
หลักธรรมเพื่อการสร้างความสำนึกในวิถีพุทธ (ตอน ๖)
ปุจฉา : ในช่วงก่อนเข้าพรรษา ได้ฟังธรรมของพระอาจารย์ที่อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
ปุจฉา : ในช่วงก่อนเข้าพรรษา ได้ฟังธรรมของพระอาจารย์ที่อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : ในช่วงก่อนเข้าพรรษา ได้ฟังธรรมของพระอาจารย์ที่อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อ ๑๐ ก.ค. ๒๕๕๔ มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องของจิตที่ควรหมั่นตรวจสอบ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้เข้มแข็ง มั่นคง ในวิถีสังคมที่วุ่นวายอย่างนี้
กราบนมัสการพระอาจารย์
นายฤทธิวุฒิ
วิสัชนา : ความคิด ความนึก ก็คือ จิต จิตที่มันดำริ ตัวจิตคือตัวคิดตัวนึก เมื่อไหร่ที่มันคิดนึกก็คือจิต หน้าที่ของมันต้องคิดต้องนึก เราห้ามมันได้ไหม ห้ามไม่ได้ เพราะมันเป็นธรรมชาติของจิตที่ต้องคิดต้องนึก แต่เราสามารถทำความสำรวม คืออะไร มีสติ ไม่ไปคิดต่อเติมมัน รู้เท่าทันความคิดความนึก มันจะคิดปล่อยให้คิด รู้ทันความคิดนั้น เดี๋ยวมันก็ดับ รู้เห็นความคิดความนึกเป็นธรรมดา อย่าไปปรุงเติมแต่งกับมัน อย่าไปปรุงจิตต่อก็ใช้ได้ เกิดมันเกิด เพราะเราเคยคิด สั่งสมมากี่ภพกี่ชาติก็ไม่ทราบ ลองดู มันผุดขึ้นมาเหมือนพรายน้ำเลย เผลอๆ อกุศลมาแล้ว ล่อให้ทำบาปอยู่เรื่อยเลย
แต่ถ้าเรามีสติ เวลามันผุดขึ้นมา อย่าไปปรุงกับมัน ฟองน้ำมันก็ดับ จนเรารู้เท่าทัน และเรามั่นใจว่าเราทำความดีได้ เรารู้ทันมันแล้ว กูไม่เอากับมึงแล้ว ตอนนี้ มึงคิดกูไม่ปรุงกับมึง!! ไอ้ตัวกูไม่เอากับมึงนั่นใช้ได้ เราพูดกับตัวเองเป็นแล้ว ต้องนั่งพูดกับตัวเองเป็นนะ... เรียกว่า สั่งสอนอบรมตนเองด้วยตนได้แล้ว...
ในพรรษานี้ กรุณานั่งคุยกับตัวเองบ้าง อย่าไปนั่งคุยกับชาวบ้านจนเสียจิต จิตเราไม่ดีอยู่แล้ว จิตเสียคุยกับจิตเสีย มันก็กลายเป็นเสียยกกำลังสอง ให้เป็นผู้ใหญ่ในบ้านในเมือง ให้เป็นผู้มีฐานะโอกาส เมื่อถลกหนังแล้วก็เนื้อแดงๆ เหมือนกันหมด น่าสงสารทั้งนั้น ไม่ทันความคิดความนึกตนเอง รู้มากก็คิดชั่วอย่างประณีต รู้น้อยก็คิดชั่วอย่างหยาบ ไปดูเถิด ไม่ว่าเราเขาผ่านเส้นทางนี้มากันทั้งนั้น
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







