
หยุดขยะข้อมูลปฏิกูลข่าวสารด้วย ‘กาลามสูตร’ (ตอนแรก)
ท่ามกลางความเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วของข้อมูลข่าวสารในยุคโลกาภิวัตน์ ทําให้มี “ข้อมูลข่าวสาร”
ท่ามกลางความเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วของข้อมูลข่าวสารในยุคโลกาภิวัตน์ ทําให้มี “ข้อมูลข่าวสาร”
โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
ท่ามกลางความเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วของข้อมูลข่าวสารในยุคโลกาภิวัตน์ ทําให้มี “ข้อมูลข่าวสาร” จํานวนมากไหลผ่านทางด่วนข้อมูลข่าวสารอย่างเช่น อินเทอร์เน็ต ฟอร์เวิร์ดเมล เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ เป็นต้น ในแต่ละวันอย่างรวดเร็วไปถึงผู้รับมากหน้าหลายตา ข้อมูลบางอย่างก็เป็น “ข้อเท็จจริง” บางอย่างก็เป็น “ข้อเท็จ” บางอย่างก็เป็นเพียงข่าวลือ ข่าวปล่อย บางอย่างก็เป็นเพียงการใส่ร้ายป้ายสี บางอย่างก็เป็นเพียงทัศนคติของนักคิด นักเขียน นักวิจารณ์บางคน ซึ่งคิดเห็นไปตามอัตโนมัติของตนโดยไม่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลกับแหล่งข้อมูลเดิมอย่างถูกต้อง บางอย่างก็เป็นเพียง “ส่วนเสี้ยว” ของบทสัมภาษณ์ ของคํากล่าว ของสุนทรพจน์ ของบทความ (ซึ่งหากจะฟังให้ได้เนื้อหาครบถ้วน ก็ต้องฟังตั้งแต่ต้นจนจบ พร้อมทั้งดูบริบทของข้อความนั้นๆ ประกอบด้วย)
เวลานี้ ข้อมูลจํานวนมากเหล่านี้แพร่หลายกระจายไปทั่วโลกและลอยฟ่องอยู่ในฐานข้อมูลของใครต่อใครมากมาย ผิดบ้าง ถูกบ้าง จริงบ้าง เท็จบ้าง ท่ามกลางข้อมูลจํานวนมาก หากผู้รับสารไม่ใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบ ก็มีโอกาสง่ายมากที่จะถูกข้อมูลเหล่านั้นทั้งจริงและเท็จ “ปลุกปั่น” ให้เห็นผิด “บิดเบือน” ไปจากข้อเท็จจริงแท้ๆ ไปได้ต่างๆ นานา แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงยิ่งไปกว่าความเข้าใจผิดก็คือ จะก่อให้เกิดความเกลียดชังต่อบุคคล หรือสถาบัน องค์กรต่างๆ ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นพาดพิงถึงทั้งโดยตรงและโดยอ้อม และความเกลียดชังอันมีรากฐานมาจากความเข้าใจผิดเหล่านี้เอง ก็จะกลายเป็นสาเหตุแห่งความรุนแรงในสังคมไทยและในโลกสืบต่อไป (หากแก้ไขไม่ทันหรือปฏิบัติต่อมันไม่ถูกต้อง)
ผู้เขียนเอง ถูกสังคมสมมติว่าเป็น “บุคคลสาธารณะ” คนหนึ่งของสังคมไทย แม้จะไม่ใช่บุคคลสาธารณะที่สลักสําคัญอะไร หากเป็นแต่เพียงพระธรรมดาๆ รูปหนึ่งเท่านั้น ทว่าถึงกระนั้น ก็มีผู้นําเอาข้อคิด ความเห็น ข้อเขียน บทความ บทสัมภาษณ์ หรือถ้อยเทศนาไปอ้างอิงอยู่เสมอ ทั้งนี้ โดยการขออนุญาตอย่างถูกต้องบ้าง ไม่ได้ขออนุญาตบ้าง และข้อมูลเหล่านั้นก็มีที่มาจากแหล่งข้อมูลต่างกัน
ในการอ้างอิงข้อความ คําพูด คําเทศน์ ข้อคิดความเห็นต่างๆ ของผู้เขียนนั้น บางท่านก็ทําอย่างมีจรรยาบรรณ คือ มุ่งมั่นเผยแผ่สิ่งดีงามตามเจตนารมณ์ของผู้เขียนที่มุ่งมั่นเผยแผ่พุทธธรรมคําสอนที่ถูกต้องถ่องแท้ มุ่งประโยชน์สุขแก่คนทุกกลุ่มทั่วถึงทั้งโลก แต่บางท่านก็ทําอย่างขาดจรรยาบรรณ คือ นําเอาผลงานของผู้เขียนมาอ้างอย่างขาดความรอบคอบ ขาดความระมัดระวัง ไม่ตรงกับเจตนารมณ์เดิมแท้ของเรื่องหรือข้อความนั้นๆ หรือบางคนก็หยิบมาอ้างเพื่อเอามันเข้าว่า โดยไม่สนใจว่าเดิมนั้นเจ้าของผลงานเขามีเจตนารมณ์อย่างไรจึงพูดหรือเขียนเช่นนั้น และพูดหรือเขียนเช่นนั้นภายใต้บริบทแวดล้อมอย่างไรในขณะนั้น
สําหรับบางคนก็ไปไกลกว่านั้น นั่นก็คือตั้งเจตนาในทางเสียหายไว้แต่ต้น คือ ไม่ว่าผู้เขียนจะพูด จะเขียน จะแสดงธรรมอย่างไร ก็มุ่งมองไปในทางหาเลศ “จับผิด” และกล่าวอ้างให้ข้อความต่างๆ เหล่านั้น ถูกบิดผันไปในทางเสียหายแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือคนใดคนหนึ่งอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพยายามเชื่อมโยงให้เกิดผลเสียหายในทางการเมือง (ซึ่งไม่ควรอย่างยิ่ง) น่าเศร้ายิ่งกว่านั้นก็ตรงที่บางคน ใช้วิธี “เขียนข้อความขึ้นมาใหม่” แล้วหยิบใส่ปากว่าผู้เขียนเป็นคนพูด เป็นคนคิด เป็นคนเขียน เสียเลย (อาศัยช่องที่วิสัยของสมณะไม่นิยมตอบโต้ใคร จึงพูด เขียน วิพากษ์วิจารณ์ ตีกินไปได้เรื่อยๆ แล้วก็เหมาเอาว่าผู้เขียนคิด เชื่อเช่นนั้น ทั้งๆ ที่เป็นอคติ ซึ่งตัวเองสร้างหรือจินตนาการขึ้นมาแท้ๆ)
จากนั้น ก็เผยแพร่ข้อมูลเหล่านั้นออกไป พร้อมทั้งใส่ชื่อผู้เขียนเสียด้วยก็มี เช่น ข้อความง่ายๆ ซึ่งเป็นเพียง “มุขตลก” ที่ใช้พูด ใช้อํากันบทเวทีตลก ที่บอกว่า “ความดีเหมือนกางเกงใน ต้องใส่ไว้ข้างใน ไม่ใช่เอามาพูดอวดกับคนอื่นเขาไปทั่ว” ก็ยังเอามายกให้เป็นคําพูดของผู้เขียน (ยังมีข้อความที่ทั้งไม่สุภาพ ฟังแล้วไม่สมเหตุสมผล ไม่เหมาะไม่ควร ทํานองนี้อีกมากมายที่ถูกเผยแพร่แล้วก็บอกว่าเป็นคําพูดของผู้เขียน ที่หนักหนาสาหัสถึงขั้นอยากให้คนฆ่าแกงกันก็มี แต่ขอละไว้ไม่นํามากล่าว เพราะเห็นว่าจะขยายประเด็นโดยใช่เหตุ) อย่างนี้ เป็นต้น
ด้วยสถานภาพของความเป็นนักบวช ผู้เขียนระมัดระวังคําพูดเสมอ ด้วยสถานภาพของคนที่ใช้ภาษาไทยในการทํางานเขียนเป็นประจํา ผู้เขียนรู้ดีว่าภาษาอย่างไรควรใช้ในการสื่อสารหรือไม่ควรใช้ และด้วยสถานภาพของคนที่หวังดีต่อประเทศชาติบ้านเมืองและมนุษยชาติ ผู้เขียนระมัดระวังอย่างที่สุดที่จะเอ่ยอ้างคําเทศน์ คําสอน หรือเขียนบทความต่างๆ ไม่ให้ก่อผลกระทบในทางเสียหายแก่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งๆ ที่ระวังเป็นอย่างยิ่งเช่นนี้ ก็ยังคงมีอยู่เสมอ ที่มีผู้ “แปรเจตนารมณ์” ของผู้เขียนไปใช้ในทางเสียหายและก่อให้เกิดผลในทางไม่ดีแก่ผู้อื่น ทั้งนี้ จะด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือจะด้วยเจตนาเช่นไรก็แล้วแต่ แต่การทําเช่นนั้น ขอให้ทราบว่า ไม่ได้เกิดจากเจตนาของผู้เขียนอย่างแน่นอน
&<2288;







