
ทางไดโนริมรั้วเสมา
ฉันมีโอกาสกลับมายังดินแดนที่ราบสูงอีกครั้ง หลังได้มาเยี่ยมเยียนในช่วงสงกรานต์
ฉันมีโอกาสกลับมายังดินแดนที่ราบสูงอีกครั้ง หลังได้มาเยี่ยมเยียนในช่วงสงกรานต์
โดย.. กาญจน์ อายุ
ฉันมีโอกาสกลับมายังดินแดนที่ราบสูงอีกครั้ง หลังได้มาเยี่ยมเยียนในช่วงสงกรานต์ ครั้งนี้มาตามคำเชื้อเชิญของ นพรัตน์ กอกหวาน ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือเขตสอง จุดหมายปลายทางส่วนใหญ่อยู่ที่ จ.กาฬสินธุ์ หรือเส้นทางที่ผู้อำนวยการนพรัตน์เรียกว่า “เส้นทางไดโนเสาร์”
กลิ่นอายไดโนเสาร์อบอวลอยู่ทั่วไปในกาฬสินธุ์ เช่น สวนสาธารณะริมทางที่สร้างโครงกระดูกไดโนเสาร์ขนาดใหญ่เป็นซุ้ม หรือป้ายข้างทางที่มีข้อความ “ระวังไดโนเสาร์ข้ามถนน” เป็นหนึ่งความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างบรรยากาศ จุดเล็กจุดน้อยเหล่านี้กำลังสร้างเรื่องราวให้กับจังหวัดเพื่อที่จะอธิบายความโดดเด่นของเมือง เพราะที่กาฬสินธุ์เป็นแหล่งขุดค้นพบซากกระดูกไดโนเสาร์หลายแห่ง และยังมีความสมบูรณ์มาก อย่างในวัดสักกะวันที่ได้ค้นพบกระดูกไดโนเสาร์มากกว่า 700 ชิ้น รวมแล้วเป็นไดโนเสาร์กินพืชไม่ต่ำกว่า 7 ตัว และพบซากกระดูกที่สมบูรณ์ที่สุดชื่อ ภูเวียงโกซอรัส สิรินธร
ด้วยความสำคัญต่อวิวัฒนาการของโลกและสัตว์ ที่กาฬสินธุ์จึงเป็นสถานที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์สิรินธร สถานที่ที่มีศูนย์วิจัยไดโนเสาร์ ห้องปฏิบัติการ คลังเก็บตัวอย่าง และเป็นพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ที่สมบูรณ์ที่สุดของประเทศไทย เด็กกรุงเทพฯ ได้ไปทัศนศึกษาที่ท้องฟ้าจำลองหรือมิวเซียมสยาม แต่เด็กอีสานเขาได้ทัศนศึกษากันที่พิพิธภัณฑ์สิรินธร ได้เห็นโครงกระดูกไดโนเสาร์ของแท้และจำลอง ซากฟอสซิลดึกดำบรรพ์ และเทคนิคการบรรยายความรู้ที่ทันสมัยไม่แพ้เมืองกรุง ที่กรุงเทพฯ ก่อนเข้าชมต้องเสียค่าผ่านทาง ราคานักเรียนก็ถูกลงมาหน่อย แต่ที่พิพิธภัณฑ์สิรินธรฟรีตลอดสาย ขอแค่ลายเซ็นต์เพื่อเป็นที่ระลึกว่าเคยมาเยี่ยมชมแล้ว
เรื่องเก็บหรือไม่เก็บค่าผ่านทางเป็นประเด็นน่าคิด ถ้าไม่เก็บค่าเข้าชมจะเป็นผลดีต่อผู้เยี่ยมชมที่ไม่ต้องควักเงินจ่าย แถมยังได้ความรู้กลับไป แต่ในขณะเดียวกันทางพิพิธภัณฑ์ไม่มีรายได้จากค่าเข้าชมนี้ ทำให้การพัฒนาอุปกรณ์ที่เสียหายเป็นไปได้ช้า เพราะต้องทำเรื่องจากหน่วยงานราชการที่กว่าจะเซ็นต์อนุมัติได้ต้องรอเป็นเวลานาน ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาคือ หลายจุดในพิพิธภัณฑ์ ณ ขณะนี้ชำรุดเสียหาย ไม่สามารถอธิบายใจความสำคัญได้อย่างครบถ้วน ผิดไปจากตอนที่มาในช่วงสงกรานต์ที่แม้ว่าจะมีเครื่องที่ชำรุดบ้าง แต่ไม่มากมายเท่าครั้งนี้ ทำให้คนอยากหาความรู้ใส่ตัวอย่างเราขัดใจกับลูกเล่นที่มันสามารถทำได้แต่กลับขัดข้องไม่ได้โชว์ ส่งผลให้ผู้ชมผู้ศึกษาต้องก้มหน้าก้มตาอ่านข้อมูลจนกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อ คร้านจะไม่อ่านแล้วกองความรู้ไว้ไม่เอามา
โดยส่วนตัวเห็นว่าการเก็บค่าเข้าชมแล้วนำเงินมาพัฒนาอุปกรณ์ได้ทันท่วงทีน่าจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งพิพิธภัณฑ์และคนเข้าชม แต่ราคาที่ตั้งต้องสมเหตุสมผล มีราคานักเรียน นักศึกษา และคนทั่วไปให้ชัดเจน เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กเข้ามาศึกษาความรู้แบบไม่เสียดายเงินทอง พิพิธภัณฑ์สิรินธรไม่เก็บค่าเข้าชม เพราะเป็นสถานที่ของกรมทรัพยากรธรณีลงทุนสร้างเพื่อให้เป็นสถานที่ให้ความรู้แก่ประชาชน ดังนั้นจะหากินกับเงินชาวบ้านไม่ได้ ถ้าหากการอนุมัติงบประมาณพัฒนารวดเร็วทันความต้องการและมีทุนสำรองให้ใช้ในยามคับขัน ฉันเห็นด้วยกับการเก็บค่าเข้าชม แต่ระบบข้าราชการไทยไม่เป็นเช่นนี้ ฉันเชื่อว่าชาวบ้านจะยินดีจ่ายหากราคาไม่แพง เช่น นักเรียน นักศึกษาคนละ 20 บาท ผู้ใหญ่คนละ 30 บาท อย่างน้อยฉันกับผู้อำนวยการนพรัตย์นี่แหละที่จะจ่ายเงินเพื่อให้พิพิธภัณฑ์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพของมัน
ภายในพิพิธภัณฑ์สิรินธรแบ่งเป็น 8 โซน เล่าเรื่องราวตั้งแต่การกำเนิดโลก การปรากฏสิ่งมีชีวิต วิวัฒนาการไดโนเสาร์ เรื่อยไปจนถึงเรื่องมนุษย์ เส้นทางการเดินยาว 800 เมตร ส่วนระยะเวลาการชมแล้วแต่ความสนใจส่วนบุคคล บางคนสนใจมากก็หยุดศึกษานาน บางคนชอบให้ภาพเล่าเรื่องก็จะผ่านไปเร็ว แต่ทางที่ดีอยากให้อยู่ศึกษากันนานๆ โดยเฉพาะคนกาฬสินธุ์ ที่จะได้นำความรู้ไปพูดต่อให้จังหวัดบ้านเกิดเป็นดินแดนดึกดำบรรพ์ที่มีชีวิตของประเทศไทย
ตามรายทางในกาฬสินธุ์จะมีไดโนเสาร์ตัวเขื่องรอให้คนเข้ามาถ่ายรูปเป็นระยะ ร้านอาหารบางร้านใช้ชื่อ “ครัวไดโนเสาร์” เรื่องไดโนเสาร์จึงกลายเป็นจุดขายของเมืองน้ำดำนี้ไป ฉันมีโอกาสคุยกับแม่ค้าที่มีลูกชายตัวเล็กดูการ์ตูนอยู่ในร้าน เธอบอกว่าเธอพาลูกชายไปพิพิธภัณฑ์สิรินธรบ่อย เพราะลูกชายเรียกร้องให้ไป จึงลองถามเรื่องค่าเข้าชมว่าถ้าเก็บค่าเข้าสัก 20 บาท จะยังไม่เที่ยวอยู่ไหม เธอตอบตอนนี้ชอบที่ไม่เก็บค่าเข้าชม แต่ถ้าเก็บขึ้นมาก็จ่ายได้ เพราะลูกชายจะได้ความรู้ ดีกว่าต้องไปเรียนพิเศษหลายพัน
นอกจากเส้นทางไดโนเสาร์ที่อธิบายวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตและการเปลี่ยนแปลงของโลก เมืองกาฬสินธุ์ยังมีคำอธิบายประวัติศาสตร์ไทยสมัยทวารวดีเอาไว้ด้วย
“เสมาทวารวดี” พบในเมืองฟ้าแดดสงยาง จ.กาฬสินธุ์ ห่างจากตัวจังหวัด 19 กิโลเมตร และห่างจาก อ.กมลาไสย 7 กิโลเมตร ใบเสมามีหลายลักษณะ ทั้งกลม สี่เหลี่ยม มีฐานเป็นกลีบบัว หรือไม่มีฐาน ทำจากหินทราย เชื่อกันว่าใบเสมาใช้เพื่อบ่งบอกอาณาบริเวณของวัดหรือสถานที่สำคัญทางศาสนา อีกทั้งยังใช้เป็นแผ่นศิลาจารึกเรื่องราวพุทธประวัติและมหานิบาตชาดกด้วยการสลักภาพนูนต่ำไว้อย่างประณีต
เส้นทางใบเสมามีความน่าสนใจไม่ยิ่งหย่อน มันสามารถพาเราไปยังพระธาตุยาคู หรือพระธาตุใหญ่ เจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม ก่อสร้างตั้งแต่สมัยทวารวดีจนถึงรัตนโกสินทร์ รอบๆ องค์พระธาตุพบใบเสมาแกะสลักภาพพุทธประวัติที่ยังความสมบูรณ์มาเป็นร้อยๆ ปี เมื่อวันสงกรานต์ครั้งนั้นเคยมาที่พระธาตุยาคูแล้วครั้งหนึ่ง ได้มาเจอนักท่องเที่ยวจากขอนแก่นขับรถพาครอบครัวมาเที่ยวที่พระธาตุยาคูนี้ตามคู่มือ จ.กาฬสินธุ์ เขาบอกเห็นในภาพพระธาตุดูยิ่งใหญ่และสวยงาม แต่พอมาเห็นของจริงแล้วไม่ใหญ่อลังการเท่าที่คิดไว้ จึงได้แต่ยืนใต้ร่มไม้แล้วคิดกับตัวเองว่า ขับรถมาตั้งนาน เจอแค่นี้เองเหรอ ฉันจึงอยากคิดกับตัวเองตอนนี้ดูบ้างว่า ถ้านักท่องเที่ยวท่านนั้นทราบความสำคัญของพระธาตุยาคูว่าเป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองฟ้าแดดสงยาง มีอายุมาตั้งแต่สมัยทวารวดี และมีเรื่องราวให้ศึกษาในใบเสมาโดยรอบ เขาก็จะสนุกและก้าวออกมาศึกษาของดี
ใบเสมา ถือเป็นเอกลักษณ์ของอีสาน เนื่องจากแทบไม่พบในภาคอื่นๆ เลย อย่างที่ จ.ชัยภูมิ ก็พบใบเสมาสมัยทวารวดีมากโข แต่จะกล่าวต่อไปในฉบับหน้า ขอเรียกน้ำย่อยไว้เท่านี้ก่อน
ที่ภูค่าวก็มีหลักฐานทางพระพุทธศาสนาในสมัยทวารวดีเช่นกัน ที่วัดพุทธนิมิตร เป็นพระแบบทวารวดีนอนท่าสีหไสยา เอามือพับขึ้นรองเศียรแทนที่จะตั้งมือขึ้นแบบพระนอนสมัยอยุธยา พระนอนที่ภูค่าวจำหลักนูนจากผนังหน้าผาที่เนินเขาสูง เป็นความสวยงามที่น่าประหลาดใจในขั้นตอนการก่อสร้าง และการแกะหินผาให้เป็นพระพุทธรูปเช่นนี้ที่ชัยภูมิก็ปรากฏเช่นกัน แสดงให้เห็นความยิ่งใหญ่ของศิลปะทวารวดีในภาคอีสานที่น่าจะเป็นวัฒนธรรมในอดีตที่ยิ่งใหญ่มากบนดินแดนที่ราบสูงนี้ อีกหนึ่งความพิเศษคือโบสถ์สร้างขึ้นจากไม้ที่ได้จากก้นเขื่อนริมปาว เห็นจากความใหญ่กว้างของไม้แล้วพอจะนึกได้ว่าใต้เขื่อนริมปาวเคยเป็นป่าไม้ที่สมบูรณ์
การเดินทางในกาฬสินธุ์ ใครมีรถก็ใช้รถ ใครไม่มีก็ขึ้นสกายแล็บหรือรถมอเตอร์ไซค์พ่วงหลังให้ผู้โดยสารนั่ง สกายแล็บในภาคอีสานมีหลายที่ แต่เห็นว่าที่กาฬสินธุ์น่าจะเป็นจังหวัดแรกที่มีและใช้ชื่อนี้ เขามีจัดเป็นโปรแกรมทัวร์เมืองกาฬสินธุ์ ชั่วโมงครึ่ง ราคา 200 บาท นั่งได้ 46 คน แล้วแต่ไซส์ของผู้โดยสาร จะแวะให้ชมสถานที่ท่องเที่ยว 10 จุด เช่น วัดกลาง ที่ที่มาได้ความรู้เรื่องไม้สำโรงกลับไป หลวงพี่ที่วัดชี้ให้ดูที่ตั้งของพระพุทธสัมฤทธิ์นิรโรตันตราย ว่าทำจากไม้สำโรงที่มีน้ำหนักเบาและปลวกไม่กิน และชาวบ้านจะใช้ไม้สำโรงในการร่อนข้าวเหนียวเพราะข้าวจะไม่ติดไม้ ก่อนกลับหลวงพี่ยังฝากเม็ดต้นสำโรงให้กลับไปปลูกที่บ้านอีกเป็นกำมือ
กาฬสินธุ์มีหมู่บ้านของชาวผู้ไทยอยู่ที่บ้านโพน อ.คำม่วง มรดกของชาวผู้ไทยตั้งแต่บรรพบุรุษที่ตอนนี้โด่งดังระดับประเทศคือ “ผ้าแพรวา” แพร แปลว่า ผ้า วา แปลว่า 1 วา ในอดีตชาวผู้ไทยทอผ้าเพื่อไว้ใช้เป็นสไบพาดบ่า ดังนั้นความยาว 1 วาของแต่ละคน จะได้ผ้าพาดบ่าที่มีความยาวพอดีกับตัวเอง แต่ปัจจุบันชาวผู้ไทยมิได้ทอผ้าแค่สไบเพื่อใช้ในบ้านเรือน แต่ได้นำฝีมือความประณีตมาสร้างรายได้ให้หมู่บ้านและครอบครัว
ความโดดเด่นของผ้าแพรวาอยู่ที่ “ลวดลาย” ผู้เฒ่าผู้แก่จะมีตำราลายผ้าแพรวาสืบทอดมายังลูกหลาน ในตำราจะมีลวดลายที่ไม่ซ้ำกันถึง 60 ลาย โดยความยาวของผ้าจะแบ่งลายเป็น 10 ล็อก ซึ่งแต่ละล็อกจะมีลายที่ไม่ซ้ำกัน เป็นความเด็ดดวงของผ้าแพรวาที่ผ้าอื่นไม่มี แต่ราคาก็สูงเท่าความสวยที่มาก ผ้าแพรวาผืนใหญ่ลายไม่ซ้ำกัน 10 ลาย ราคา 1.5 หมื่นบาท
ทุกวันนี้ชาวผู้ไทยยังทอผ้าขาย ยังไม่มีบ้านไหนใช้เครื่องจักรในการทอผ้า โดยจะรับไหมมาจากระนอง ด้วยความประณีตและเอกลักษณ์ของลวดลาย ทำให้ผ้าแพรวาเป็นผ้าของฝากและเป็นวัตถุดิบในการตัดชุดของพวกผู้ดี
ขอแวบกลับมาที่ตลาดสดเพื่อที่จะพามาพบกับ “ข้าวเขาวง” ร้านขายข้าวในตลาด ทุกร้านจะมีข้าวเขาวงขายพูนกระสอบ กิโลกรัมละ 30-40 บาท เขาว่ากันว่าข้าวเขาวงหอมและกินอร่อย เพราะลักษณะแปลงนาที่เขาวงมีเขาล้อมรอบ เหมาะแก่การปลูกข้าวอย่างมาก ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาจึงมีคุณภาพไปตามดินและสภาพอากาศ ด้วยความที่เห็นว่าที่ตลาดก็มีข้าวเขาวงกันให้ล้นกระสอบ จึงอยากสืบหาเรื่องข้าวเขาวงตามโรงสีข้าวริมทาง แต่ก่อนที่จะทราบเรื่องข้าวเขาวง ได้เจอกับเรื่องน่าประหลาดใจของโรงสีข้าวเสียก่อน เพราะตลอดเส้นทางกาฬสินธุ์ร้อยเอ็ด มีโรงสีข้าวของชาวบ้านประมาณ 40 โรง แต่ละโรงมีข้าวเปลือกรอสีสูงเป็นภูเขา
จากการสอบถามเรื่องข้าวเขาวงว่า ข้าวที่ขายอยู่ในท้องตลาดเป็นของแท้ไหม ลุงเจ้าของโรงสีแห่งหนึ่







