posttoday
เรากำลังเผชิญกับ "ภาวะหมดไฟในการทำงาน" ใช่หรือไม่?

เรากำลังเผชิญกับ "ภาวะหมดไฟในการทำงาน" ใช่หรือไม่?

16 สิงหาคม 2562

"หมดไฟ" ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ดีแน่ แล้วจะแก้อย่างไร ต้องไปดู

"หมดไฟ" ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ดีแน่ แล้วจะแก้อย่างไร ต้องไปดู

ก่อนอื่นต้องเช็กสัญญาณไฟในตัวเองกันก่อนว่า เรามีความรู้สึกแบบนี้หรือไม่?

  1. รู้สึกว่าชีวิตมีความสุขน้อยลง
  2. เบื่อๆ เซ็งๆ ไม่อยากไปทำงาน
  3. ทำงานแบบเบื่อหน่าย ไม่มีสมาธิ
  4. รู้สึกว่าตัวเองด้อยความสามารถ
  5. เห็นอะไรก็หงุดหงิดใจไปเสียหมด

#ถ้าคำตอบบอกว่า ใช่!!!...ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ดีแน่ๆ

เรากำลังเผชิญกับ "ภาวะหมดไฟในการทำงาน" ใช่หรือไม่?

กลายเป็นประเด็นปัญหาทางสุขภาพที่เกิดกับคนวัยทำงาน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดและมีความสำคัญต่อการสร้างเศรษฐกิจ ครอบครัว และประเทศชาติไปแล้ว สำหรับ "ภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout)" ซึ่งเป็นผลมาจากความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานที่หนักเกินไปจนส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ ทำให้รู้สึกสูญสิ้นพลังงานในการทำทุกอย่าง หงุดหงิดรำคาญใจ ท้อแท้ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงกับร่างกาย รวมไปถึงพฤติกรรมการกินอาหารและการนอนหลับ

ที่ประชุมองค์การอนามัยโลก จึงได้บรรจุให้อาการหมดไฟในการทำงานเป็นโรคประเภทหนึ่งที่ต้องรับการรักษาทางการแพทย์ พร้อมบรรจุอยู่ในบัญชีจำแนกโรคระหว่างประเทศฉบับที่ 11 หรือ International Classification of Diseases ซึ่งมีชื่อย่อว่า ICD-11 เป็นมาตรฐานในการวินิจฉัยโรคใหม่ ซึ่งจะเริ่มประกาศใช้อย่างเป็นทางการทั่วโลกในวันที่ 1 ม.ค. 2565

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน มักเกิดจากการปัจจัยดังต่อไปนี้

  • สั่งสมความเครียดจากการทำงานมาเป็นระยะเวลานาน
  • โดนกดดันอย่างไม่หยุดหย่อน
  • งานเยอะ งานล้นมือ ทำงานไม่ทัน
  • ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงขององค์กรไม่ทัน
  • โดนบีบบังคับให้ต้องปรับรูปแบบการทำงานที่ขัดกับบุคลิกลักษณะนิสัย
  • งานที่ทำไม่มีการกำหนดขอบเขตภาระหน้าที่ที่ชัดเจน
  • สังคมในที่ทำงานต่างคนต่างอยู่
  • เพื่อนร่วมงานไม่มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
  • มีวันหยุดน้อย เวลาพักผ่อนน้อย

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดความรู้สึกเหนื่อยล้า ไร้เรี่ยวแรง เกิดความรู้สึกลบ ขาดความกระตือรือร้นในการทำงาน ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ไม่สามารถจดจ่อสมาธิต่องานได้เหมือนเคย ต้องฝืนตัวเองให้ทำงานจึงจะทำงานเสร็จได้ หรือต่อให้ทำงานสำเร็จลุล่วงก็ไม่รู้สึกพอใจ อาจรวมไปถึงการนอนไม่หลับ และมีปัญหาเกี่ยวกับระบบขับถ่าย จนนำไปสู่การใช้แอลกอฮอล์หรือยาเสพติดได้

ด้วยเหตุนี้ กรมควบคุมโรค จึงแนะวิธีการจัดการกับภาวะหมดไฟด้วยปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิต 2 ด้านหลักๆ ได้แก่

  1. ด้านการจัดการกับตัวเอง เช่น พักผ่อนให้เพียงพอ นอนอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวัน ผ่อนคลายอารมณ์ด้วยกิจกรรมต่างๆ เช่น นอนดูหนัง ฟังเพลง หรือช็อปปิ้ง เพื่อให้รางวัลกับตนเอง  พูดคุยขอคำปรึกษากับผู้อื่นว่ารู้สึกหมดแรงหรือเบื่อ หากมีอาการรุนแรงมากกว่าปกติ ต้องการความช่วยเหลือหรือสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญได้
  2. ด้านการจัดการกับสิ่งแวดล้อมในการทำงาน ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ระบุว่า การปรับสิ่งแวดล้อมในการทำงานให้มีความรู้สึกทางบวกมากขึ้นต้องอาศัยวิสัยทัศน์และนโยบายของผู้บริหาร เช่น สร้างเป้าหมายเส้นทางอาชีพให้พนักงานอย่างชัดเจน สร้างการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของพนักงาน นโยบายดูแลสุขภาพกายและใจของพนักงานเพื่อช่วยเหลือและดูแลอย่างเหมาะสม

หากปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตแล้วอาการยังทวีความรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษา มิเช่นนั้นอาการหมดไฟในการทำงานก็อาจนำมาซึ่งโรคร้ายแรงต่างๆ ชนิดที่คาดไม่ถึงได้

 

 

ภาพ freepik

ข่าวล่าสุด

บอลวันนี้ โปรแกรมบอล ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันพฤหัสบดีที่ 21 พ.ค. 69

บอลวันนี้ โปรแกรมบอล ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันพฤหัสบดีที่ 21 พ.ค. 69