posttoday
เวียนเทียนกลางกว๊าน

เวียนเทียนกลางกว๊าน

23 กรกฎาคม 2554

 เวียนเทียนไทยมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ แต่พิธีเกี่ยวกับไฟๆ นั้นได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียแน่ เวียนเทียนเป็นเปลือก

 เวียนเทียนไทยมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ แต่พิธีเกี่ยวกับไฟๆ นั้นได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียแน่ เวียนเทียนเป็นเปลือก

โดย..จำลอง บุญสอง

เวียนเทียนไทยมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ แต่พิธีเกี่ยวกับไฟๆ นั้นได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียแน่ เวียนเทียนเป็นเปลือก เป็นพิธีการไม่ใช่แก่นของพุทธ แก่นของพุทธที่แท้จริงนั้นก็คือพระธรรมหรือความจริงแท้ (Reality) ที่พระพุทธเจ้าค้นพบและนำมาบอก เรียกว่า สัจธรรม (Truth)

โดยปรกติของการเวียนเทียนเราก็เวียนกันรอบโบสถ์ตามวัดต่างๆ ที่ตั้งอยู่บนบก เพราะโบสถ์เป็นศูนย์กลางของวัด มีพระประธานซึ่งเป็นเสมือนใจของวัดตั้งอยู่ แต่บางทีก็เวียนเทียนรอบพระเจดีย์ รอบวัด รอบองค์พระก็ได้ (เช่นที่พุทธมณฑล) แต่ที่กว๊านพะเยานอกจากจะไม่ได้เวียนเทียนรอบโบสถ์ที่ตั้งอยู่บนบกแล้ว ยังไปเวียนเทียนกันในน้ำรอบองค์พระที่เอามาตั้งไว้อีกด้วย

เวียนเทียนกลางกว๊าน

การกั้นร่องน้ำที่มารวมกันถึง 18 สายเมื่อปี 2482 ทำให้น้ำกลืนกินชุมชนโบราณเอาไว้ใต้น้ำไม่ต่ำกว่า 10 ชุมชน ภายใต้ความลึกเฉลี่ย 1.5 เมตร นานกว่า 68 ปี ชุมชนดังกล่าวนอกจากจะมีบ้านเรือนแล้วก็ยังมีวัดรวมอยู่ด้วย ปีใดแล้งฝน โครงวัดเก่าๆ ก็โผล่ขึ้นมาให้เห็นแบบเดียวกับวัดหลวงพ่ออุตตมะที่ทะเลสาบเขื่อนเขาแหลม ทำให้มีการค้นพบพระพุทธรูปหินทรายซึ่งเป็นฝีมือของช่างพะเยาในอดีตโผล่ขึ้นมา

วัดติโลกอาราม ซึ่งเป็นวัดที่ พระยายุทธิษฐิระ เจ้าเมืองพะเยาภายใต้ร่มเงาของล้านนาเชียงใหม่ที่จมอยู่ ก็เป็นอีกวัดหนึ่งที่มีคนไปเจอพระพุทธรูปหินทรายอายุ 500 ปี โผล่ขึ้นมากลายเป็นข่าวดัง ผู้ว่าราชการจังหวัดสมัยโน้นเห็นเป็นโอกาสอันดีจึงนำเอามาเป็นพระประธานในพิธีเวียนเทียนกลางกว๊านเสียเลย บรรยากาศตามรูปที่ผมนำเอามาให้ดูนี่แหละ

(ใครสนใจติดต่อล่องเรือนอกจากจะไปชมพระพุทธรูปกลางน้ำ เวียนเทียนวันสำคัญทางศาสนา ล่องกว๊านดูบัว ก็ติดต่อได้ที่เบอร์ 0894337311)

เวียนเทียนกลางกว๊าน

“กว๊านพะเยา” ก็มีที่มาที่ไปที่ไม่ต่างจากทะเลสาบเขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนเขาแหลม หรือเขื่อนต่างๆ ในโลก ที่ต่างก็ล้วนแต่กลืนกินเอาโบราณสถาน (บ้านเราก็คือวัด) โบราณวัตถุเอาไว้ใต้ท้องน้ำเสมอ ที่สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ยามหน้าแล้งเขาก็เอามาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน ไม่ได้นำวัดใต้น้ำมาเป็นเครื่องมือในการเวียนเทียนกันแบบพะเยา ใครจะว่าแปลกก็แปลก จะว่าไม่เข้าท่าเข้าทางก็พูดยาก เพราะหลายๆ วัดต่างก็มีกุศโลบายเอาเปลือกของศาสนามาหลอกให้คนเข้าวัดเหมือนๆ กัน ต่างเพียงแต่วิธีการเท่านั้น ปัญหาไม่ใช่เรื่องวิธีการที่ต่างกัน แต่วิธีการนั้นจะต้องโน้มนำผู้คนไปสู่การแสวงหาความจริงแท้ (Reality) เท่านั้นไม่ใช่เพื่อการบูชา หรือติดอยู่แต่เรื่องพิธีการซึ่งเป็นเปลือกจนไปไม่ถึงแก่น ติดรูป “แมวขาว” หรือ “แมวดำ” จนเข้าไม่ถึงการจับหนูหรือความจริงแท้ไป เรื่องนี้ต้องให้คนที่เข้าถึงสัจธรรมเป็นคนต่อยอดให้พุทธศาสนิกชน ขืนเอาคนไม่รู้เรื่องมาอธิบายก็ไปไม่ถึงดวงดาว คือไปเสพติดอยู่แต่เรื่องพิธีการเพื่อการค้าไปเท่านั้น

เข้าถึงแก่นได้แล้วจึงจะแยกเปลือกแยกแก่นได้ รู้ได้เองว่า การเวียนเทียนด้วยเรือนั้น

เรากำลังพาย “เรือ” หรือกำลังพาย “ใจ”

เทียนไหว ใจไหว

วัดศรีโคมคำ หรือวัดพระเจ้าตนหลวง เป็นที่ที่พวกเราไปเยือนในช่วงสายของวันนั้น ชื่อตนหลวงก็บอกแล้วว่ามีองค์ใหญ่มาก ว่ากันว่าเป็นพระพุทธรูปแบบเชียงแสนที่ใหญ่ที่สุดในล้านนา ใหญ่กว่าหรือเปล่าผมไม่รู้ รู้แต่ว่าตัวเราเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับองค์พระ แต่การสร้างองค์พระให้ใหญ่ๆ ของไทยอาจจะไม่ได้มีจุดประสงค์ให้คนดูรู้สึกว่า “ตัวเล็ก” เพื่อให้มนุษย์ยอมรับ “พระเจ้า” ที่สร้างใหญ่โตก็ได้

เวียนเทียนกลางกว๊าน

จากวัดศรีโคมคำก็วัดพระธาตุจอมทองที่มีพระธาตุทองอร่ามสวยงาม ส่วนวัดศรีอุโมงค์คำ ก็มีพระพุทธรูปงามเมืองเรืองฤทธิ์เป็นองค์พระประธาน พระพุทธรูปองค์นี้งามหวานสมคำร่ำลือหรือไม่ ท่านผู้อ่านคงจะเห็นได้จากรูปถ่ายที่ผมนำมาฝาก แต่รูปถ่ายก็อาจจะถ่ายทอดบรรยากาศจริงไม่ได้นะครับ

วัดหลวงราชสถานที่เราไปเป็นลำดับต่อไปนอกจากจะมีองค์พระพุทธรูปแบบล้านนาแล้วยังมีจิตรกรรมฝาผนังที่สวยงามอีกด้วย เสียอย่างเดียวรางเลือนเหลือเกิน เข้าใจว่ากรมศิลป์ได้ขึ้นทะเบียนซ่อมเอาไว้แล้ว ท่านผู้อ่านดูรูปที่ผมถ่ายเอามาให้ดูว่าสวยหรือไม่สวยอย่างไร

ติดใจพิพิธภัณฑ์ “เวียงพยาว” ซึ่งเก็บรักษาโบราณวัตถุที่ถูกทิ้งเอาไว้ตามวัดร้างต่างๆ เอาไว้

พิพิธภัณฑ์นี้เป็นผลงานของพระครูอนุรักษ์บุรานันท์ เจ้าอาวาสวัดลี ที่ต้องยกย่องท่านไว้ในที่นี้ด้วย น้องนักเรียนที่มาบรรยายให้นักข่าวฟังก็น่ารัก แต่ที่นักข่าวไม่ค่อยได้ฟังบรรยายก็เพราะเรามีเวลาน้อยจึงต้องถ่ายรูปเอาไว้ก่อน

พระพุทธรูปในพิพิธภัณฑ์นี้ดูเผินๆ ก็คล้ายกับฝีมือช่างยุคทวารวดีรุ่นราวใกล้เคียงกับยุคขอมเรืองอำนาจในศตวรรษที่ 10-11-12 โน่น แต่ไม่ใช่เลย เป็นฝีมือช่างพะเยาในช่วงศตวรรษที่ 20 นี่เอง

ภูเขาไฟพะเยานอกจากเป็นแหล่งหินทรายแล้วยังมีปุ๋ยภูเขาไฟชั้นดี ปุ๋ยภูเขาไฟนี่ว่ากันว่ามันช่วยให้ผลไม้อร่อย จริงหรือไม่จริงนักท่องเที่ยวต้องไปชิมผลไม้ (และข้าว) เมืองพะเยาเอาเอง ส่วนสาวพะเยาที่ขาวสวยจะมีผลมาจากภูเขาไฟหรือไม่ผมไม่ทราบ

เวียนเทียนกลางกว๊าน

ผมจำได้ว่าสมัยก่อนพะเยาเป็นอำเภอหนึ่งของเชียงราย จนปี 2520 จึงได้รับการยกฐานะเป็นจังหวัดมาจนทุกวันนี้

พะเยาหรือพะยาวที่เป็นยุคตำนานผมคงไม่เอามากล่าวถึงเพราะใครๆ ก็เล่ากันได้ แต่จะถูกหรือผิดก็ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์ ตัดตอนเอามาช่วงพระเจ้าสามฝั่งแกนกษัตริย์ล้านนาส่งอาว์เลี้ยงมาปกครองพะเยา ต่อมาเจ้าติโลกราชก็ใช้พะเยาเป็นฐานในการเข้ายึดเมืองแพร่และน่านรวมทั้งการทำสงครามกับอยุธยาในยุคสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเพื่อชิงสุโขทัยก็แล้วกัน ช่วงนั้นเจ้ายุทธิษฐิระเจ้าเมืองสองแควหรือพิษณุโลกซึ่งบาดหมางกับพระบรมไตรโลกนาถ หันมาสวามิภักดิ์กับพระเจ้าติโลกราชแห่งล้านนาและได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าสี่หมื่นครองเมืองพะเยาในปี 2017 ช่วงนั้นเองที่ทำให้พะเยารุ่งเรืองจนถือได้ว่าเป็นยุคทองทีเดียว หลักฐานคือโบราณสถานและโบราณวัตถุที่ปรากฏหลงเหลือมาในเวลานี้นี่เอง

แต่หลังจากล้านนาตกเป็นของพม่าแล้ว พะเยาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของล้านนาก็โทรมลงไป จนปี 2013 คนพะเยาก็ถูกเกณฑ์มารบอยุธยาจนเมืองพะเยากลายเป็นเมืองร้างไปถึง 56 ปี จนถึงรัชสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์พะเยาถูกยกฐานะให้เป็นเมือง จนปี 2445 รวมกับ “งาว” เป็น “บริเวณพะเยา” ปี 2448 ยุบบริเวณพะเยาเป็นอำเภอเมืองพะเยา ปี 2457 ถูกยุบเป็น อ.พะเยา ขึ้นกับเชียงราย จนวันที่ 20 ส.ค. 2520 เป็น จ.พะเยา มาจนปัจจุบัน


 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท