
ธรรมปฏิบัติ การอัญเชิญพุทธเมตตาเข้าสู่จิต(๑)
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส [email protected]
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส [email protected]
“ธรรมส่องโลก” ในฉบับนี้ ขอขัดตาทัพก่อนนำสู่เรื่องที่คงค้างไว้ในฉบับที่ผ่านมาว่าด้วย “อนุโมทนาสาธุจากการไปปฏิบัติศาสนกิจของอาตมาในชมพูทวีป (อินเดีย) จากโครงการ ธรรมจักรบูชาธรรมยาตรา สู่...มาฆบูชาโลก” ที่จะจัดให้มีขึ้นในวันที่ ๒๖๒๘ ก.พ.นี้ ณ วัดเวฬุวันมหาวิหาร ราชคฤห์ มคธชนบท (รัฐพิหาร) ซึ่งจะนำมาบรรยายสรุปให้ฟังในฉบับหน้า
วันนี้จึงขอนำธรรมปฏิบัติที่ได้สอนให้กรรมฐานกับม.ล.สราลี กิติยากร และคณะ เมื่อวันที่ ๑๗ ม.ค. ๒๕๕๓ มาให้สาธุชนผู้สนใจปฏิบัติ ได้ศึกษาเพื่อประกอบการปฏิบัติ อันเป็นอุบายวิธีที่ไม่ยาก สามารถอ่าน เข้าใจ และปฏิบัติได้เลย จึงขอเจริญพรมายังศรัทธาผู้สนใจศึกษาธรรม เพื่อความเจริญในธรรม พึงน้อมนำไปปฏิบัติ จะได้ประโยชน์อย่างยิ่ง หากมีปัญหาใดๆ จากการปฏิบัติ ให้จดหมายเข้ามาถามกันได้เลย...
ขอเจริญพร
๑.ตั้งจิตไว้ที่ลม
๑.๑ รู้ลมเข้าลมออก
นั่งในท่าสมาธิ หลับตา ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติให้มั่น กำกับมือบนหน้าตักให้กระชับตลอดเวลา ให้รู้ว่ามือทั้งสองข้างเกาะกันอยู่ เป็นการเตือนสภาพความรู้สึกของเราว่าเรารู้กายอยู่
ให้รู้อยู่ที่ลมเข้าลมออกเป็นบรรทัดฐาน เป็นปฐมบท เมื่อหายใจเข้าเราก็พึงรู้ ไม่ใช่หายใจอย่างเลื่อนลอยแบบที่เราเป็นอยู่ตามปกติ ซึ่งจิตเรามักก็จะคิดไปในเรื่องต่างๆ โดยไม่ได้มาอยู่ที่การทำงานของลมเข้าออก ทั้งๆ ที่ลมเข้าออกเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของชีวิต หากขาดลม เราก็ขาดใจ กายแตก พระพุทธเจ้าทรงยกกองลมเป็นปฐมบท เป็นเอกในการให้จิตนั้นรู้จักการทำงาน เป็นกองกรรมฐานของจิตโดยไม่ยากเลย
หายใจเข้าเราก็กำหนดรู้ว่าหายใจเข้า หายใจออกเราก็กำหนดรู้ว่าหายใจออก ไม่ปล่อยปละละเลย ถ้าขาดตอน จิตแส่ส่ายไปที่อื่นเมื่อใด กรรมฐานเราก็จะไม่ก่อให้เกิดกำลังของจิตที่เป็นสมาธิ หรือไม่เกิดความตั้งมั่นของจิต ให้ดึงจิตกลับมาไว้ที่ลมทุกครั้ง เรียกว่าตั้งจิตไว้ที่ลม อย่าให้จิตตกหล่นไปจากลมทั้งเข้าและออก
ลมเข้ายาวพึงรู้ ลมเข้าสั้นพึงรู้ ลมออกยาวพึงรู้ ลมออกสั้นพึงรู้ หายใจเป็นปกติตามธรรมชาติ ไม่บังคับ ควบคุม กดขี่ข่มเหง หน้าที่ของเราคือ พึงรู้ลมเข้าลมออก
๑.๒ รู้ลักษณะลม
ให้กำหนดรู้เข้าไปให้ละเอียดในลักษณะของลมหายใจ รู้ว่าร้อนหรือเย็น โดยจิตต้องจดจ่อเข้าไปในกองลม เรียกว่าตั้งอยู่ในลม ไม่ตกหล่นไปจากลม จิตก็จะรวมเข้าๆ เป็นหนึ่ง เหลือแต่ตัวรู้ เสมือนว่าลมนั้นดับ เหมือนกับว่าลมหายไป ลมนั้นเบาลงๆ จนที่สุดลมหายไป หรือเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย
๒.รู้ต้นลม กลางลม และปลายลม
เมื่อหายใจเข้ายาวๆ โดยให้ลมไหลเข้าช้าๆ ลึกเข้าไปจนถึงหน้าท้อง ให้นึกว่า ต้นลมอยู่ที่หน้าท้อง กลางลมอยู่ที่ทรวงอก และปลายลมอยู่ที่ปากโพรงจมูก
เมื่อหายใจออก ต้นลมก็อยู่ที่ปากโพรงจมูก กลางลมก็อยู่ที่ทรวงอก และปลายลมอยู่ที่หน้าท้อง หายใจออกให้หมดจนหน้าท้องแฟบ
ให้นึกแบ่งเป็น ๓ ส่วน คือ ต้นลม กลางลม และปลายลม ทั้งลมเข้าและลมออก เป็นการจัดความสัมพันธ์ของจิตกับกาย เบื้องต้นเราก็ให้กำหนดลมหายใจเข้ายาวออกยาว เข้าสั้นออกสั้น
กลางลมก็จะอยู่ที่ตำแหน่งเดิม คือ ที่ทรวงอก จิตจะลำดับใหม่ ตั้งกายตรงเสมอ
กำหนดรู้ชอบ คือ เห็นลม รู้ลม เห็นต้นลม กลางลม ปลายลม และรู้ตัวรู้ว่าเรานั่งตั้งกายตรงอยู่
ให้รวมจิตให้เข้มแข็ง และควมคุมตัวรู้ให้เข้มแข็งขึ้น อย่านั่งปล่อยจิตปล่อยใจ ให้ทำงานกำหนดรู้อยู่ ๓ ตำแหน่ง คือ ต้นลม กลางลม และปลายลม ทั้งลมเข้าลมออก ทำซ้ำเช่นนี้ วิธีนี้ทำให้สุขภาพกายดี เลือดลมไหลเวียนดี และจิตก็จะเข้มแข็ง
รู้ลม เห็นลม และรู้กาย การควบคุมดังกล่าวทำให้เราได้สติและสัมปชัญญะ
ต้องควบคุมกายให้เข้มแข็งในการทำงาน ควบคุมจิตให้ตั้งมั่น กายและจิตสัมพันธ์กันมาก จิตตั้งมั่น คือ ไม่นึกไปในเรื่องต่างๆ รู้อยู่เฉพาะกับลม
ปรับสภาพจิตอยู่ตลอด อย่าให้จิตหดหู่ ซึมเศร้า เบื่อหน่าย คับแค้น รำคาญ ฟุ้งซ่าน หรือเกิดความไม่ชอบใจ หรือชอบใจยินดีในกามทั้งหลาย ชำระจิตตลอดเวลา ให้ปราศจากนิวรณ์ทั้ง ๕ ที่เป็นอำนาจแห่งอกุศล โดยเรารู้ลมเข้าออก พร้อมกับการละอกุศลทั้งหลาย ความชอบ ความชัง ความเกลียด ความโกรธ หรือฟุ้งซ่าน
อ่านต่อฉบับหน้า
**ส่งคำถามหรือ แสดงความเห็นในเรื่องต่างๆได้ที่ คอลัมน์ธรรมส่องโลก หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ อาคารบางกอกโพสต์ 136 ถนน ณ ระนอง แยกสุนทรโกษา คลองเตย กทม. 10110 โทรสาร 02-671-3132







