posttoday
ปัจจัยที่ต้องเตรียมรับมือ

ปัจจัยที่ต้องเตรียมรับมือ

22 กรกฎาคม 2554

ผู้ประกอบกิจการธุรกิจอุตสาหกรรมในวันนี้ ต้องมีความสามารถในการรับมือกับโอกาสและภาวะคุกคามต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา เพื่อจะได้นำพากิจการให้อยู่รอดและเติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน

ผู้ประกอบกิจการธุรกิจอุตสาหกรรมในวันนี้ ต้องมีความสามารถในการรับมือกับโอกาสและภาวะคุกคามต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา เพื่อจะได้นำพากิจการให้อยู่รอดและเติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน

วันนี้จึงขอพูดถึง “ปัจจัย” ที่มีผลต่อเศรษฐกิจและกระทบต่อภาคธุรกิจอุตสาหกรรมในอนาคตในหลายๆ เรื่อง (โดยสรุปจากผลการศึกษาวิจัยของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม) ดังต่อไปนี้

1.ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน AEC (Asian Economic Community)

ประชากรใน AEC รวมกันจะมีมากกว่า 570 ล้านคน แต่ถ้าเป็น ASEAN บวก 3 (จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) จะมีประชากรรวมกันมากกว่า 2,000 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 20 ของ GDP โลก ประชาคม AEC จึงเป็นตลาดใหญ่ที่มีศักยภาพมาก ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตและกระจายสินค้าให้กับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ เราจึงต้องเตรียมพร้อมและใช้โอกาสที่เข้าร่วมประชาคม AEC นี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

2.กลุ่มประเทศที่มีศักยภาพสูง หรือ BRIC

กลุ่ม BRIC ได้แก่ ประเทศบราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน ที่มีความได้เปรียบจากค่าจ้างแรงงาน ทรัพยากรธรรมชาติ และขนาดของตลาด จึงทำให้เกิดตลาดใหม่ๆ ที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วและเป็นตลาดของผู้ซื้อที่มีความต้องการสูง กลุ่มนี้จะส่งผลให้การผลิตและการค้าเปลี่ยนแปลงไป เราจึงต้องเตรียมพร้อมสำหรับการจับคู่ธุรกิจเพื่อขยายตลาด พร้อมๆ กับเพิ่มความสามารถเข้าถึงความต้องการของลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ รวมตลอดถึงการเตรียมรับมือกับคู่แข่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นด้วย

3.กฎระเบียบ ด้านความปลอดภัย สุขอนามัย สิ่งแวดล้อม และมาตรฐานใหม่ๆ

การใช้มาตรฐานเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ การนำเข้าสินค้าราคาถูกที่ด้อยคุณภาพ ทำให้เราเกิดความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการยกระดับมาตรฐานสินค้า เพื่อให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน และป้องกันสินค้านำเข้าที่มีต้นทุนต่ำ แต่ไม่มีคุณภาพ ตลอดจนการบังคับใช้กฎระเบียบเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม และการคุ้มครองคุณภาพชีวิตที่ดีของชุมชน

4.ความเสี่ยงจากการก้าวกระโดดของเทคโนโลยี

เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงความต้องการที่มีต่อสินค้าหรือบริการ เพราะเทคโนโลยีและนวัตกรรม จะทำให้สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มาแทนที่สิ่งที่ครองตลาดหรือมีใช้อยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นด้านคุณสมบัติ หรือต้นทุนที่ต่ำลง ตัวอย่างเช่น ภาพถ่ายระบบดิจิตอล แทนที่ภาพถ่ายฟิล์ม หรือคอมแพกต์ดิสก์ แทนที่แผ่นเสียงและเทปคาสเซต เป็นต้น ทำให้เราต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในการผลิตอย่างใกล้ชิด

5.สถานการณ์ด้านการเมืองที่ไม่สงบ

ความเสี่ยงจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพหรือไม่สงบ ทำให้เกิดความขัดแย้งทางความคิด ซึ่งโลกาภิวัตน์ด้านข้อมูลข่าวสาร สามารถขยายวงความขัดแย้งจากประเทศหนึ่งไปสู่อีกประเทศอื่นๆ ได้อย่างรวดเร็ว เช่น การประท้วงและจลาจลที่อียิปต์ ที่ส่งผลต่อระบบสังคมและเศรษฐกิจทั้งในประเทศและเศรษฐกิจโลก

6.ภาวะโลกร้อนและภัยพิบัติธรรมชาติ

ผลของการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (Climate Change) ส่งผลกระทบต่อผลิตผลจากการเพาะปลูก ความต้องการพืชพลังงาน ประกอบกับการที่จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้สินค้าเกษตรมีแนวโน้มความต้องการสูงขึ้น และมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ เช่น อุตสาหกรรมดอกทิวลิปของเนเธอร์แลนด์ อุตสาหกรรมกีวีของนิวซีแลนด์ เป็นต้น รวมตลอดถึงภัยธรรมชาติจากคลื่นยักษ์สึนามิที่ญี่ปุ่นที่มีผลต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่อง (รถยนต์) ในประเทศต่างๆ

ปัจจัย 6 ประการดังกล่าวข้างต้น ทำให้เกิดทั้ง “โอกาส” และ “ภัยคุกคาม” ต่อการประกอบกิจการธุรกิจอุตสาหกรรมของเรา ที่เป็นปัญหาก็คือ การไม่นำพาต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ครับผม !  

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท