ไม่มีที่พักอาศัยถึง 2.5 หมื่นคน สูญเสียด้านเศรษฐกิจถึง 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ตึก 30% พังทลาย ดินของเม็กซิโกคล้ายกับไทย คือเป็นดินดอน ถ้าเป็นสันเขาคลื่นความถี่จะอยู่ด้านล่างผลกระทบจึงน้อย แต่พอมาถึงดินดอน (อ่อน) ผลกระทบจะมาก คลื่นอาจจะขยายความถี่มากขึ้น 314 เท่าทีเดียว นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราจึงเอาเม็กซิโกซิตีมาเป็นบทเรียนของกรุงเทพฯ ซึ่งคลื่น (ซึ่งแล้วแต่ความแรงของแผ่นดินไหวด้วย) จะกระทบต่อตึกสูงระหว่าง 626 ชั้น ตึกของเขาก็เหมือนตึกของเรา คือไม่มีการป้องกันแผ่นดินไหว พอเขาประสบปัญหาเขาจึงมาเริ่มดูกฎเกณฑ์ของอาคาร
สำหรับบ้านเรามาจากสุมาตราที่มากระทบถึงภูเก็ต แนวที่จะมาถึงกรุงเทพฯ คือ 900 กิโลเมตร แนวตรงนี้มีโอกาสเกิดถึง 9 แมกนิจูด แบบเดียวกับเกิดที่ญี่ปุ่น ถ้าเกิดถึง 9 จะเกิดผลต่อกรุงเทพฯ อย่างไร นักวิชาการที่มาในวันนั้นสรุปว่ามีโอกาสเกิด แต่เดิมมีมาตรฐานวัดว่า 200 ปีมีครั้งหนึ่ง แต่ปัจจุบันมันถี่ขึ้น มันจึงไม่ใช่อีกต่อไป อย่างญี่ปุ่นไม่มีใครคาดว่าจะถึง 9 แมกนิจูด ญี่ปุ่นเตรียมการเอาไว้แค่ 8 เท่านั้นเอง ดังนั้นกรุงเทพฯ จึงมีโอกาสที่จะเกิดแผ่นดินไหวแน่ แต่ไม่ได้เกิดเอง แต่เกิดจากภายนอกที่ส่งผลมาถึงกรุงเทพฯ เมื่อเกิดที่กรุงเทพฯ เราจึงต้องเอาความสูญเสียที่เม็กซิโกซิตีเป็นตัวอย่าง ตอนนั้นเม็กซิโกซิตีเขามีประชากรแค่ 4 ล้านคน กรุงเทพฯ วันนี้มีถึง 13 ล้านคน ตอนเกิดที่เม็กซิโกซิตีตึกเขาไม่ได้สูง แต่ปัจจุบันตึกเราสูงมาก ความสูญเสียของไทยคงหาค่าไม่ได้
ด้วยเหตุนี้จึงสรุปออกมาเป็น 3 ส่วน คือ ก่อนเกิด ระหว่างเกิด และหลังเกิดแผ่นดินไหว ว่าจะทำอะไรกันได้บ้าง อย่างอิสตันบูลเขารู้ว่าเขามีโอกาสเกิดแผ่นดินไหว เขาจึงขอความช่วยเหลือเรื่องเงินจากเวิลด์แบงก์มาศึกษา วันนี้โรงเรียนในตุรกีมีการเสริมการป้องกันแผ่นดินไหว (แผ่นดินไหวใกล้ๆ มีผลกระทบต่อตึกเตี้ย แผ่นดินไหวไกลๆ มีผลกระทบต่อตึกสูง เสฉวนโรงเรียนเตี้ยและมีระยะห่างของเสามาก โอกาสถล่มมาก) ตอนนี้โลกทั้งโลกต่างเตรียมการในเรื่องนี้ เริ่มจากโรงเรียน ต่อมาก็โรงพยาบาล เพราะถ้าเกิดแผ่นดินไหวต้องมีหมอพยาบาลมาช่วย มีการออกกฎเกณฑ์ในการก่อสร้าง ญี่ปุ่นไม่มีผู้ล้มตายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว บ้านช่องไม่มีถล่มลงมา แต่ที่ล้มตายเพราะสึนามิ แสดงว่ากฎเกณฑ์การก่อสร้างของญี่ปุ่นไปถึงระดับการป้องกันแผ่นดินไหวได้แล้ว ตอนนี้จึงมาถึงว่าพวกเราจะเอาเทคโนโลยีเหล่านั้นมาใช้ไหม
4 ปีที่ผ่านมา เราออกกฎเกณฑ์เกี่ยวกับเรื่องอาคารสูงว่าต้องป้องกันแผ่นดินไหวได้ แต่ก็ไม่เท่าญี่ปุ่น แต่เป็นที่น่าสังเกตก็คือ มักจะอ้างอิงประวัติแผ่นดินไหวช่วง 200 ปี ซึ่งวันนี้มันไม่แม่นเสียแล้ว ปัญหาว่าถ้าจะเปลี่ยนหรือเพิ่มมาตรการให้มากขึ้น ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ญี่ปุ่นบอกว่าไม่เกิน 5% ของการก่อสร้างสำหรับตึกใหม่ ส่วนตึกเก่า 5-15% เป็นค่าใช้จ่ายที่พอเอามาใช้ได้ถ้าเทียบกับเวลามันเกิด หรือถ้าไม่เกิดก็ถือว่าเป็นการป้องกัน
ต่อไปเราอาจจะมีการซ้อมแผ่นดินไหว มีสัญญาณเตือนภัย ขณะเกิดแผ่นดินไหวจะต้องมีการสื่อสารชี้แนะว่าจะทำตัวอย่างไร หลังจากแผ่นดินไหวจะกู้ภัยช่วยผู้เจ็บป่วยอย่างไร จะทำให้กลับไปมีชีวิตที่เหมือนเดิมได้อย่างไร
นี่เป็นทัศนะและความเห็นของคุณปราน ซึ่งเป็นผู้เชิญนักวิชาการด้านแผ่นดินไหวมาประชุม ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็เป็นเรื่องของแต่ละคน โรงแรมและแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในวันนี้ เราได้ศึกษาเรื่องนี้เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเราหรือเปล่า แผ่นดินไหวมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นในย่านที่มีการท่องเที่ยวของเรามาก ในขณะเดียวกันกรุงเทพฯ ก็มีโอกาสได้รับผลด้วยเช่นเดียวกัน วันก่อนเราไม่รู้จักสึนามิ เราจึงไม่รู้จักการป้องกันและการแก้ไข แต่วันนี้เรารู้แล้ว เราก็เตรียมการป้องกันทั้งก่อนเกิด ระหว่างเกิด และหลังเกิดได้ แล้วทำไมเราจึงไม่มาศึกษาเรื่องแผ่นดินไหวกันก่อนเล่า







