อู้หยวน ชวนหลงใหล

  • วันที่ 15 ก.ย. 2561 เวลา 14:13 น.

อู้หยวน ชวนหลงใหล

มณฑลเจียงซี มณฑลน่าสนใจที่คนไทยยังไม่ค่อยรู้จัก แต่สำหรับชาวจีนแล้ว นี่คือปลายทางที่คนส่วนใหญ่อยากเดินทางมา วันนี้เรามาทำความรู้จักกับอู้หยวน อำเภอเล็กๆ แห่งหนึ่งของเมืองซ่างเหลา ซึ่งอยู่ในมณฑลเจียงซี

คนจีนรู้จักชื่ออู้หยวนในฐานะ “เมืองชนบทที่สวยที่สุด” มีหมู่บ้านโบราณกว่า 50 หมู่บ้าน ซึ่งชาวบ้านยังคงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ใช้ชีวิตสบายๆ ริมสายน้ำ ในพื้นที่สีเขียวที่โอบล้อมด้วยภูเขา

ความห่างไกลเมือง และข้อจำกัดเรื่องการเดินทางเข้าถึงในสมัยก่อน ช่วยปกป้องให้อู้หยวนยังคงรักษาธรรมชาติและวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมไว้ได้

แม้ว่าปัจจุบันการเดินทางมาที่อู้หยวนจะสะดวกสบายขึ้นมาก และการพัฒนาก็เข้าถึงทุกหมู่บ้าน แต่โชคดีที่ผู้คนได้เรียนรู้แล้วว่า พวกเขาโหยหาและยังต้องการให้มีหมู่บ้านที่มีบรรยากาศแบบนี้อยู่ต่อไป

ดังนั้น อู้หยวนจึงยังคงความบริสุทธิ์อยู่ได้ ภายใต้กระแสการพัฒนาสมัยใหม่ของจีน

ประเทศจีนในศตวรรษที่ 20 ต้องยอมรับว่านี่คือหนึ่งในประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีมากที่สุดในโลก เพราะทางด้านเศรษฐกิจ นี่คือประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจอันดับต้นๆ ของโลก เมื่อพูดถึงเทคโนโลยี ก็ต้องยอมรับว่า ไม่มีอะไรที่จีนทำไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นยานอวกาศ, Super computer ที่เร็วที่สุดในโลก รถไฟ Hi speed ที่เร็วที่สุดในโลก ก็ของจีนทั้งนั้น

และเมื่อพูดถึงการพัฒนาทางสังคม ก็ต้องบอกว่า ตอนนี้ไปเมืองไหนของจีนก็แทบไม่มีเมืองไหนเลยที่ไม่มีการก่อสร้าง ไม่มีการขยายตัวของชุมชนเมือง เรียกได้ว่า ถ้าจะมองหาภาพของการพัฒนาในประเทศจีน เป็นเรื่องที่ไม่ยากเลย ไปที่ไหนมุมไหนก็จะเห็นการพัฒนาอย่างชัดเจน

แต่สิ่งที่เริ่มหายากขึ้นเรื่อยๆ คือสิ่งที่เป็นวิถีชีวิตชนบท วิถีแบบดั้งเดิม สิ่งเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่มีค่ามากขึ้นเรื่อยๆ คนเมืองก็โหยหาสิ่งเหล่านั้น กลายเป็นว่า คนมองหาเมืองชนบทสวยๆ บรรยากาศดีๆ ที่จะได้มีโอกาสมาสัมผัสกับธรรมชาติ ได้มาเรียนรู้วิถีชนบท ได้มาสูดอากาศบริสุทธิ์ และนี่แหละ คือที่มาที่ทำให้อำเภอแห่งนี้เป็นอำเภอที่คนอยากมามากที่สุด

ช่วงเวลาที่คนจีนนิยมมาเที่ยวอู้หยวนมากที่สุด ก็คือช่วงประมาณปลายเดือน มี.ค.ไปจนถึงปลายเดือน เม.ย. เพราะช่วงนั้น ดอกคาโนล่า สีเหลืองๆ จะบานทั่วทั้งหุบเขา เป็นภาพที่สวยงามที่สุด

การมาเที่ยวช่วงนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างจะเต็ม แล้วก็แน่นไปหมด บ้านทุกบ้านจะถูกแชร์ไปเป็นที่พัก ถนนแทบจะเคลื่อนตัวไม่ได้ ผู้คนมุ่งมาที่นี่ ดังนั้น ใครที่จะมาเที่ยวช่วงนั้น ก็ต้องวางแผนดีๆ

หรือไม่เช่นนั้น ก็ต้องมาอีกช่วงหนึ่ง คือช่วงประมาณเดือน ต.ค. ซึ่งเป็นต้นฤดูใบไม้ร่วง ต้นไม้ที่อยู่ตามภูเขาก็จะเริ่มเปลี่ยนสี เป็นสีเหลือง สีแดง สีส้ม ก็จะสวยไปอีกแบบ แน่นอนว่าคนก็จะแน่นอีกเหมือนเดิม

แต่หากมาที่นี่ช่วงหน้าร้อนก็จะสะดวกหน่อย เพราะช่วงนั้นชาวจีนก็อาจจะมาเที่ยวที่นี่น้อยลง แต่ภาพที่เห็นก็จะเป็นภาพแบบเขียวชอุ่ม มีทุ่งนาขั้นบันได ท้องฟ้าสีคราม แล้วก็น้ำใสๆ เป็นภาพที่สวยงามไปอีกแบบเช่นกัน

ตอนนี้เรามาที่หมู่บ้านเจียงเวิน (Jiangwan) A beautiful village in your dream หมู่บ้านที่สวยงามในฝัน หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ที่มีทัศนียภาพ มีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม เปรียบได้เหมือนดั่งไข่มุกที่ส่องประกายของอู้หยวน แบบนี้พลาดไม่ได้ ต้องเข้าไปดู

หมู่บ้านเจียงเวิน มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง อาคารเก่าแก่หลายหลังได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี

สมัยก่อนมีการเปรียบเปรยว่า หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านหนังสือ เพราะมีคนเก่งๆ หลายคนได้เป็นกวีและขุนนาง ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลที่อธิบายได้ว่า ทำไมบ้านเก่าแก่ในหมู่บ้านนี้ ถึงมีพื้นที่ใหญ่โต และมีห้องรับแขกที่กว้างขวาง

บ้านบางหลัง ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์ บางหลังก็ยังมีลูกหลานอาศัยอยู่ ในขณะที่บางหลังก็ปรับเปลี่ยนเป็นร้านค้า ร้านอาหาร

พื้นที่ที่กว้างขวาง บวกกับตรอกซอกซอยที่มากมาย ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นเพลินๆ ได้ทั้งวัน

ที่นี่ไม่ได้มีแค่วิถีชาวบ้านเท่านั้นที่น่าสนใจ แต่ยังมีความสดชื่นจากป่าไม้เขียวๆ จากทะเลสาบ ลำธาร แล้วก็น้ำตกอีกด้วย

บริเวณนี้ชื่อ หุบมังกร มาจากรูปทรงของน้ำตกที่ดูเหมือนมังกรหยกที่ทะยานลงมาจากฟ้า แล้วเลื้อยไหลไปตามธารน้ำที่คดเคี้ยว ดูคล้ายมังกรตัวโตๆ ในขณะที่กลุ่มหินก้อนกลมมนที่เรียงรายไปตามสายน้ำ ก็ดูคล้ายกับเกล็ดมังกร

เสียงสายน้ำไหล ดังกึกก้องท่ามกลางหุบเขา ยิ่งทำให้น้ำตกดูทรงพลังยิ่งขึ้น แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าน่ากลัว หรือมีอันตราย

เพราะความรู้สึกปลอดโปร่ง เย็นสบาย เกิดขึ้นกับเราทันทีที่เดินเข้ามาที่นี่

เสน่ห์ของอำเภออู้หยวน ไม่ได้มีอยู่แค่ธรรมชาติ และวิถีชนบทเท่านั้น แต่ยังมีสถานที่เก่าแก่อีกหลายแห่ง ซึ่งกลายเป็นสิ่งมีค่ามากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคที่ประเทศจีนกำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว

ในอู้หยวนนั้นมีสถานที่เก่าแก่อยู่หลายแห่ง ซึ่งล้วนแล้วแต่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี บางสถานที่อายุเป็นพันๆ ปี แต่ก็ยังอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน และหนึ่งในนั้นก็คือสะพานแห่งนี้ Rainbow bridge หรือว่าสะพานสายรุ้ง ซึ่งมีอายุเก่าแก่เกือบ 900 ปี แต่ยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ และใช้งานได้จนถึงปัจจุบันนี้

ที่ตั้งชื่อว่าสะพาน Rainbow bridgeเพราะว่า อยากจะสื่อความหวังดีไปยังผู้คนที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง แล้วคนท้องถิ่นเขาบอกว่า ถ้ามาถึงที่อู้หยวนแล้ว ได้ข้ามสะพาน Rainbow bridge ก็จะประสบความสำเร็จในชีวิต แล้วก็มีแต่โชคลาภ

สะพานอายุร่วม 900 ปีแห่งนี้ เป็นแค่ส่วนหนึ่งของสถานที่เก่าแก่ ที่ทำให้เรารู้สึกว่า เวลาที่อู้หยวน อาจจะหมุนช้ากว่าโลกภายนอก

ความคงทนของสะพาน สะท้อนถึงความชาญฉลาดของผู้ออกแบบในสมัยนั้น เพราะไม่เพียงแต่ใช้งานได้จริง แต่ยังออกแบบได้สอดคล้องกับหลักวิศวกรรมสมัยใหม่ ในเรื่องการป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วมอีกด้วย

นักท่องเที่ยวจำนวนมากใช้เวลาอยู่ที่นี่อย่างเพลิดเพลินด้วยการลงเล่นน้ำ ในแม่น้ำที่ไหลเย็นท่ามกลางธรรมชาติที่ร่มรื่น

มีตำนานเล่าว่า สะพานนี้มีจุดเริ่มต้นจากพระสงฆ์และคนเก่งๆ ของหมู่บ้านคนหนึ่ง ร่วมกันวางแผนจะสร้างสะพานดีๆ สำหรับชุมชนของพวกเขา พระสงฆ์รูปนั้นได้เดินทางออกจากหมู่บ้านไป 3 ปี เพื่อระดมทุน ในขณะที่คนเก่งของหมู่บ้าน ช่วยกันทยอยก่อสร้างควบคู่กันไป

ใช้เวลากว่า 4 ปี ในวันที่สะพานก็เกือบเสร็จสมบูรณ์ก็ปรากฏสายรุ้งทอดข้ามแม่น้ำ และสะท้อนเป็นเงาที่สวยงามมาก ชาวบ้านเห็นว่าเป็นสัญลักษณ์ที่ดี จึงตั้งชื่อว่า “สะพานสายรุ้ง”

ฝั่งนี้มีสะพานสายรุ้ง อีกฝั่งก็มีวัดก้อนเมฆ เดินต่อไปทางนี้อีก 180 เมตร เป็นวัดเก่าแก่ อายุกว่า 800 ปีเช่นกัน

12 กิโลเมตร จากตัวอำเภออู้หยวน มีทางยกระดับของรถไฟความเร็วสูง พาดผ่านหมู่บ้านชนบทเล็กๆ ที่ชื่อว่า หลี่เคิน

ในอู้หยวน มีหมู่บ้านโบราณอยู่หลายแห่งด้วยกัน ซึ่งมีความเก่าแก่ และสวยงามไม่แพ้กัน แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีที่ไหนมีเสน่ห์ไปกว่าที่นี่ ที่หมู่บ้านหลี่เคิน เพราะว่าที่นี่ยังมีบ้านเรือนโบราณที่คนอาศัย ใช้ชีวิตอยู่จริง กลางแม่น้ำ มีคลองเล็กๆ ซึ่งผู้คนยังใช้ชีวิต ยังพึ่งพาสายน้ำแห่งนี้ จึงทำให้ที่นี่กลายเป็นหมู่บ้านที่ดูสวยงาม และมีชีวิตชีวา ที่ทุกคนจะต้องมาเยือน

หมู่บ้านหลี่เคิน ล้อมรอบไปด้วยภูเขาและแม่น้ำ มีอาคารเก่าแก่สมัยราชวงศ์หมิง และราชวงศ์ชิง มีบ้านเรือนทรงโบราณตั้งอยู่ริมคลองเล็กๆ ที่ไหลผ่านกลางหมู่บ้าน มีสะพานข้ามคลองแทบทุกระยะ ผู้คนยังอาศัยน้ำในลำคลองไว้ใช้ และก็ช่วยกันดูแลความสะอาดเป็นอย่างดี

อาคารส่วนใหญ่ถูกปรับปรุงให้อยู่ในสภาพใหม่ และสะอาดสะอ้าน แต่ยังคงรูปแบบทางสถาปัตยกรรมดั้งเดิมเอาไว้ มีโคมไฟสีแดง ห้อยเป็นสายอยู่หน้าบ้านแทบทุกหลัง และจะส่องแสงสว่างไสวในเวลากลางคืน

มีเรือไม้ลำเล็กๆ จอดเทียบท่าไว้คอยบริการนักท่องเที่ยว

มีเรื่องเล่ากันเล่น สนุกๆ ว่า การตามหาบ้านสกุลหลี่ในหมู่บ้านนี้ เป็นเรื่องที่แสนจะง่าย แต่การจะเข้าให้ถูกบ้านนั้น เป็นเรื่องยากมาก นั่นก็เพราะว่า คนแถวนี้ แซ่หลี่กันแทบทุกบ้าน

อาคารที่อยู่ริมคลองแถวนี้ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาคารที่ก่ออิฐฉาบปูนประมาณ 2 ชั้น 3 ชั้น หรือว่าบางที่ก็เพิ่มขึ้นไปถึง 5 ชั้นก็มี โดยลักษณะโครงสร้างหลังคายังเป็นแบบโบราณ บางบ้านก็จะปรับปรุงจากโครงสร้างของบ้านเดิม จึงมีกลิ่นอายของบ้านเก่าอยู่ด้วย

ชาวบ้านบอกว่า ที่อยู่ริมคลองบริเวณนี้ร้อยละ 80 เป็นคนแซ่หลี่ทั้งนั้นเลย นี่คือที่มาของชื่อหมู่บ้านหลี่เคิน

ความร่มรื่นของธรรมชาติรอบๆ หมู่บ้าน บวกกับอาคารบ้านเรือนสุดคลาสสิก ในบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา ทำให้หมู่บ้านหลี่เคินเป็นสถานที่ที่เหมาะกับคนที่ชอบการพักผ่อนแบบสบายๆ และเหมาะกับศิลปินที่ต้องการแรงบันดาลใจ ซึ่งก็รวมถึงเด็กๆ นักเรียนที่มานั่งวาดรูปนี้ด้วยเช่นกัน

ตอนค่ำความมืดของช่วงเวลากลางคืน ทำให้แสงจากโคมไฟ ดูเด่นขึ้นมา และเงาสะท้อนในน้ำ ก็ยิ่งทำให้ภาพของบ้านเรือนทรงโบราณ ริมน้ำแลดูมีสีสันยิ่งขึ้น

บรรยากาศที่เย็นสบายยิ่งขึ้น ก็ชวนให้คนอยากออกมาเดินเล่นเช่นกัน

จะสังเกตได้ว่ามีน้อยคนนัก ที่จะยอมเดินผ่านไปเฉยๆ โดยที่ไม่ถ่ายรูปบรรยากาศสวยๆ แบบนี้เก็บไว้

การพัฒนาทางวัตถุอย่างรวดเร็วในสังคมเมือง ทำให้ผู้คนจำเป็นต้องเอาพื้นที่ไปสร้างตึกสูง เพื่ออยู่กันอย่างแออัดและแก่งแย่งแข่งขัน ธรรมชาติชานเมือง และวิถีชนบท กลายเป็นบรรยากาศที่คนเมืองโหยหา เพื่อชดเชยความรู้สึกที่ขาดหายไป

โชคดีที่ยังมีอู้หยวน ซึ่งเป็นที่ที่หลายคนเลือกเดินทางมาเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ให้กับตนเอง ก่อนที่จะต้องกลับไปทำมาหากินต่อในเมืองใหญ่ต่อไป

ข่าวอื่นๆ