
ถึงวันที่รอ...ขอพรพระจันทร์
เทศกาลไหว้พระจันทร์นั้น ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 ซึ่งหากชี้เพะลงบนปฏิทินจอร์เจียน
เทศกาลไหว้พระจันทร์นั้น ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 ซึ่งหากชี้เพะลงบนปฏิทินจอร์เจียน
โดย.. อฐิณป ลภณวุษ
เทศกาลไหว้พระจันทร์นั้น ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 ซึ่งหากชี้เพะลงบนปฏิทินจอร์เจียน ปีนี้ก็จะตรงกับวันที่ 12 ก.ย. ที่จะถึงนี้... อู้หู อีกตั้งนาน แต่ “ขนมไหว้พระจันทร์” มีออกมาให้จับจองกันตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค.นู่น
ประเพณีการไหว้พระจันทร์มีมานานแล้ว โดยถือตามเทพนิยายจีนที่เล่าว่า พระมเหสีพระองค์หนึ่ง ทรงเป็นพระมิ่งขวัญของชาวจีนยิ่งนัก ทุกคนต่างถวายความจงรักภักดี คราวหนึ่งพระองค์เสด็จไปประทับอยู่บนพระจันทร์ เนื่องเพราะทรงมัวหมองพระทัยในชีวิตรัก ชาวจีนผู้จงรักภักดีจึงมีประเพณีไหว้พระจันทร์ ณ คืนวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 เพื่อแสดงความระลึกถึงและความจงรักภักดี
เมื่อครั้งที่มองโกลเข้ามาครอบครองดินแดนจีนแผ่นดินใหญ่ในสมัยของจักรพรรดิเจงกิสข่าน ชาวจีนถูกรัฐบาลมองโกลกดขี่ข่มเหงอย่างมาก ไม่ว่าจะออกกฎให้ชาวจีน 3 บ้าน มีสิทธิในการเป็นเจ้าของมีดหั่นผักร่วมกันได้เพียง 1 เล่ม แถมชาวจีน 3 ครอบครัว จะต้องร่วมกันปรนนิบัติชาวมองโกล 1 คนอีกด้วย และยังมีเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย ที่ทำให้ชาวจีนที่เคยเป็นใหญ่และเป็นอิสระมาโดยตลอด ตัดสินใจที่จะร่วมมือกันปลดแอกเพื่ออิสรภาพ
ชาวจีนในยุคการปกครองของเจงกิสข่าน จึงถือเอาฤกษ์งามยามเหมาะของคืนวันไหว้พระจันทร์ เป็นวันที่จะลุกฮือขึ้นมา
ขนมไหว้พระจันทร์ชิ้นแรกของโลก เกิดขึ้นเพื่อตอบรับกับแผนการนี้ โดยพัฒนามาจากการทำขนมเปี๊ยะ ที่ออกแบบให้มีก้อนใหญ่หนาเป็นพิเศษ เพื่อที่จะซ่อนจดหมายสื่อสารเพื่อวางแผนการเอาไว้ภายใน โดยอาศัยธรรมเนียมการแลกขนมเปี๊ยะระหว่างญาติมิตรตบตาพวกมองโกลได้อย่างแนบเนียน
สารบรรจุข้อความนัดหมายในขนมไหว้พระจันทร์ กำหนดเวลากำจัดชาวมองโกลไว้ที่เที่ยงคืนของวันเพ็ญเดือน 8 อันตรงกับคืนไหว้พระจันทร์ ที่ทุกๆ บ้านจะประดับโต๊ะไหว้สวยงาม อาหารที่ไหว้จะเป็นอาหารเจ มีผลไม้และขนมไหว้พระจันทร์ พอเที่ยงคืนก็มีการตีเกราะเคาะไม้ให้สัญญาณ แล้วชาวจีนทุกๆ 3 ครอบครัว ก็พร้อมใจกันรวมกำลังเพื่อสังหารชาวมองโกล 1 คน ด้วยมีดหั่นผักที่มีอยู่เล่มเดียวนั่นเอง
จากนั้นจึงรวมกำลังเพื่อทำการปฏิวัติต่อการปกครองของเจงกิสข่านได้เอกราชคืนมาเป็นผลสำเร็จ ทำให้คืนวันเพ็ญเดือน 8 ยิ่งมีความหมายมากยิ่งขึ้น และขนมไหว้พระจันทร์ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของประเพณีตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
การเซ่นไหว้พระมเหสีในดวงจันทร์ (ซึ่งคือ พระองค์เดียวกับเจ้าแม่กวนอิม) ชาวจีนในสมัยราชวงศ์จิ้น กลับนิยมชมจันทร์มากกว่าจะสานต่อการเซ่นไหว้ตามประเพณีปฏิบัติที่เคร่งครัด ไปๆ มาๆ เทศกาลไหว้พระจันทร์ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นเทศกาลแห่งความสนุกสนานแทนพิธีรีตองที่เข้มงวด
โดยเฉพาะสมัยราชวงศ์ซ่ง ถึงกับจัดให้มีงานเฉลิมฉลองอย่างสนุกสนานถึง 5 วัน 5 คืน (เพิ่มก่อนและหลังการไหว้พระจันทร์อย่างละ 2 วัน) คนมีฐานะดีนิยมจัดโต๊ะไหว้พระจันทร์กันอย่างสวยงามและเอิกเกริก บ้างมีการปล่อยกระทงลอยตามน้ำยามค่ำคืน พร้อมกับการจุดธูปกราบไหว้พระจันทร์ สุภาพสตรีจีนมักอธิษฐานต่อหน้าพระจันทร์วันเพ็ญ ให้เธอสวยงามเช่นพระมเหสีฉางเอ๋อ
ประเพณีไหว้พระจันทร์ที่เฟื่องฟูที่สุด ต้องเป็นสมัยราชวงศ์หมิง ซึ่งมีการเซ่นไหว้ด้วยขนมไหว้พระจันทร์ ปักธูปบูชาพระจันทร์ มีกระดาษสีประดับแท่นบูชาสวยงาม โดยช่วงกลางวันชาวจีนต้องไปไหว้เจ้าที่ ไหว้บรรพบุรุษ นอกจากอาหารและขนมไหว้พระจันทร์ ยังมีเส้นหมี่ทำจากแป้งหัวเผือก เรียกว่า อวี้โถว (สิริมงคล) โดยเป็นรูปแบบที่ยึดถือมาถึงปัจจุบัน
ของไหว้บนโต๊ะบูชาพระจันทร์ แต่ละชนิดล้วนมีความหมาย อย่าง ผลไม้ 5 ชนิด เน้นไปที่ผลไม้ที่มีทรงกลม หมายถึง ความกลมของพระจันทร์ รวมทั้งความสุขสามัคคีของสมาชิกในครอบครัว ขนมอี้ ขนมแป้งรูปกลมๆ สีแดงสดใส ใส่น้ำเชื่อมหวานๆ เปรียบเสมือนชีวิตที่ช่างหวานชื่น ขนมโก๋ แป้งสีขาวรูปทรงต่างๆ มีลวดลายงดงาม หมายถึง การขอจันทร์ให้พวกเขามีผิวพรรณที่ขาวสวย เจดีย์น้ำตาล คือตัวแทนของปราสาทแห่งสวรรค์ ถั่วหวาน ขนมหวานเคลือบน้ำตาล และ ขนมเปี๊ยะ ที่มีอักษรมงคลสีแดงตรงกลาง หมายถึง ความมีสิริมงคล ฯลฯ
การตั้งโต๊ะไหว้พระจันทร์ ต้องตั้งให้เรียบร้อยก่อนที่พระจันทร์จะลอยสูงเกินขอบฟ้า และเก็บก่อนที่พระจันทร์จะเลยศีรษะไป หรือก่อนที่เทียนเล่มใหญ่จะดับลง วันไหว้พระจันทร์สำคัญพอๆ กับวันตรุษจีน ครอบครัวซึ่งกระจัดกระจายจะกลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา
มาปิดท้ายรายการที่ ขนมไหว้พระจันทร์ ซึ่งมีวิวัฒนาการมากมาย ห่างไกลจากยุคเริ่มแรกโดยสิ้นเชิง ขนมไหว้พระจันทร์ในยุคแรกเริ่มมีไส้เพียงไม่กี่อย่าง ส่วนใหญ่จะเป็นพวกผลไม้กวน อย่างเช่น ไส้ถั่วแดง เม็ดบัว ฟัก เนื้อแป้งที่ห่อหุ้มด้านนอกค่อนข้างแข็ง เพื่อเก็บไว้กินได้นานๆ ต่างจากปัจจุบันที่เนื้อแป้งด้านนอกมีความนุ่มนวลขึ้นตามรสนิยมของยุคสมัย
เอกลักษณ์หนึ่งที่ไม่เคยจากขนมไหว้พระจันทร์ไปไหน คือ ไข่แดง ซึ่งถือเป็นตัวแทนของพระจันทร์เต็มดวง และความเป็นสิริมงคล
ขนมไหว้พระจันทร์มี 2 แบบใหญ่ๆ คือ แบบ “อบ” ที่มีสีสันเช่นเดียวกับขนมเปี๊ยะอบ ประกอบด้วยไส้ต่างๆ เช่น ไส้ทุเรียน เม็ดแตง ลูกบัว ถั่วแดง โหงวยิ้ง เป็นต้น
อีกแบบที่นิยมคือ ขนมไหว้พระจันทร์หิมะ ออกมาในสไตล์ “ร่วมสมัย” ได้แรงบันดาลใจมาจากขนมโมจิของญี่ปุ่น ผู้บุกเบิกบ้านเรา โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ จะมีความนุ่ม เนียน หอม และเย็น ประกอบด้วยหลากหลายสีสัน ทั้งสีขาว ชมพูอ่อน เขียวอ่อน เหลืองอ่อน ม่วงอ่อน ส้มอ่อน ฯลฯ ขณะที่ไส้แทบจะมีเหมือนกับแบบอบ ได้แก่ ไส้ทุเรียนหมอนทอง ลูกบัว ครีม ถั่วแดง ถั่วดำ พุทราจีน ช็อกโกแลต งาดำ ชาเขียว เป็นอาทิ
ห้องอาหารจีนฮ่องเต้ โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ กรุงเทพฯ (โทร. 02254–0444 ต่อ 15923) มีขนมไหว้พระจันทร์ สูตรแป้งสดให้กินกันตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมาถึงวันที่ 12 ก.ย.นี้ มีไส้ใหม่ๆ อย่าง ฟักทอง–เมล็ดแตงโม บัวหิมะชาเขียว–ถั่วแดง และบัวหิมะครีมใบเตย–แปะก๊วย ทุกรสทุกชิ้นราคาเดียว 78 บาท ลด 10% เมื่อซื้อ 500 บาทขึ้นไป ลด 15% “ขนมไหว้พระจันทร์” เมื่อซื้อ 1,500 บาทขึ้นไป
อีกแห่งที่มีขนมไหว้พระจันทร์ขึ้นชื่อเป็นเอกลักษณ์ คือ โรงแรมเพนนินซูล่า กรุงเทพฯ (โทร. 028612374) กับสูตรดั้งเดิมของโรงแรมไส้คัสตาร์ด เริ่มขายตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.–12 ก.ย. บรรจุในกล่องอันงดงามและเป็นเอกลักษณ์จำนวน 8 ชิ้น กล่องละ 520 บาท ณ ห้องอาหารเหม่ยเจียง ตั้งแต่เวลา 11.30-22.30 น. และเดอะ เพนนินซูล่า บูติค ตั้งแต่เวลาเวลา 07.30–20.30 น. ระหว่างวันที่ 1–31 ส.ค. ซื้อ 10 กล่อง รับฟรี 1 กล่อง
ที่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ (โทร. 022009000 ต่อ 2577) มีให้เลือกหลากหลาย วันนี้–17 ก.ย. ทั้งไส้ทุเรียน ไส้โหง้วยิ้ง ไส้ลูกบัว ไส้ถั่ว และไส้คัสตาร์ด ชิ้นละ 145 บาท และ 148 บาท ที่ ดุสิต กูร์เมต์ (เวลา 07.00–22.00 น.) และห้องอาหารจีนเมย์ฟลาวเวอร์ (เวลา 11.30–14.00 น. และ 18.00–22.00 น.)
ยังมีเวลาชิมให้ครบอีกหลายเจ้า...







