
อะไรๆก็กู...เกิล
ด้วยคุณสมบัติเด่น ดูง่าย ใช้คล่อง ทำให้ “กูเกิล” กลายเป็นเสิร์ชเอนจินยอดฮิต ติดลมไอที ชนิดที่กลืนกินพฤติกรรมคนรุ่นใหม่อย่างน่าเป็นห่วง
ด้วยคุณสมบัติเด่น ดูง่าย ใช้คล่อง ทำให้ “กูเกิล” กลายเป็นเสิร์ชเอนจินยอดฮิต ติดลมไอที ชนิดที่กลืนกินพฤติกรรมคนรุ่นใหม่อย่างน่าเป็นห่วง
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
น่าคิด...กับฟอร์เวิร์ดเมลฉบับหนึ่ง ในหัวข้อ “คนไทย...อะไรมากที่สุด” กับรูปแบบการนำเสนอสถิติเปรียบเทียบปริมาณ “เนื้อหา” เชิงสะท้อนว่าคนไทยสนใจผ่านจำนวนเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในโลกไซเบอร์ ผ่านการค้นหาในเสิร์ชเอนจินเจ้าดังอย่างกูเกิล
ตัวอย่างเช่น คนไทย “ดู” อะไรมากที่สุด คำตอบที่ได้คือ “ดูดวง” 6.78 ล้านผลการค้นหา
ตามมาด้วย “ดูหนังออนไลน์” 5.4 ล้านผลการค้นหา “ดูดวงความรัก” 4.8 ล้านผลการค้นหา ฯลฯ แม้จะไม่แปลกใจ แต่ก็อดหวั่นใจกับผลที่ออกมาไม่ได้
ยิ่งมาเจอคำถามต่อมาว่า คนไทย “กัด” อะไรมากที่สุด คำตอบขำๆ แต่น่าตกใจ คือ “กัดสีขน” 10 ล้านผลการค้นหา ตามมาด้วย “กัดสีผม” 7.5 ล้านผลการค้นหา ขณะที่ “กัดเล็บ” และกัดฟัน มีเพียงแค่ 5 แสน กับ 3 แสนผลการค้นหา
“เทคโนโลยี” ปัจจุบัน สะท้อนค่านิยมของสังคมในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ด้วยตัวเลขได้อย่างน่าสนใจ แม้ตัวเลขนั้นจะไม่สามารถ “ชี้วัด” ความถูกต้องได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม
ด้วยคุณสมบัติเด่น ดูง่าย ใช้คล่อง ทำให้ “กูเกิล” กลายเป็นเสิร์ชเอนจินยอดฮิต ติดลมไอที ชนิดที่กลืนกินพฤติกรรมคนรุ่นใหม่อย่างน่าเป็นห่วง เพราะเมื่อไหร่ที่นึกอะไรไม่ออกบอกกูเกิล สิ่งที่อยากได้และไม่อยากได้ก็จะไหลออกมากองตรงหน้าในไม่กี่อึดใจ
ขนาดยักษ์ใหญ่อย่าง “ไมโครซอฟท์” พยายามเข็น “บิง” ออกมาแข่งขันช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาด ทว่าสุดท้ายด้วยคุณสมบัติที่ด้อยกว่า ทำให้ “บิง” ต้องจำใจยอมแพ้แบบราบคาบ จนต้องปล่อยให้ “กูเกิล” เป็นที่พึ่งพิงแรกของนักเล่นเน็ตต่อไป
ยิ่งปัจจุบันการปรับปรุงรูปแบบให้ “กูเกิล” ไม่ใช่แค่ทำหน้าที่หลักเพียงแค่ “คัดกรอง” ข้อมูลมากมายมหาศาลท่ามกลางคลื่นลูกที่ 4 ที่ถาโถมมาไม่บันยะบันยัง แต่ยังแต่งแต้มด้วย “ลูกเล่น” อีกสารพัดตอบสนองความต้องการคนรุ่นใหม่
ทั้งการ “แปลภาษา” ถอดความเนื้อหายาวเป็นหน้าๆ ได้เพียงแค่คลิกเมาส์ไม่กี่ที ถึงจะไม่สละสลวยถูกไวยากรณ์สมบูรณ์แบบ แต่ก็พอจับใจความเข้าใจได้ หรือรูปแบบการให้บริการแผนที่ทั่วโลกด้วยรูปแบบที่ใช้ง่าย จนกระแสความนิยมกำลังพุ่งแรง
ไม่น่าแปลกใจที่ดิกชันนารีหลายสำนักต้องบัญญัติศัพท์ “กูเกิล” เพิ่มเติมลงไปในสารบบคำใหม่ที่ใช้กันแพร่หลาย ในเมื่อวันนี้ “กูเกิล” ติดอันดับเว็บไซต์สามัญประจำบ้าน ด้วยจำนวนผู้ใช้หลายล้านคนทั่วโลก ที่เป็นฐานสำคัญหนุนให้ “กูเกิล” แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
แม้แต่ “กัมพูชา” ยังต้องหันมาทำหนังสือชี้แจงไปถึง “กูเกิล” เพื่อให้ปรับเปลี่ยนแผนที่บริเวณปราสาทพระวิหารที่ใน “กูเกิลแมพ” ที่ระบุว่าเป็นของไทย ในช่วงที่กัมพูชากำลังดิ้นสุดแรงกับการจัดทำแผนบริหารจัดการพื้นที่ร่วมกับกรรมการจากอีก 7 ประเทศ ไปเสนอคณะกรรมการมรดกโลกในเดือนก.ค.นี้
ต้องยอมรับว่า “น้ำหนัก” ในการอ้างอิงกูเกิลแมพกับการต่อสู้ประเด็นพิพาทระหว่างประเทศ อาจไม่ถึงขั้นชี้เป็นชี้ตาย แต่ในแง่ทางอารมณ์ที่พอจะ “ชี้นำ” ความรู้สึกได้ไม่มากก็น้อย และสุดท้ายทาง “กูเกิล” ยังยอมที่จะปรับเปลี่ยนข้อมูลในแผนที่ตามที่กัมพูชาร้อง
อิทธิพลของเสิร์ชเอนจินเจ้านี้ยังก่อตัวเป็น “ดัชนี” ชี้วัดค่านิยม สะท้อนความสนใจในแต่ละช่วงเวลาของสังคมได้เป็นอย่างดี แม้จะมีข้อจำกัดเรื่องเนื้อหาที่ไม่กว้างขวาง หรือหลากหลายตามสภาพความเป็นจริงของสังคม แต่เจาะจงแค่ในกลุ่มคนส่วนหนึ่งที่เข้าถึงเทคโนโลยี
หากตั้งรับไม่ดี “ดัชนี” ดังกล่าวอาจถูกนำมาบิดเบือน และกลายเป็นเครื่อง “ชี้นำ” อารมณ์ความรู้สึก หรือตีกรอบให้จำกัดอยู่ในพื้นที่ที่เจ้าเสิร์ชเอนจิน “คัดกรอง” และกำหนดรับรู้รับทราบ หรือตีทางให้เราเดินบนเส้นทางไซเบอร์
ในเมื่อ “จุดอ่อน” สำคัญบนโลกเสมือนแห่งนี้ คือปริมาณข้อมูลมหาศาลที่ล้อมรอบตัวเราและเพิ่มขึ้นทุกวินาที การ “คัดกรอง” จึงเป็นอีกหน้าที่สำคัญ ที่หากผู้ใช้มองข้ามอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการเลือกรับรู้รับทราบข้อมูล
ในเมื่อ “ข้อมูล” หลายแหล่งที่มา สุ่มเสี่ยงต่อความมั่นคงของสังคม สุ่มเสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมาย สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดศีลธรรม หากหาทางตั้งรับไม่ดีอาจจะเป็นอันตรายย้อนกลับมา แต่อีกด้านหนึ่ง ยังจำเป็นต้องรักษาสมดุลระหว่าง “คัดกรอง” กับ “เซ็นเซอร์”
ยังไม่พูดถึงแง่มุมเชิงเศรษฐกิจ ที่ต้องสูญเสียโอกาสการแข่งขันในตลาดที่นับวันจะโตขึ้นเรื่อยๆ เมื่อครั้งหนึ่งก่อนกูเกิลจะเป็นที่รู้จัก เสิร์ชเอนจินสัญชาติไทยอย่าง “สยามกูรู” ก็เคยถือกำเนิดขึ้นมาก่อนกูเกิล ก็ต้องถูกมองข้ามไปตั้งแต่ยังไม่ทันได้เป็นที่รู้จัก
คงไม่ต้องหวังถึงขั้นการพัฒนาเทคโนโลยีอย่าง “จีน” ที่กล้าออกมา|หักหาญกับ “กูเกิล” แบบไม่ลดราวาศอก เมื่อจีนเองมีศักยภาพและความได้เปรียบในเชิงปริมาณของประชาชน จนออกเสิร์ชเอนจินของตัวเองมาแข่งขัน แม้ระยะหลังเรื่องนี้จะบานปลายและซับซ้อน จนกลายเป็นหนังม้วนยาวที่ไม่น่าจะจบลงง่าย
ที่กล่าวมามิได้มีเจตนาตำหนิติติงในคุณประโยชน์อันฉกาจฉกรรจ์ของ “กูเกิล” แต่เป็นการอดสงสัยถึง “ทางเลือก” ในโลกเสมือนแห่งนี้ กับหน้าที่คอยถ่วงดุลไม่ให้ผู้ใช้ถูกลากจูงไปด้านใดด้านหนึ่งโดยง่าย
คงไม่ต่างจากคำถามในอีเมลที่เกริ่นไว้ตอนต้น เรื่อง “คนไทย...อะไรที่สุด” เมื่อวันนี้น่าจะต้องคิดว่า นอกจาก “อะไร” ที่เป็นที่สุดแล้ว ยังมีอีกคำถามที่น่าสนใจว่า “อะไรก็กู...เกิล”







