
เชื้อเพลิงสาหร่าย
บริษัท แอร์บัส ซึ่งผลิตเครื่องบินรายใหญ่ของโลก ได้เปิดตัวเครื่องบินที่มีความเร็วเหนือเสียงรุ่นใหม่ขึ้นมาครับ
บริษัท แอร์บัส ซึ่งผลิตเครื่องบินรายใหญ่ของโลก ได้เปิดตัวเครื่องบินที่มีความเร็วเหนือเสียงรุ่นใหม่ขึ้นมาครับ
โดย ภาสกร พุทธิชีวิน
บริษัท แอร์บัส ซึ่งผลิตเครื่องบินรายใหญ่ของโลก ได้เปิดตัวเครื่องบินที่มีความเร็วเหนือเสียงรุ่นใหม่ขึ้นมาครับ เครื่องบินลำนี้สามารถทำความเร็วเหนือเสียงถึง 4 เท่า และด้วยการออกแบบที่สุดยอด ขณะที่เครื่องบินกำลังทะยานขึ้นจากรันเวย์จะไม่เกิด “โซนิกบูม” เหมือนเครื่องบินรุ่นอื่นๆ ที่จะโซนิกบูมทุกครั้งที่ทำความเร็วทะลุกำแพงเสียง
เครื่องบินลำนี้มีชื่อว่า “เซสต์” (ZEHSTZERO EMISSION HYPERSONIC TRANSPORTATION) มีเครื่องยนต์ 3 ชุด เมื่อบินทะลุกำแพงขึ้นไปแล้วถึงความสูงระดับหนึ่ง นักบินก็จะจุดเครื่องยนต์ของจรวดขับเคลื่อน เพื่อให้เครื่องบินสูงขึ้นไปอีก
จรวดชุดนี้จะนำพาเครื่องบินไปอยู่เหนือชั้นบรรยากาศของโลก เมื่อถึงตรงนี้เครื่องยนต์ชุดสุดท้ายก็ทำงานขับเคลื่อนเครื่องบินต่อไป ว่ากันว่าความเร็วเหนือเสียง 4 เท่า จะทำให้เจ้า “เซสต์” ลำนี้บินจากลอนดอนไปถึงโตเกียวโดยใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น และหากบินจากลอนดอนไปอเมริกาจะใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมงครับ
เมื่อจะต้องลงจอด เจ้า “เซสต์” ลำนี้ก็จะลดพิกัดจากความสูง 20 ไมล์ ลงมาอยู่ที่ 6 ไมล์ และจะกลับมาใช้เครื่องยนต์ตัวที่ 1 อีกครั้ง บางท่านอาจจะไม่รู้สึกแปลกนะครับ แต่ถ้าผมบอกว่าเจ้า “เซสต์” ลำนี้ต่างกับเครื่องบินลำอื่น เนื่องจากเป็นเครื่องบินที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุดเท่าที่ผมเคยมีข้อมูล
นั่นเป็นเพราะ “เซสต์” ลำนี้ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากสาหร่าย มีส่วนผสมของไฮโดรเจนกับออกซิเจน จึงไม่มีไอเสียออกมาเลยในการเผาไหม้ สิ่งเดียวที่เครื่องบินลำนี้ปล่อยออกมาคือ “ไอน้ำ” เท่านั้น เครื่องบินลำนี้สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้เพียง 100 คน และสามารถใช้งานในเชิงพาณิชย์ได้ในอีกไม่เกิน 40 ปีข้างหน้าครับ
นี่คือความพยายามของมนุษย์ที่จะต้องดิ้นรนการมีชีวิตรอดให้ได้ เพราะอีกไม่นานพลังงานที่ได้จากซากดึกดำบรรพ์ ไม่ว่าก๊าซปิโตรเลียม หรือถ่านหิน จะต้องหมดไปไม่ช้าก็เร็ว การคิดค้นเรื่องของพลังงานทดแทนไว้รองรับวันที่พลังงานจากซากดึกดำบรรพ์หมดไป จึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วน
เจ้า “เซสต์” คือเครื่องบินที่บินด้วยความเร็วเหนือเสียง แต่ใช้สาหร่ายเป็นเชื้อเพลิง สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้น่าจะเป็นการพลิกโฉมการบินของโลกในอนาคตเลยทีเดียว
ยังมีเครื่องบินอีกแบบครับที่ผูกมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างดี นั่นคือ เครื่องบินพลังงานแสงอาทิตย์ครับ เครื่องบินลำนี้สามารถบินได้ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ยาวนานถึง 14 ชั่วโมง และสามารถบินได้ในเวลากลางคืนด้วย เครื่องบินพลังงานแสงอาทิตย์ลำแรกของโลกมีชื่อว่า “โซลาร์อิมพัลส์”
“โซลาร์อิมพัลส์” ลำนี้มีปีกยาวเท่ากับโบอิ้ง 747 มีน้ำหนักเท่ากับรถยนต์อีโคคาร์คันเล็กๆ 1 คันเท่านั้น ติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์ไว้ที่ปีกทั้งสองข้าง โดยใช้แผงเซลล์แสงอาทิตย์ทั้งหมด 1.2 หมื่นแผง มีมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว มีแบตเตอรี่ลิเทียม 400 กิโลกรัม 40 แรงม้า และมีอัตราความเร็ว 22 ไมล์/ชั่วโมง
ผู้ผลิต “โซลาร์อิมพัลส์” บอกว่า ในอนาคตจะทำเครื่องบินชนิดนี้ในเชิงพาณิชย์ คาดว่าอีก 3 ปีข้างหน้าเครื่องบินลำนี้จะสมบูรณ์แบบ และจะทำให้บินในเชิงพาณิชย์ให้เร็วที่สุด และถึงเวลานั้นเขาเชื่อว่าจะเป็นการปฏิวัติการบินของโลก
ดูเครื่องบินทั้งสองแบบแล้ว ผมขอพากลับมาที่บ้านเราครับ หากจะพูดกันถึงเรื่อง “เชื้อเพลิงสาหร่าย” ขอบอกว่าที่บ้านเรานั้นไม่แพ้ใคร เพราะเมืองไทยมีความก้าวหน้าในการสกัดน้ำมันจากสาหร่ายไม่เป็นรองใคร
บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง “บริษัท เอ็กซอน โมบิล” ประกาศให้การสนับสนุนในการวิจัยสาหร่ายมาเป็นพืชพลังงานถึง 600 ล้านเหรียญสหรัฐ การประกาศทุ่มทุนวิจัยในเรื่องนี้ ทำให้บริษัทน้ำมันทั่วโลกหันมาสนใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง
บริษัท ปตท. เคมิคอล ของประเทศไทยก็หันมาเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ปตท. เคมิคอล เขาเลี้ยงสาหร่ายไว้ในท่อพลาสติกใส และได้เก็บข้อมูลไว้ทั้งหมดเป็นระยะเวลา 3 ปีแล้ว ผลของการวิจัยบอกว่า สาหร่ายน่าจะเป็นทางออกของพืชพลังงานทดแทน ที่ไม่ต้องแย่งพื้นที่เพาะปลูกพืชอาหาร จนเกิดเป็นข้อถกเถียงกันอย่างเช่นเรื่องปาล์ม เพราะว่าสาหร่ายใช้พื้นที่น้อยกว่าปาล์ม 60 เท่า โดยให้ผลผลิตใกล้เคียงกัน
การเพาะปลูกสาหร่าย นอกเสียจากได้ผลผลิตเป็นน้ำมันแล้ว ผลพลอยได้อีกประการหนึ่งก็คือ สาหร่ายบริโภคก๊าซพิษอย่างคาร์บอนเป็นอาหารครับ การปลูกสาหร่ายจึงทำให้การดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศมีประสิทธิภาพไปด้วย งานนี้เรียกว่าได้สองเด้ง
ปตท. เคมิคอล วางคุณประโยชน์ของสาหร่ายไว้ 2 ประการทันที นั่นคือ ในอีก 2 ปีข้างหน้า จะผลิตไบโอดีเซลให้ได้ 10% ของปริมาณการผลิตไบโอดีเซลที่ผลิตรวมอยู่ที่ 2 แสนตันต่อปี นั่นคืออีก 2 ปี ข้างหน้าเราจะมีน้ำมันสาหร่าย 2 หมื่นตันต่อปี
ประการต่อมา ใช้สาหร่ายบำบัดคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานปิโตรเคมีใน จ.ระยอง คล้ายๆ กับการบำบัดน้ำเสียในโรงงาน ถึงเวลานั้นอากาศใน จ.ระยอง คงจะดีขึ้น ผมขอเอาใจช่วยครับ ที่สำคัญเมื่อถึงเวลานั้นเครื่องบินเร็วกว่าเสียง “เซสต์” อาจจะต้องบินด้วยน้ำมันสาหร่ายของประเทศไทยก็ได้ ใครจะไปรู้







