
ฉ่ำใจในไร่สตรอเบอร์รี
...และอีกหลายกระทู้ที่ขึ้นตามเว็บบอร์ดนักเดินทางที่ประทับ ใจกิจกรรมเก็บสตรอเบอร์รีสดจากไร่ใน อ.สะเมิง จนต้องนำมาโพสต์ยั่วน้ำลายบรรดานักท่องเน็ตที่อยากมีประสบการณ์การเดินทางเช่นนี้บ้าง
ไล่เรียงตามกระทู้มากมายที่บรรยายความสนุกในไร่สตรอเบอร์รีสารพัดจนเกือบจะเคลิ้มตามไปด้วย แต่แล้วความคิดหนึ่งก็แวบผ่านเข้ามา
“แน่ใจได้ยังไงว่าปลอดภัย” นั่นน่ะสินะ...ความปลอดภัยจากสารเคมีของสตรอเบอร์รีเป็นเรื่องสำคัญไม่ใช่หรือ เพราะรู้ๆ กันอยู่ว่าเจ้าผลไม้ชนิดนี้ แม้หน้าตาสะสวยปานใด แต่พูดก็พูดเถอะ “สวยซ่อนพิษ” ทั้งนั้นแล้วปฏิบัติการลงมือตามล่าหาไร่สตรอเบอร์รีปลอดภัยก็เริ่มต้นขึ้นในเช้าวันหนึ่งปลายเดือนม.ค.
............................
นัดพิเศษของฉันใน จ.เชียงใหม่ เปิดฉากกันที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำนักงานเชียงใหม่ ที่ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่ อ.สะเมิง เมืองหลวงสตรอเบอร์รี ค่าที่เป็นแหล่งปลูกสตรอเบอร์รีใหญ่ที่สุดในเมืองไทยราวๆ 3,000 ไร่ มีเกษตรกรผู้ปลูกสตรอเบอร์รีเกือบ 800 ราย และแหล่งใหญ่ของ อ.สะเมิง นั้น อยู่ที่ ต.บ่อแก้ว ที่กินเนื้อที่ไร่สตรอเบอร์รีไปแล้วประมาณ 2,200 ไร่
พี่ทนุ ชื่นฟูวุฒิ ผู้ช่วยผู้อำนวยการธ.ก.ส. เชียงใหม่ เดินมาพร้อมกับข้อมูลแน่นปึ้กเกี่ยวกับไร่สตรอเบอร์รีของ อ.สะเมิง ซึ่งปัจจุบันได้มีการจัดตั้ง
“ชมรมผู้ผลิตสตรอเบอร์รีปลอดภัยอำเภอสะเมิง” โดยมีธ.ก.ส. เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ให้การสนับสนุนทางด้านสินเชื่อ ตลอดจนผลักดันให้ชาวบ้านเข้าไปสู่กระบวนการการปลูกสตรอเบอร์รีแบบยั่งยืน ปลอดสารเคมีสะเมิงมีสตรอเบอร์รีเป็นของดีคู่อำเภอมานานหลายสิบปี ถึงกับมีคำขวัญประจำอำเภอว่า
“สตรอเบอร์รีรสเยี่ยม ภูเขาสูงเทียมฟ้า ดอกไม้พันธุ์นานา บรรยากาศสวิตเซอร์แลนด์” และประมาณเดือนก.พ.ของทุกปี จะมีการจัดงานสตรอเบอร์รีของดี อ.สะเมิง ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันที่ 12–14 ก.พ.“
ไร่ที่เราจะไปนั้นเป็นไร่ที่ปลูกสตรอเบอร์รีเกือบเป็นเกษตรอินทรีย์ 100% ซึ่งเราจะได้เห็นแปลงของเขาขยายผลไปสู่ไร่อื่นๆ ของชาวบ้าน และที่นั่นจะเป็นศูนย์การเรียนรู้สตรอเบอร์รีของ อ.สะเมิง หรือคนจากพื้นที่อื่นได้เข้ามาศึกษาเรื่องราวของผลไม้ชนิดนี้” พี่ทนุ เล่า ก่อนเอ่ยชวนร่วมขบวนเดินทางไปยัง “สวนดอยแก้ว” ไร่สตรอเบอร์รีต้นแบบที่เอ่ยถึง“
กินข้าวกลางวันกันก่อนแล้วค่อยออกเดินทางนะ”จาก อ.เมืองเชียงใหม่ ปิกอัพคันเก่งก็พาเรามุ่งหน้าสู่แม่ริม ผ่านทางขึ้นเขาโค้งชันเป็นช่วงๆ เข้าสู่เขต อ.สะเมิง ระหว่างทางพี่ทนุ เล่าความเป็นมาของสะเมิงได้น่าฟังว่า สะเมิง เกิดมาจากคำว่า สามเมิง ตามสำเนียงภาษาไทยลื้อที่เรียกเมืองว่า เมิง ในสมัยที่เชียงใหม่รบกับพม่า ได้มีคนรักอิสระมาตั้งถิ่นฐานบริเวณนี้ เป็นสามบ้านสามเมือง ก็เลยเพี้ยนมาเป็นสะเมิง แต่ว่าบางคนสันนิษฐานว่ามาจากภาษากะเหรี่ยงที่หมายถึงแสงสว่าง
ผู้คนใน อ.สะเมิง ส่วนใหญ่สืบเชื้อสายปกากะญอ มีส่วนน้อยเป็นชาวม้ง ไทยลื้อ สองฟากถนนอุดมไปด้วยบ้านไม้ดูคลาสสิก ระหว่างทางเราแวะชิมกล้วยฉาบรสเด็ดจากกลุ่มแม่บ้านเกษตรรอยพระพุทธบาทป่ากล้วย ซึ่งกำลังฝานกล้วยน้ำว้าสุกเป็นชิ้นๆ ลงในกระทะร้อนฉ่า ไม่ต้องปรุงใดๆ ทั้งสิ้น หวานธรรมชาติจากกล้วยนี่แหละรสเยี่ยมที่สุดแล้ว จากนั้นก็พาไปชมบ้านป้าคำ
–ยายเมือง หญิงชาวไทยลื้อที่ยังคงทำผ้าทอมือขายให้นักท่องเที่ยวที่แวะเวียนผ่านไปมาในสะเมิง แล้วค่อยแวะไปถ่ายภาพกันที่ต้นขนุนโบราณ 400 ปีที่อยู่คู่ อ.สะเมิง ตราบจนทุกวันนี้จากนี้ไปเราจะเข้าสู่โลกแห่งสตรอเบอร์รี ผ่านเส้นทางขรุขระจากสภาพถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ
“ถนนสายนี้เป็นเส้นทางขนส่งสตรอเบอร์รีสำคัญ ที่เป็นหลุมเป็นบ่อ ชาวบ้านก็มาช่วยกันหยอดปูนกันกระแทก เวลาขนส่งสตรอเบอร์รีจะได้ไม่เสียหาย” พี่ทนุ แทรกเกร็ดระหว่างทางไปเรื่อยๆ แล้วในที่สุด ความไพศาลของไร่สตรอเบอร์รีใน ต.บ่อแก้ว ก็ปรากฏต่อทุกสายตา จนอดร้อง “ว้าว” ไม่ได้ แปลงสตรอเบอร์รีสีเขียวสดที่กลายเป็นริ้วลายผืนสวยบนแผ่นดินกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ทำให้รู้สึกเหมือนหลุดเข้ามาอีกโลกหนึ่ง การันตีถึงความเป็นแหล่งสตรอเบอร์รีใหญ่ที่สุดในเมืองไทยได้เป็นอย่างดีไม่นานนักโชเฟอร์ก็พาเรามาถึง สวนดอยแก้ว ของพี่วิทยา นาระต๊ะ เกษตรกรหัวก้าวหน้าผู้ปลูกสตรอเบอร์รีในวิถีทางเกษตรอินทรีย์ และวันนี้มั่นใจได้ว่าปลอดภัยแล้ว 100% จากการเรียนรู้ลองผิดลองถูกด้วยตัวเองมานานนับ 10 ปี วันนี้พี่วิทยากล้าการันตีแล้วว่า สวนของเขานั้นปลอดสารเคมี ผ่านการตรวจสอบจากกรมวิชาการแล้ว และเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเก็บกินสตรอเบอร์รีกันสดๆ จากไร่
“ขนาดเจ้าหน้าที่จากกรมวิชาการยังมาเก็บกินสดๆ กันเลย” เขาเล่ากลั้วหัวเราะปราชญ์สตรอเบอร์รีคนนี้ให้ข้อมูลว่า ชาวบ่อแก้วปลูกสตรอเบอร์รีทดแทนฝิ่นตามพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อหลายสิบปีก่อน แรกๆ พันธุ์ที่ปลูกเป็นพันธุ์ 16 และพันธุ์ 20 ซึ่งให้รสเปรี้ยว ผลเล็ก เหมาะที่จะนำไปแปรรูปในโรงงานมากกว่า จากนั้นมาการปลูกสตรอเบอร์รีของชาวบ้านก็พัฒนามาเรื่อยๆ มีการนำสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่ตอบสนองต่อสภาพอากาศมาปลูก และลงเอยที่พันธุ์ 329 จากกรมวิชาการเกษตรที่นำพันธุ์มาจากอิสราเอลมาปรับปรุงพันธุ์ จนได้เป็นสตรอเบอร์รีพันธุ์ใหญ่ ลูกดก ผลมีความกรอบ รสชาติหวานอมเปรี้ยว เหมาะทั้งกินสดและแปรรูปในโรงงาน ขณะที่สวนของเขานั้นปลูกทั้งพันธุ์ 329 พันธุ์พระราชทาน 60 ลูกเล็กกว่า แต่รสชาติหอมหวานกว่า และสุดท้ายคือพันธุ์พระราชทาน 72 ที่ทั้งหอมทั้งหวาน แถมมีความฉ่ำในเนื้อด้วยอีกต่างหาก
ในปลายปี 2551 ต่อปี 2552 อันเป็นฤดูของสตรอเบอร์รี เกิดโรคระบาดอย่างหนักในแปลงสตรอเบอร์รีทั่ว อ.สะเมิง สืบเนื่องจากการที่ชาวบ้านปลูกสตรอเบอร์รีซ้ำๆ บนแปลงเดิมเป็นเวลานาน และเป็นพืชชนิดเดียว ทำให้เกิดโรคระบาดทางดิน สภาพดินเป็น
“ดินตาย” ระบบรากเสียทำให้ต้นสตรอเบอร์รีอ่อนแอ บางคนแทบล้มทั้งยืนเมื่อพบว่าไร่สตรอเบอร์รีของตนนั้นเสียหายอย่างหนักจากโรคระบาดที่รุนแรงในครั้งนั้นจากนั้นชาวบ้านเริ่มจับเข่าคุยกันถึงทางออกของปัญหา ประกอบกับมีการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระองค์ทรงทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เสมือนพระบารมีหล่นมาจากฟากฟ้า มีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมวิจัยต้นตอของปัญหาและช่วยชาวบ้านหาทางแก้ไข จนเป็นที่มาของการจัดตั้งชมรมผู้ผลิตสตรอเบอร์รีปลอดภัยใน อ.สะเมิง
“
จริงๆ ชาวบ้านเขาก็ปลูกกันมานาน แต่ยังไม่มีกระบวนการจัดการที่เหมาะสม บางคนปลูกแปลงนี้ ก็แก้ปัญหาด้วยการย้ายไปแปลงอื่น มันก็ไม่ได้แก้ปัญหาอีก แต่มันกลับสร้างปัญหาของการบุกรุกป่าต้นน้ำ ทำอย่างไรจะให้เขาปลูกในแปลงเดิมได้อย่างยั่งยืน มันก็ต้องเกิดการจัดการระบบดินที่ดี จัดการน้ำ ปรับปรุงสายพันธุ์ และที่สำคัญมากๆ เลยก็คือคุณต้องมีใจรักในการปลูกสตรอเบอร์รี” พี่วิทยาชี้แจงในปีวิกฤตสตรอเบอร์รี ขณะที่ไร่คนอื่นได้รับความเสียหาย สวนดอยแก้วกลับเสียหายเพียง 20% ของพื้นที่เท่านั้น เนื่องจากพื้นที่ 10 ไร่ของสวนดอยแก้วมีระบบการจัดการดินที่ดี หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตหมดแล้ว ก่อนลงมือปลูกสตรอเบอร์รีในฤดูกาลถัดไป พี่วิทยาเริ่มปรับปรุงดินด้วยการใช้ปุ๋ยพืชสดไถกลบลงไปในดิน เพื่อเสริมธาตุอาหารในดินให้พอเหมาะ ก่อนลงมือปลูกสตรอเบอร์รี ที่ยังต้องการอาศัยการจัดการเรื่องน้ำเข้ามาเสริม แม้แต่สภาพอากาศก็ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของสตรอเบอร์รีเช่นกัน
“
ส่วนใหญ่สตรอเบอร์รีปลูกในความสูงที่ 800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง กรณีของพันธุ์พระราชทาน 60 ก็แค่ 600 เมตรฯ เท่านั้น แต่ทั้งนี้ขึ้นกับอากาศเย็น อุณหภูมิคงประมาณ 18 องศาเซลเซียส คงที่ 20 วันก็กระตุ้นการเกิดตาดอกได้แล้ว กลางคืนต้องยาว กลางวันต้องสั้น ยิ่งอากาศเย็นจะทำให้สตรอเบอร์รีมีผิวหนา ทนต่อการขนส่ง” ขณะที่อากาศร้อนจะทำให้สตรอเบอร์รีเกิดการบ่มในตัวเองเร็วขึ้น ผิวบาง เละได้ง่าย แล้วถ้ายิ่งมีการใส่ปุ๋ยเคมีด้วยแล้ว ยิ่งเร่งปฏิกิริยานี้มากเข้าไปอีกแกเลยแนะวิธีสังเกตง่ายๆ ว่าถ้าสตรอเบอร์รีนั้นปลอดสารจริงๆ มันจะอยู่ได้นานกว่า เพราะมีโครงสร้างแข็งแรงกว่า กัดกินปุ๊บ รับรู้ได้เลยว่ามันกรอบแบบเนื้อแน่น
แม้สตรอเบอร์รีเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความเปราะบาง ต้องอาศัยความเอาใจใส่มาก แต่มันก็ยังเป็นพืชอันดับหนึ่งที่ทำรายได้ให้กับเกษตรกรในภาคเหนือโดยเฉพาะ จ.เชียงใหม่และเชียงราย และที่ อ.สะเมิง ยังไงก็ยังเป็นพืชตัวเอกที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวบ้าน เพราะพื้นที่ 1 ไร่ ให้ผลผลิตสตรอเบอร์รี 2,500
–3,000 กิโลกรัม ราคาขายช่วงต้นฤดูตกอยู่ที่กิโลกรัมละ 200 บาท ลดหลั่นลงมาเรื่อยๆ จนถึงปลายฤดูที่เหลือเพียงกิโลกรัมละ 25 บาท เกรดสตรอเบอร์รีช่วงนี้เป็นแบบคละเกรด มักถูกส่งเข้าโรงงานแปรรูป“
ความรู้เรื่องสตรอเบอร์รีเราต้องอัพเดตกันวันต่อวัน ทุกอย่างมันพัฒนาไปหมด ไม่ว่าจะเรื่องสายพันธุ์ โรคแมลง มันปรับสภาพไปตามอากาศที่เปลี่ยนแปลงเพื่อความอยู่รอดของมัน มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน” ทุกวันนี้การเรียนรู้ยังไม่เคยหมดสิ้น พี่วิทยาได้นำพันธุ์สตรอเบอร์รีมาจาก 7 ประเทศ ได้แก่ เบลเยียม สเปน ฝรั่งเศส อิตาลี นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา และเนเธอร์แลนด์ มาทดลองปลูกดูว่าพันธุ์ใดจะตอบสนองต่ออากาศบ้านเราได้ดีที่สุด เนื่องจากพันธุ์ 329 ที่ปลูกอยู่นี้เริ่มมีภาวะที่ด้อยลงนอกจากการเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เก็บได้กินสตรอเบอร์รีกันสดๆ จากไร่ เก็บได้เท่าไหร่ก็มาชั่งกิโลกรัม คิดราคาตามน้ำหนัก มีสตรอเบอร์รีแปรรูปทั้งอบแห้ง แยมสตรอเบอร์รีจำหน่ายให้นักท่องเที่ยวด้วยแล้ว ในอนาคตอันใกล้ที่นี่ยังเป็นศูนย์การเรียนรู้สตรอเบอร์รีของชุมชนอีกด้วย
สำหรับเกษตรกร สตรอเบอร์รีเป็นผลไม้ที่สร้างชีวิตให้กับเขา ส่วนนักท่องเที่ยวแล้ว สตรอเบอร์รีคือผลไม้สีสวยที่เจอที่ไหนเป็นวิ่งเข้าหา...และหากวันใดมีโอกาสมาถึงสวนดอยแก้วแล้วละก็ มั่นใจถึงความปลอดภัยได้ 100%







