
โลก 360 องศา ตอน พม่า 2011
“พม่า” ดินแดนสนธยาสำหรับใครบางคน ที่นี่เราทราบกันดีว่ามีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน
“พม่า” ดินแดนสนธยาสำหรับใครบางคน ที่นี่เราทราบกันดีว่ามีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน
โดย..ทีมงานโลก 360 องศา
มีความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ที่หลากหลาย ในเวลานี้เมื่อการเมืองมาถึงจุดเปลี่ยน ซึ่งเกิดจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุดปลายปีที่ผ่านมา พม่าจะเดินไปทิศทางไหนในอนาคต
หลังจากที่ประเทศพม่าได้รับเอกราชจากประเทศอังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 1948 จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเมืองการปกครองในแบบพม่า ซึ่งนับแต่นั้นเป็นต้นมาพม่าก็มีความผันผวนภายในประเทศมาโดยตลอด
โดยมีปัจจัยที่สำคัญ เช่น การปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหาร การแสวงหาประชาธิปไตยของคนรุ่นใหม่ และการสู้รบกับชนกลุ่มน้อยที่ต้องการเอกราช สิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้ส่งผลให้พม่าขาดความเป็นหนึ่งเดียวภายในประเทศ
อย่างที่เราทราบกันดีว่าพม่าปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหารมาอย่างยาวนาน และการมาของอองซานซูจีได้ทำให้การเมืองในประเทศพม่าแบ่งออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน คือฝ่ายรัฐบาลที่เป็นทหารกับฝ่ายประชาชนที่ต้องการประชาธิปไตย นำโดย อองซานซูจี ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ประเด็นทางการเมืองในพม่าได้รับความสนใจจากนานาชาติมาโดยตลอด นั่นคงเป็นเพราะว่ารัฐบาลทหารพม่ากำลังถูกท้าทายจากระบอบประชาธิปไตยแห่งโลกเสรีนั่นเอง
อองซานซูจี คือลูกสาวของนายพลอองซาน วีรบุรุษผู้เคยนำพม่าหลุดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ในช่วงชีวิตของอองซานซูจี ถึงแม้ว่าเธอจะเกิดและเติบโตในพม่า แต่ก็ได้รับโอกาสให้ไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ และทำงานในสาขาอาชีพต่างๆ เป็นเวลากว่าหลายปี จนกระทั่งเธอตัดสินใจเดินทางกลับมายังประเทศบ้านเกิดเพื่อดูแลมารดาที่กำลังป่วยหนัก ซึ่งในตอนนั้นการเมืองไม่ใช่เรื่องที่อยู่ในความสนใจของอองซานซูจีเลย แต่ในช่วงที่เธอกลับมาพม่ากำลังเจอกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจอย่างหนัก ส่งผลให้นักศึกษาและประชาชนลุกขึ้นมาประท้วง และรัฐบาลในขณะนั้นนำโดยนายพลเนวิน ได้มีคำสั่งให้สลายการชุมนุมด้วยกำลังทหาร ส่งผลให้มีผู้คนบาดเจ็บและล้มตายจำนวนมาก ซึ่งจากเหตุการณ์ครั้งนี้ จึงเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้อองซานซูจีตัดสินใจเข้าสู่เส้นทางการเมือง โดยมีเป้าหมายคือการสร้างประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในประเทศพม่า แต่เส้นทางสายการเมืองของเธอก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาล ตั้งแต่สมาชิกพรรค NLD ถูกจับ ตัวเธอเองก็ถูกสั่งให้กักบริเวณอยู่แต่ภายในบ้านพัก และผลการเลือกตั้งในปี ค.ศ.1988 พรรค NLD ได้รับคะแนนเสียงท่วมท้น แต่ภายหลังรัฐบาลทหารกลับปฏิเสธที่จะถ่ายโอนอำนาจให้
7 พ.ย. ปี ค.ศ. 2010 ที่ผ่านมา คือวันที่กำหนดให้มีการเลือกตั้งครั้งล่าสุดในประเทศพม่า ซึ่งการเลือกตั้งในครั้งนี้มีระยะห่างจากการเลือกตั้งในครั้งที่แล้วคือในปี ค.ศ. 1988 ถึง 22 ปี จึงทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกจับตามองมากเป็นพิเศษ และท้ายที่สุดผลการเลือกตั้งก็มีมติประกาศให้พรรค USPD ได้รับชัยชนะและมีสิทธิในการจัดตั้งรัฐบาล แต่มีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า คณะรัฐบาลชุดปัจจุบันนี้หลายคนเคยดำรงตำแหน่งทางการทหารมาก่อน จึงทำให้มีความเป็นไปได้ว่าน่าจะยังมีความเกี่ยวโยงกับรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งในประเด็นนี้ ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและรองประธานสภาหอการค้าไทยพม่า ได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า ถึงแม้ว่าหลายฝ่ายอาจมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการจัดตั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องทำความเข้าใจว่าประชาธิปไตยในพม่าเป็นลักษณะของการผ่องถ่าย กล่าวคือต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร ซึ่งจะว่าไปแล้วหากมองในภูมิภาคอาเซียนด้วยกัน จะพบว่าการเมืองในหลายประเทศ ฝ่ายค้านไม่ได้มีบทบาท ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือประเทศกัมพูชา มาเลเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งประเทศเหล่านี้ฝ่ายค้านมีจำนวนน้อยและไม่มีบทบาทมากนักต่อรัฐบาล เมื่อเทียบกับประเทศพม่าก็จะพบว่ามีพรรคการเมือหลายพรรคมากกว่าพรรครัฐบาล ซึ่งมีเพียงพรรคเดียว ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในพม่าเราต้องยอมรับได้ เพราะอย่างน้อยในขณะนี้พม่าก็เข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตยแล้ว
ในตอนนี้เป็นเวลากว่า 9 เดือนแล้ว ที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งก็ดูเหมือนว่าสถานการณ์ก็สงบและเรียบร้อยดี จึงทำให้รัฐบาลชุดนี้ถูกจับตามองมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับนโยบายในการบริหารประเทศ ซึ่งอาจารย์อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ นักวิชาการประจำสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้ความเห็นไว้ว่า ในเวลานี้รัฐบาลพม่ากำลังดำเนินตามแผนปรองดอง 7 ขั้น ซึ่งก็ได้มีการวางแผนล่วงหน้ามาไว้แล้วเป็นอย่างดี เพราะเสถียรภาพของรัฐบาลชุดนี้ยังมีความเปราะบางอยู่ ดังนั้นจึงลงเอยด้วยการปล่อยตัวอองซานซูจี เพื่อลดความกดดันทางการเมืองจากนานาชาติ ในขณะเดียวกันก็สะท้อนถึงการแก้ปัญหาทางการเมืองภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความมั่นคงจากปัญหาชนกลุ่มน้อย นอกจากนี้ อาจารย์อุกฤษฏ์ยังมีความเห็นเพิ่มเติมอีกว่าในระดับของประชาชนก็ยังเห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ซึ่งก็คือการกินดีอยู่ดี และระบอบประชาธิปไตยในแบบพม่าก็เอื้อให้เกิดความกินดีอยู่ดี ดังนั้นประชาชนจึงมีผลอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่จะเป็นในลักษณะของการค่อยเป็นค่อยไป ส่วนกรณีบทบาทของอองซานซูจีภายหลังจากได้รับการปล่อยตัว อาจารย์อุกฤษฏ์มองว่ามีทั้งแง่บวกและแง่ลบ คือในเวลานี้คงไม่มีใครปฏิเสธเสียงของสุภาพสตรีที่ทรงพลังอย่างอองซานซูจี ซึ่งภายหลังจากที่ถูกปล่อยตัว เธอก็เดินทางไปเมืองพะโคและเมืองพุกาม ด้วยเหตุผลที่ว่าเพื่อต้องการทดสอบท่าทีของรัฐบาลและทดสอบเสียงของตัวเอง ซึ่งสิ่งนี้เองที่แสดงให้เห็นว่าเธอยังคงเป็นผู้นำสตรีทางการเมืองที่ยังคงมีบทบาทมากที่สุดในเอเชียหรือในโลกเลยก็ว่าได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อจำกัด เพราะตัวเธอเองและผู้สนับสนุนก็ยังไม่มั่นใจในกรณีของนโยบายการคว่ำบาตรของอียูและสหรัฐ และตอนนี้เธอไม่มีแล้วซึ่งพรรค NLD ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งพฤติกรรมทางการเมืองของคนพม่าคือ จะยอมรับในรูปแบบของกฎหมายมากที่สุดกว่าหลายๆ ชาติในอาเซียน ดังนั้นการมีพรรคการเมืองที่ถูกต้อง จึงเป็นการมีสิทธิโดยชอบธรรมทางกฎหมาย แต่เมื่อไม่มีพรรคการเมืองรองรับ คนพม่าก็อาจไม่ยอมรับได้ในตรงจุดนี้ จึงทำให้อองซานซูจียังคงมีความสำคัญอยู่ แต่บริบทของเธอก็กำลังเปลี่ยนแปลงไป
เรื่องราวของพม่าบางคนอาจมองว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัว แต่ในความเป็นจริงเรากลับมองว่าเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรามาก และจะมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของประชาคมอาเซียนในปี ค.ศ. 2015 ที่จะถึงนี้ ดังนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อเราอย่างยิ่ง ถ้าหากว่าเราได้มีโอกาสเรียนรู้และเข้าใจประเทศเพื่อนบ้านของเราเสียตั้งแต่วันนี้ เพราะเมื่อวันนั้นมาถึงเราอาจจะเสียเปรียบคนอื่นๆ ก็เป็นได้







