
ช่วยลูกออกจากเกมด้วย ไอ-เมสเซส
“พอแล้วๆ หยุดเล่นเกมแล้วไปนอน!!! นี่มันดึกแล้ว...คราวหน้าแม่จะไม่ให้เล่นแล้วนะ หรือไม่ก็จะยึดคอมพิวเตอร์”
“พอแล้วๆ หยุดเล่นเกมแล้วไปนอน!!! นี่มันดึกแล้ว...คราวหน้าแม่จะไม่ให้เล่นแล้วนะ หรือไม่ก็จะยึดคอมพิวเตอร์”
โดย.. วรธาร ทัดแก้ว /ภาพ โรงพยาบาลมนารมย์
คำพูดประมาณนี้พ่อแม่บางคนมักจะเน้นย้ำกับลูกๆ ทุกคืนเกี่ยวกับการเล่มเกมของลูกๆ เพราะเด็กบางคนเลิกเรียนแล้วถึงบ้านก็ตรงเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์เล่นเกมไม่ยอมทำการบ้านและกิจกรรมอื่นๆ หลายครั้งที่พ่อแม่ต้องตำหนิและดุ เพราะเด็กไม่ยอมเชื่อฟัง ก้าวร้าว หรือเกิดการต่อต้าน จนบางครั้งเกิดการลงไม้ลงมือกับลูก
นพ.ชาตรี วิฑูรชาติ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลมนารมย์ กล่าวว่า ระดับการเล่นเกมของเด็กๆ สามารถแบ่งได้ 3 ระดับ คือ เด็กชอบเกม เด็กหมกมุ่น และเด็กติดเกม ซึ่งคนละอย่างกัน โดยเด็กชอบเกม จะมีพฤติกรรมชอบเล่นเกมที่ชอบแต่สามารถควบคุมตัวเองได้ดี ส่วนเด็กหมกมุ่นจะมีลักษณะที่การสนใจในเรื่องเกมมาก พูดแต่เรื่องเกม อยากจะเล่น อยากจะคิดแต่เรื่องนี้ แต่ยังควบคุมตัวเองได้ แต่ถ้าเป็นเด็กติดเกมจะไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เลย และมักมีอาการติด เล่นเยอะจนเสียสุขภาพหรือเสียการเรียนไปเลย โดยต้องการเวลาเล่นเยอะๆ และถ้าไม่ได้เล่นจะมีอาการหงุดหงิด ฉุนเฉียว ก้าวร้าว เวลาเล่นก็อยากเล่นมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็ไม่สามารถคุมตัวเองได้ ปิดเกมไม่ได้
“เด็กที่ติดเกมสมาธิจะแย่ลง พออยู่กับเกมมันสนุก เกมช่วยกระตุ้น เหมือนคนกินยาบ้าเลย กินยาบ้าตาแข็งพอยาบ้าหมดฤทธิ์ก็ง่วง ก็เหมือนกับการติดเกม เช่น เล่นเกม 4 ชั่วโมง พอหยุดเล่นไปเรียนหนังสือสมาธิหมด ไม่มีอะไรกระตุ้น เบื่อก็ไม่รู้เรื่องแล้ว หรือตอนเช้าไปโรงเรียนแต่ไปหลับที่โรงเรียน เรียนไม่รู้เรื่อง การบ้านไม่เสร็จเพราะไม่มีเวลาทำ ไม่ชอบเล่นกีฬา ไม่ออกไปสังคมกับใคร จะไปไหนก็ไม่ยอมไปด้วย ยินดีเฝ้าบ้าน เพื่อจะได้เล่นเกม ซึ่งครอบครัวไหนที่ลูกเล่มเกมนานกว่าหนึ่งชั่วโมง ควรจะต้องระวัง” จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น กล่าว
ทั้งนี้ มีพ่อแม่หลายๆ คนที่อยากให้ลูกหยุดเล่นเกมแล้วเข้าที่นอนหรือไปทำกิจกรรมอย่างอื่น เช่น ทำการบ้าน หรืออาบน้ำ แต่ว่ามักจะใช้วิธีการสื่อสารหรือคำพูดที่ลูกฟังแล้วรู้สึกหงุดหงิดไม่พอใจ ซึ่งไม่เป็นผลดีกับทั้งสองฝ่าย
ดังนั้น แนวทางในการสื่อสารเพื่อช่วยให้เด็กออกจากเกม นพ.ชาตรีจึงแนะว่า พ่อแม่ควรหาความรู้ในเรื่องนี้และใช้เทคนิคการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ที่เรียกว่า ไอเมสเซส (Imessage) มากกว่าใช้ยูเมสเซส (YouMessage) ซึ่งเป็นการสื่อสารที่สร้างความรู้สึกนุ่มนวลกว่า น่าฟัง ให้ผลด้านบวก และแสดงถึงความต้องการของพ่อแม่ที่มีต่อลูก บอกถึงความรู้สึกและเหตุผลมากกว่าการใช้อารมณ์และการออกคำสั่ง การดุด่าหรือตำหนิ ซึ่งมักใช้ไม่ได้ผล ยิ่งทำให้พ่อแม่รู้สึกว่าลูกดื้อ แต่การสื่อสาร ไอเมสเซส จะทำให้เด็กหรือผู้ฟังรู้สึกคล้อยตาม รู้สึกมีคุณค่า และรับรู้ถึงความรู้สึกห่วงใยจากพ่อแม่มากกว่า อีกทั้งยังช่วยหลีกเลี่ยงจากการปะทะทางอารมณ์ระหว่างผู้ปกครองกับเด็กได้อีกด้วย
“ส่วนมากพ่อแม่จะใช้การสื่อสารด้วย ยูเมซเซส ซึ่งแต่ละประโยคจะมุ่งไปที่การกระทำของลูก มักแฝงความรู้สึกด้านลบ คุกคาม และตำหนิ มักจะเป็นประโยคที่มีอารมณ์เข้าไปร่วม ไม่พอใจ จะมีการเหน็บแนม ล้วนเป็นคำที่มีอารมณ์โกรธร่วมด้วย ซึ่งความจริงเนื้อหาเหมือนกันแต่อารมณ์ไม่เหมือนกัน หากผู้ใหญ่ใช้อารมณ์โกรธเด็กก็จะสวนกลับมาเพื่อป้องกันตนเอง อาจเกิดการปะทะกัน เช่น ลูกยังไม่หยุดเล่นเกมอีกเหรอ นี่มันสามทุ่มแล้ว ลูกนี่แย่จังเลยที่ไม่ทำตามข้อตกลง” นพ.ชาตรี กล่าว
นพ.ชาตรี กล่าวต่อว่า แต่การสื่อสารด้วย ไอเมสเซส จะเป็นประโยคที่สื่อความต้องการของแม่ เช่น “แม่อยากให้ลูกปิดคอมพิวเตอร์แล้วเข้านอนไวๆ” นี่คือความต้องการของแม่ ตามด้วยประโยคที่แสดงถึงความรู้สึก เช่น “เพราะแม่กลัวว่าพรุ่งนี้ลูกจะตื่นไม่ไหว” นี่คือความรู้สึกและเหตุผล หรือบางครั้งลูกอาจเล่นเกมแล้วเกินเวลาที่กำหนดไว้ การใช้ ไอเมสเซส ก็จะช่วยได้โดยสื่อในลักษณะที่เป็นการบอกหรือเตือน เช่น ตอนนี้เลยเวลามา 5 นาทีแล้วนะ แม่อยากให้ลูกทำตามข้อตกลง
จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นกล่าวปิดท้ายว่า พ่อแม่จะต้องให้ความสำคัญกับเวลาและการกำกับดูแลในการเล่นเกมของลูกๆ โดยมีการตั้งข้อตกลงร่วมกันในการเล่นเกม เช่น กำหนดเวลาเล่นวันละ 1 ชั่วโมง เกมหลังจากทำการบ้านเสร็จเรียบร้อย และจะต้องเข้านอนไม่เกิน 3 ทุ่มทุกคืน ก็จะช่วยทำให้ลูกได้มีขอบเขตและระยะเวลาในการเล่น แต่ในบางกรณีที่เด็กเล่นเกินเวลาพยายามอย่าเพิ่งไปปะทะกับเด็กด้วยการสื่อสารแบบ ยูเมสเซส ตามที่กล่าวมาเพราะวิธีการแบบนี้เด็กอาจเกิดการต่อต้าน ไม่เชื่อฟังและทำตาม หรืออาจแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวจนบางครั้งเกิดการปะทะกันได้
&<2288;







