ห้องอาหารเบญจรงค์ คงความอร่อยมา 48 ปี

  • วันที่ 02 พ.ย. 2561 เวลา 12:00 น.

ห้องอาหารเบญจรงค์ คงความอร่อยมา 48 ปี

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว  ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

ใครยังไม่เคยไม่ลิ้มรสอาหารไทย ณ ห้องอาหารเบญจรงค์ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ต้องรีบไปแล้วล่ะ เพราะอีกประมาณ 2 เดือน ห้องอาหารแห่งนี้จะหยุดให้บริการไปพร้อมกับโรงแรม ในวันที่ 5 ม.ค. 2562 เวลา 22.00 น. เนื่องจากโรงแรมดุสิตธานีซึ่งเปิดให้บริการมายาวนานตั้งแต่ปี 2513 มีโครงการบูรณะโรงแรมใหม่ในพื้นที่เดิม ซึ่งกว่าโรงแรมที่สร้างใหม่จะแล้วเสร็จต้องใช้เวลาอีกนาน โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการได้อีกในปี 2564

ดังนั้น จึงไม่อยากให้ผู้ชื่นชอบอาหารไทยพลาดโอกาส เพราะห้องอาหารเบญจรงค์นั้นเป็นการนำเสนออาหารไทยสไตล์ร่วมสมัย ที่นอกจากรสชาติอร่อยถูกปากถูกใจลูกค้าทุกเพศทุกวัย ทั้งคนไทยและนานาชาติแล้ว รูปลักษณ์หน้าตาแต่ละเมนูก็มีความโดดเด่น แตกต่าง น่าสนใจ เห็นแล้วชวนหลงใหลใคร่ลิ้มลองมากๆ

“เบญจรงค์มีความโดดเด่นที่แตกต่าง อาหารไทยที่นี่ออกสไตล์ร่วมสมัย เมนูมีการคิดค้นขึ้นใหม่อยู่เสมอ โดยได้รวมเทคนิคการปรุงสมัยใหม่มาประยุกต์กับการทำอาหารไทยต้นตำรับ เพื่อสร้างสรรค์อาหารแนวร่วมสมัยที่โดดเด่นด้วยวัตถุดิบคุณภาพ รูปลักษณ์น่ารับประทาน และยังคงรสชาติต้นตำรับความเป็นไทยอยู่ครบถ้วน” ปฐวีร์ ฉันทารุมัย ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายอาหารและเครื่องดื่มของดุสิตธานีเล่าสไตล์อาหารของเบญจรงค์

ไม่เพียงแค่อาหารที่สร้างความสุขและความประทับใจให้ลูกค้า แต่ศิลปะและธรรมชาติถือเป็นส่วนหนึ่งที่โดดเด่นและเป็นสำคัญที่จะทำให้ลูกค้ารู้สึกเฉกเช่นนั้นเมื่อยามก้าวเข้ามาในห้องเบญจรงค์ เพราะภายในห้องอาหารแห่งนี้ได้รับการตกแต่งด้วยศิลปะไทยงดงามและทรงคุณค่า นั่งรับประทานอาหารอร่อยๆ ไปพลางเสพศิลปวิจิตรไปด้วยซึ่งหาที่ไหนแบบนี้ไม่มีอีกแล้ว

ศิลปะที่ว่านั้น มีทั้งลายแกะฉลุไม้ งานตกแต่งผนังด้วยไม้สักทอง และภาพจิตรกรรมฝาผนังและเสาเพนต์ลายไทยที่เสากลมขนาดใหญ่ 2 ต้น ในห้องอาหาร โดยเฉพาะภาพจิตรกรรมฝาผนัง (เดินเข้าประตูห้องอาหารมาจะอยู่ซ้ายมือ) และเสาเพนต์ลายไทยเป็นผลงานสุดอลัง ฝีมือของท่านกูฏ (ไพบูลย์ สุวรรณกูฏ) ปรมาจารย์ช่างศิลป์ของไทยในอดีต

แม้ว่าในปี 2562 โรงแรมดุสิตธานีจะสร้างใหม่ แต่ทางผู้บริหารโรงแรมมีความตั้งใจที่จะเก็บรักษาองค์ประกอบหลักๆ และงานศิลปะชิ้นสำคัญๆ ที่รวมกันเป็นอัตลักษณ์ของดุสิตธานีเอาไว้ เพื่อเป็นมรดกทางศิลปะและสถาปัตยกรรมสำหรับผู้คนร่วมสมัยได้รำลึกถึงและคนรุ่นหลังได้ศึกษาด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ต่อไป

“ดุสิตเราโชคดีมากที่มหาวิทยาลัยศิลปากรมีเจตนารมณ์เดียวกับเรา และยินดีร่วมมือให้ความช่วยเหลือในโครงการบูรณาการโรงแรมดุสิตธานีในหลายๆ มิติ โดยมีส่วนสำคัญ คือ การจัดเก็บข้อมูลทางประวัติศาสตร์และการรื้อถอนเคลื่อนย้ายชิ้นส่วนต่างๆ นำไปเก็บรักษาเพื่อนำไปใช้ในโรงแรมดุสิตธานีแห่งใหม่ที่มีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2564 อีกด้วย” ชนินทธ์ โทณวณิก ประธานกรรมการบริหาร ดุสิตธานี บอกถึงเจตนารมณ์และความตั้งใจในการอนุรักษ์มรดกศิลปะชิ้นสำคัญๆ

อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญ คือ ห้องเบญจรงค์จะมีโซนเอาต์ดอร์ มีน้ำตกขั้นบันไดให้ลูกค้าได้นั่งดูเพลินๆ ถ่ายรูปเก็บภาพสวยๆ หรือจะสั่งเครื่องดื่มหลากชนิดมานั่งดื่มชิลๆ และมีความสุขไปกับการบริการที่ประทับใจของพนักงานที่บริการด้วยความสุภาพและใส่ใจเสมอ

สำหรับห้องอาหารก่อนที่จะมาเป็นเบญจรงค์เดิมใช้ชื่อห้องอาหารสุโขทัย แล้วเปลี่ยนมาเป็นบุษราคัมและเบญจรงค์ในปัจจุบัน และแต่เดิมเสิร์ฟในแบบตำรับชาววัง แต่ปัจจุบันปรับเปลี่ยนมาเป็นสไตล์ไทยร่วมสมัย ทุกเมนูถูกปรุงด้วยด้วยความพิถีพิถันครบทุกสัมผัสของอายตนะทั้ง 6 ทั้งรูป (รูปลักษณ์) เสียง (เวลาเคี้ยว) กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (สัมผัส) และธัมมารมณ์ (จับจิตจับใจ) ซึ่งต้องมาชิมด้วยตัวเองจึงจะรับรู้ในสัมผัสนั้นๆ อย่างแท้จริง

เมนูน่ากินทั้งนั้น อาทิ กุ้งลายเสือห่มสไบ ปลาหมึกทอดขมิ้นสด เกี๊ยวกรอบทูน่ากินกับตะไคร้สด ต้มยำกุ้ง ยำปลาดุกฟูที่กินพร้อมกับคัสตาร์ดรสต้มยำใส่เนื้อปู กุ้งแม่น้ำข้าวเม่ากรอบซอสมะขาม แกงปูใบชะพลูหมี่หุ้น ปลาย่างสมุนไพร แกงเขียวหวานซี่โครงเนื้อตุ๋น ฯลฯ ส่วนของหวานก็หลากหลาย ถูกใจที่สุดขอยกให้เค้กกะละแมที่เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมและกล้วยทอด อร่อย หอม เย็นชื่นใจมากๆ

เชิญมาลิ้มรสชาติอาหารไทยรสเลิศ พร้อมชื่นชมงานศิลปะอันทรงคุณค่า ที่ห้องอาหารเบญจรงค์โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ วันเปิดให้บริการทุกวัน มื้อกลางวัน เวลา 11.30-14.30 น. (จันทร์-ศุกร์) มื้อค่ำ เวลา 18.00-22.00 น. (วันจันทร์-อาทิตย์) โทร.02-200-9000 ขอย้ำว่าอย่าช้าเพราะจะเปิดให้บริการถึง วันที่ 5 ม.ค. 2562 เท่านั้น 

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ