
ตอน ว่าด้วยเรื่องของ “ความรับผิดชอบต่อสังคม”
วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
การที่จะบอกว่า องค์กรใดองค์กรหนึ่ง หรือโรงงานใดโรงงานหนึ่ง มีความเป็นสีเขียวหรือไม่ หรือใครเขียวมากกว่ากัน ก็คงจะต้องใช้ “เกณฑ์”หรือ “มาตรฐานตัวชี้วัด” เป็นตัวตัดสินความรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibility) คือ ความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากการกระทำ หรือการตัดสินใจขององค์กรนั้นๆ โดยแสดงถึงความโปร่งใสและมีจรรยาบรรณในการผลิตสินค้าหรือให้บริการที่สอดคล้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนและสวัสดิภาพสังคม สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้ถือประโยชน์ สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และเป็นไปตามกฎหมาย
ความรับผิดชอบต่อสังคมมีด้วยกัน 7 หลักการอันได้แก่
(1) หลักการแห่งความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ (Accountability)
ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมควรมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในผลกระทบที่เกิดขึ้นจากองค์กร โดยองค์กรควรยอมรับการตรวจสอบและพร้อมที่จะรับผิดชอบในผลการตรวจสอบนั้น
ระดับของความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ควรจะสอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ของผู้บริหารซึ่งมีอำนาจตัดสินใจ ในกรณีที่เกิดการกระทำที่ผิดพลาดขึ้นจะต้องหามาตรการที่เหมาะสมในการแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดนั้น และดำเนินการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ
(2) หลักการแห่งความโปร่งใส (Transparency)
ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมควรมีความโปร่งใสในการตัดสินใจ และการดำเนินกิจกรรมต่างๆขององค์กรที่มีผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมควรเปิดเผยนโยบายการตัดสินใจ และการดำเนินกิจกรรมอย่างชัดเจน ถูกต้อง และครบถ้วน โดยข้อมูลดังกล่าวควรเตรียมพร้อมไว้สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบให้สามารถที่จะเข้าถึงและตรวจสอบความถูกต้องได้
(3) หลักการแห่งการปฏิบัติอย่างมีจริยธรรม (Ethical Behavior)
ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมควรปฏิบัติอย่างมีจริยธรรม และอยู่บนพื้นฐานของความซื่อสัตย์ ยุติธรรม โดยคำนึงถึงคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมและมุ่งเน้นไปที่ผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมควรสร้างกลไกในการควบคุมดูแลให้เกิดการปฏิบัติ การรายงานผลการปฏิบัติ การป้องกันและการแก้ไขที่ไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งต่อผลประโยชน์ขององค์กรที่จะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างมีจริยธรรม
(4) หลักการแห่งการยอมรับผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Respect for Stakeholder Interests)
ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมควรรู้ถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เคารพต่อผลประโยชน์และความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สำนึกในสิทธิทางกฎหมายและผลประโยชน์ที่ชอบด้วยกฎหมาย คำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับองค์กร และผลกระทบที่เกิดขึ้น
(5) หลักการเคารพต่อหลักนิติธรรม (Respectfor the Rule of Law)
ผู้ประกอบการต้องยอมรับในการปฏิบัติตามหลักนิติธรรม ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับกฎหมายและข้อกำหนดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจกรรมขององค์กร และอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย
(6) หลักการแห่งความเคารพต่อแนวปฏิบัติสากล (Respect for International Norms of Behavior)
ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมควรเคารพและยึดมั่นต่อแนวปฏิบัติสากล หลีกเลี่ยงการร่วมกับองค์กรอื่นในการดำเนินกิจกรรมที่ผิดต่อแนวปฏิบัติสากล และในสถานการณ์ที่ขัดกับแนวปฏิบัติสากล ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมควรพิจารณาความเหมาะสม ทบทวนการดำเนินกิจกรรม และความสัมพันธ์ภายใต้ขอบเขตอำนาจของกฎหมาย
(7) หลักการแห่งความเคารพต่อสิทธิมนุษยชน (Respect for Human Rights)
ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมต้องเคารพสิทธิมนุษยชนในระดับสากลที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ในทุกประเทศ ทุกวัฒนธรรม และทุกสถานการณ์โดยสิทธิมนุษยชนต้องได้รับการปกป้องตามกฎหมาย
ทุกวันนี้ ทั้ง 7 หลักการข้างต้น เป็นเรื่องที่ยอมรับกันในระดับสากล (ทั่วโลก) แล้ว จึงเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยุคใหม่จะมองข้ามไม่ได้ ครับผม!







