
หลักธรรมเพื่อการสร้างความสำนึกในวิถีพุทธ (ตอน๕)
ปุจฉา : ในช่วงก่อนเข้าพรรษา ได้ฟังธรรมของพระอาจารย์ที่อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
ปุจฉา : ในช่วงก่อนเข้าพรรษา ได้ฟังธรรมของพระอาจารย์ที่อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
โดย..พระอาจารย์อารยะวังโส
เมื่อ ๑๐ ก.ค. ๒๕๕๔ มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องของจิต ที่ควรหมั่นตรวจสอบ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้เข้มแข็ง มั่นคง ในวิถีสังคมที่วุ่นวายอย่างนี้
กราบนมัสการพระอาจารย์
นายฤทธิวุฒิ
วิสัชนา : ทั้งนี้เพราะธาตุอวิชชามันมีอยู่ มันไม่ชอบกันตลอดหรอก ถ้าขาดสติ มันจึงมีแต่ความหายนะของสัตว์ทั้งหลาย เพราะฉะนั้นสัญชาตญาณของสัตว์ เราต่ำไปไม่มีสติ อย่างหมู หมา กา ไก่ สติไม่มี มันไม่สามารถขึงสติได้แบบเรา อาตมาเอาลูกสุนัขมาอุ้มดู ปรากฏว่าพื้นที่จิตมันนิดเดียว แล้วเอาเด็กขึ้นมาอุ้มแทน ปรากฏว่าสภาพจิตมนุษย์เรากว้างกว่ามาก สามารถรับประจุกำลังธรรมได้มากมาย คุณภาพของจิตที่จะรับสูง แต่ของสัตว์เดรัจฉานไม่มีพื้นที่จิตที่จะรับ คุณภาพของจิตต่ำมากๆ มันเคลื่อนไหวตามภาวะความรู้สึกที่เสวยจิตแล้ว ด้วยสัญชาตญาณ มันไม่มีภาวะนิ่งให้รับธรรมได้เลย มันอยู่ด้วยสัญชาตญาณอย่างเดียว มันมีความชอบหรือไม่ชอบ ในวิถีจิตอยู่กับการเสพอารมณ์ถูกใจไม่ถูกใจเพียงอย่างเดียว
ทำไมพระพุทธศาสนาจึงสั่งสอนว่า จงมีสติเถิด และออกมาจากรักชัง เพราะรักชังคือวิถีสัญชาตญาณของสัตว์เดรัจฉาน อะไรคือเครื่องกั้นให้ออกจากวิถีสัญชาตญาณของสัตว์ได้สำเร็จ ก็คือ สติ สิ่งที่จะต้องทำให้เราดีได้คือ สติ จึงต้องเป็นผู้มีสติ เพราะสติเป็นเครื่องหมายของกุศลธรรม ถ้าสติมันมี จิตมันก็ตั้งอยู่ในกรอบของความคิดความนึกอันควร ถ้ามันจะคิดไม่ควร เราก็ต้องรู้แล้ว ไม่ใช่พูดแล้ว ทำแล้ว เพิ่งมารู้ มันต้องแค่คิดต้องรู้แล้วว่า ใช่ควรคิดไหม!?
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







