เสน่ห์ธรรมชาติบริสุทธิ์ บนเกาะบอร์เนียว

  • วันที่ 18 ส.ค. 2561 เวลา 21:25 น.

เสน่ห์ธรรมชาติบริสุทธิ์ บนเกาะบอร์เนียว

โดย..ทีมงาน โลก 360 องศา

เมื่อพูดถึงประเทศเพื่อนบ้านมาเลเซีย เชื่อว่าหลายคนไม่ทราบว่ามาเลเซียมี 2 ส่วน คือส่วนที่หนึ่งที่อยู่บนคาบสมุทรทางตอนใต้ของไทย และส่วนที่สองอยู่บนเกาะบอร์เนียวติดกับประเทศอินโดนีเซียและประเทศบรูไน ซึ่งพื้นที่ส่วนที่สองนี้เรียกว่า มาเลเซียตะวันออก เป็นพื้นที่ที่คนไทยไม่คุ้นเคย ทั้งที่เดินทางไปไม่ยาก ให้มุมมองและประสบการณ์ใหม่ๆ มากกว่าที่เราเคยคิดว่าเรารู้จักประเทศเพื่อนบ้านเรา

เมืองที่เป็นประตูสู่มาเลเซียตะวันออก ก็คือเมืองหลวงของรัฐชื่อว่า โกตากีนาบาลู

ที่ตัวเมืองโกตากีนาบาลู ขึ้นไปชมวิวของเมืองได้ที่ Signal View Point จะเห็นลักษณะภูมิประเทศคร่าวๆ ของโกตากีนาบาลู มองด้านโน้นจะเห็นทะเล จะรู้ว่านี่เป็นเมืองท่าชายฝั่ง ด้านหลังก็มีภูเขา มีเนินเขาเป็นช่วงๆ มีอาคารบ้านเรือน แล้วก็ตึกสูงทันสมัย รวมกันเป็นกลุ่มที่เป็นโซนตัวเมือง มองไปไกลๆ ด้านนู้นเห็นเครื่องบินกำลังขึ้น แสดงว่าสนามบินอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองมาก

แม้ว่าคนไทยจะไม่ค่อยรู้จักโกตากีนาบาลู แต่อันที่จริงแล้ว เมืองนี้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมานาน โดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาที่นี่ อยากมาดูธรรมชาติ และมาชมท้องทะเลสวยๆ กัน

ด้วยความลงตัวของที่ตั้ง และความพร้อมของระบบคมนาคม ทำให้โกตากีนาบาลูเป็นประตูสู่บอร์เนียว และยังมีความพร้อมสำหรับการเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว เพราะมีปัจจัยพื้นฐานหลายๆ อย่าง โรงแรมที่พักก็มีการพัฒนาไปมาก อาคารสถานที่ ถนนหนทางในตัวเมือง ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร มีให้เลือกอยู่ทั่วไป และที่สำคัญที่สุดก็คือ คนที่นี่สามารถใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารได้อย่างคล่องแคล่ว

แม้ว่าผู้คนบนเกาะนี้จะเป็นสัญชาติมาเลเซียเหมือนคนที่อยู่บนคาบสมุทร แต่เชื้อชาติจะค่อนข้างแตกต่าง คือไม่ได้มีชาวมลายูมากเท่าดินแดนบนคาบสมุทร มีทั้งคนที่มีเชื้อสายจีน ฟิลิปปินส์ อินเดีย และชนเผ่าต่างๆ ซึ่งวัฒนธรรมชนเผ่าพื้นเมืองก็เป็นอีกหนึ่งจุดขายของการท่องเที่ยว

ที่นี่ยังเป็นบ้านของชนเผ่าที่หลากหลายอีกกว่า 40 ชนเผ่า อาศัยกระจัดกระจายกันไปตามภูเขา ตามชนบท การที่เราจะได้ไปเห็นทุกๆ ชนเผ่านั้นเป็นไปได้ยาก แต่มีสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเขารวบรวมวัฒนธรรมของชนเผ่าใหญ่ๆ มาไว้ด้วยกัน ชื่อว่า Mari Mari Cultural Village หมู่บ้านวัฒนธรรมแห่งนี้ เราจะได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงวิถีชีวิต และความเป็นอยู่ของแต่ละชนเผ่า รวมถึงความเชื่อที่แตกต่างกัน และได้เห็นหลักฐานว่า ชนเผ่านักล่าหัวมนุษย์นั้น เคยมีอยู่จริง!!!

โกตากีนาบาลู เป็นที่ตั้งของยอดเขากีนาบาลู ซึ่งเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักปีนเขา เพราะยอดเขาสูงจากระดับน้ำทะเลถึงประมาณ 4,000 เมตร แต่การพิชิตยอดเขาก็ไม่ได้ยากจนเกินไป

ถึงแม้ว่าชื่อโกตากีนาบาลูจะไม่ค่อยคุ้นหูคนไทย แล้วก็จะยังมีคนไทยเดินทางมาที่นี่น้อย หรือแทบจะไม่มีเลย แต่พอไปค้นดูในอินเทอร์เน็ต กลับพบว่ามีนักผจญภัยคนไทยมาถึงที่นี่แล้ว เป้าหมายก็เพื่อพิชิตยอดเขากีนาบาลู หนึ่งในยอดเขาที่สูงที่สุดในอาเซียน สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 4,000 เมตร แถมยังเป็นยอดเขาที่มีทัศนียภาพสวยงามแล้วก็เป็นหนึ่งในจุดหมายที่ท้าทายที่สุดของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกด้วย

ในเขตอุทยาน อากาศบริสุทธิ์และสดชื่นมากๆ นอกจากนี้ยังมีของแถมจากการเดินทางเป็นวิวสวยๆ และบรรยากาศดีๆ ของหุบเขากุนดาซัง ซึ่งอยู่ห่างจากอุทยานแห่งชาติโกตา กีนาบาลูมาไม่เท่าไรนัก

ออกจากเขตอุทยานแห่งชาติกีนาบาลูมาได้ไม่นาน เราก็เข้าสู่เขตหุบเขากุนดาซัง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสถานที่ขอแนะนำว่าใครชอบสัมผัสธรรมชาติ ใครชอบสูดอากาศบริสุทธิ์ไม่ควรพลาดโดยประการทั้งปวง

อากาศที่นี่เย็นสบายตลอดทั้งปี ทำให้เป็นแหล่งเพาะปลูกพืชผักที่มีคุณภาพ มีทัศนียภาพที่สวยงาม ภูมิประเทศที่ลดหลั่นลงมาตามภูเขา ทำให้นักท่องเที่ยวชอบที่จะมาพักผ่อนตากอากาศกันที่นี่ หลายๆ พื้นที่จึงพัฒนาเป็นโรงแรมเล็กๆ เป็นฟาร์มสเตย์ หรือเป็นโฮมสเตย์

ช่วงเย็น แนะนำให้ไปที่ตลาดริมน้ำในเมือง หาอาหารทะเลอร่อยๆ ราคาประหยัดรับประทาน เพราะอาหารทะเลที่นี่สดๆ ตัวใหญ่ หน้าตาของอาหาร ดูเหมือนจะปรุงกันแบบง่ายๆ แต่รสชาติอร่อยสุดยอด แถมราคายังไม่แพงมาก ดังนั้นแนะนำเลยว่าถ้าใครได้ไปเที่ยวเมืองนี้ ต้องไม่พลาดไปรับประทานอาหารทะเล

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่ไปโกตากีนาบาลู จะนิยมไปดำน้ำและไปเที่ยวเกาะ เพราะที่นี่มีเกาะเล็กเกาะน้อยอยู่หลายแห่ง และที่พิเศษกว่าการไปดำนำ ก็คือการนั่งเรือจากโกตากีนาบาลูไปยังเกาะแห่งหนึ่ง ที่ชื่อว่า “ปูเลาตีกา”

ที่เกาะนี้ หาด Batu Luang บาตูลูอัง เป็นหนึ่งในสถานที่ซึ่งแนะนำว่าต้องมาเยือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใครมาช่วงตอนเย็นๆ ควรจะมาดูพระอาทิตย์ตกที่นี่ ที่นี่อาจจะไม่ใช่หาดทรายขาว เนื้อทรายละเอียด เหมือนหาดทั่วๆ ไป แต่ว่ามีความสวยงามและแปลกตาของผาหินที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำและลม ลักษณะเด่นก็คือ เป็นหาดที่มีก้อนหินกลมมน เรียงตัวแทรกตัวกันอยู่ในชั้นหินทราย พอน้ำทะเลซัดมาค่อยๆ กัดเซาะชั้นหินทรายออกไป ก็จะเหลือเฉพาะพื้นผิวที่โชว์ก้อนหินเรียงกันแบบนี้ สวยงามแปลกตาดี

เรามักจะเคยเห็นแต่หาดทราย แต่ที่นี่เป็นหาดหิน แล้วก็ไม่ใช่เป็นหินกรวดเล็กๆ แต่เป็นหินก้อนโตๆ คงจะโดนน้ำทะเลกัดเซาะแล้วก็เสียดสีกันจนกลายเป็นผิวมนๆ แบบนี้

เกาะปูเลาตีกา ได้ขึ้นชื่อว่า Survival Island มีชื่อเสียงและได้รับการขนานนามแบบนี้เพราะว่าเคยถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำรายการ The Survival ซีรี่ส์ที่ใช้ชื่อว่า Survival Borneo หลังจากภาพทิวทัศน์ของเกาะได้ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก ทำให้ใครๆ ก็อยากเดินทางมาที่นี่

กิจกรรมบนเกาะนี้มีมากมายหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเล่นน้ำทะเล เดินเล่นชายหาดดำน้ำ หรือเดินเล่นเทรคกิ้งไปตามแนวป่าเขา แต่มีอยู่อีกหนึ่งกิจกรรม ซึ่งไม่ควรพลาดก็คือการไปแช่ในบ่อโคลนภูเขาไฟ

บ่อโคลนภูเขาไฟนี้ เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ แต่ก็บังเอิญเกิดขึ้นที่เกาะปูเลาตีกา จากการที่ภูเขาไฟที่เคยดับไปแล้วเมื่อหลายล้านปี แต่ยังมีก๊าซซัลเฟอร์ปะทุอยู่ข้างล่าง บังเอิญมาโผล่ ณ จุดนี้ซึ่งมีโคลนมาสะสมกัน มีน้ำฝนมารวมกัน จึงเกิดเป็นบ่อโคลนธรรมชาติขึ้น คนที่มาที่นี่มีความเชื่อว่า ถ้าได้มาแช่น้ำโคลนที่นี่จะทำให้ผิวพรรณผุดผ่อง แล้วก็สุขภาพผิวดีขึ้น ทั้งยังได้ประสบการณ์ที่แปลกใหม่ ไม่เหมือนที่ใดๆ ในโลกด้วย

เมืองอีกเมืองหนึ่งในมาเลเซียตะวันออก มีฉายาว่า Little Hongkong เมืองนั้นมีชื่อว่า ซันดากัน อยู่ห่างจากเมืองโกตากีนาบาลูประมาณ 300 กิโลเมตร เคยเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของเส้นเดินเรือ และเชื่อมต่อการค้าทางทะเล ในอดีตจึงมักตกอยู่ภายใต้อิทธิพลจากนักล่าอาณานิคมต่างชาติ

ถึงแม้ว่าหลายชาติตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นสเปน เยอรมนี อังกฤษ จะเคยมีอิทธิพลในดินแดนแถบนี้ แต่ดูเหมือนว่าที่ซันดากันนี้ จะมีกลิ่นอายของความเป็นจีนมากกว่า ที่นี่จึงได้รับการขนานนามว่าเป็น Little Hong Kong

ส่วนสาเหตุที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น Little Hong Kong ก็คงต้องย้อนกลับไปช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ตอนนั้นที่นี่ยังเป็นเมืองหลวงของนอร์ทบอร์เนียว อยู่ภายใต้การดูแลของอังกฤษ ญี่ปุ่นส่งเครื่องบินเข้ามาทิ้งระเบิดราบเป็นหน้ากลอง เกินกว่าที่จะฟื้นฟู อังกฤษก็เลยตัดสินใจย้ายเมืองหลวงใหม่ไปที่ Jesselton ก็คือโกตากีนาบาลูในปัจจุบัน แต่เมืองนี้ก็ยังมีทรัพยากรป่าไม้ ทรัพยากรทางประมงที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ แล้วก็มีชัยภูมิที่เหมาะสมในการเป็นเมืองท่า จึงมีความพยายามที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจของเมืองนี้ขึ้นมา อังกฤษได้เชิญชาวฮ่องกงให้มาลงทุนทำธุรกิจประมงที่นี่ ทำให้ชาวฮ่องกงทยอยกันเข้ามารวมกลุ่มกันเป็นชุมชนใหญ่ๆ กลายเป็นเมือง แล้วก็กลายเป็น Little Hong Kong อย่างปัจจุบัน

หนึ่งในกิจกรรมสนุกที่ควรทำในซันดากัน ก็คือการตื่นแต่เช้าไปดูตลาดปลา เพราะนอกเหนือจากรายได้จากธุรกิจป่าไม้ ธุรกิจน้ำมันแล้ว เรื่องของประมงก็เป็นอีกรายได้หลักของซันดากัน ดังนั้นเมืองนี้จึงกลายเป็นเมืองตื่นเช้า เพราะเรือประมงเข้าท่ากันตั้งแต่ตีหนึ่ง คนที่ทำอาชีพเกี่ยวกับประมงก็ต้องตื่นเช้าตาม ตลาดค้าส่งเริ่มขึ้นตั้งแต่ตีหนึ่งถึงหกโมงเช้า พ่อค้ารายใหญ่ก็มารอรับซื้อปลาซื้ออาหารทะเลล็อตใหญ่ๆ แล้วขายต่อให้พ่อค้าปลีก ซึ่งตลาดค้าปลีกก็จะเริ่มตั้งแต่หกโมงเช้าเป็นต้นไป

ไฮไลต์อีกอย่างของการมาเที่ยวซันดากัน ก็คือการได้ไปเห็นเจ้าลิงจมูกยาว หรือลิงจมูกงวง Proboscis Monkey

การมาเที่ยวที่ซันดากัน ถ้าสมมติว่าคุณพลาดการกินอาหารซีฟู้ด ก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าเสียดาย ถ้าสมมติว่าคุณไปเที่ยวป่าฝนเขตร้อน คุณไม่เห็นนกก็ถือว่าคุณโชคไม่ดี แต่ถ้าคุณพลาดไม่ได้มาชมเจ้าลิงจมูกโตนี้ ถือว่ามาไม่ถึงซันดากัน

ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ว่าจมูกโตๆ ของเจ้าลิงชนิดนี้มีไว้ใช้ทำอะไร ตอนแรกก็มีสมมติฐานว่ามีไว้เอาไว้ช่วยหายใจเวลาว่ายน้ำ สรุปก็ไม่ใช่ แล้วก็มีคนสมมติฐานอีกว่า เอาไว้ช่วยระบายความร้อน แต่ก็ยังไม่ใช่อีกเช่นกัน ทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์เองก็ยังไม่มีข้อสรุป แต่ที่แน่ๆ เขาสังเกตเห็นว่า ลิงตัวผู้ตัวไหนมีจมูกโต ตัวนั้นจะดึงดูดลิงเพศเมียได้ดี

นอกจากจมูกโตๆ ที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว เจ้าลิงชนิดนี้ยังมีเสียงร้องที่แตกต่างจากลิงทั่วไปด้วย

นักท่องเที่ยวบางคนอาจจะหวังดี อยากหิ้วกล้วยหรือผลไม้มาฝากลิงด้วยตัวเอง แต่ว่าที่นี่ห้ามเด็ดขาด มีอยู่สองสาเหตุ เหตุผลแรก เขาจะควบคุมวินัยของลิงไม่ได้ เหตุผลที่สองก็คือ เจ้าลิงเหล่านี้รับประทานอาหารต่างจากลิงโดยทั่วไป ผลไม้ เช่น กล้วยที่มีรสหวาน เขาไม่สามารถย่อยได้ ดังนั้นถ้าเกิดว่า เขารับประทานเข้าไป แทนที่จะมีประโยชน์กลับกลายเป็นโทษเสียด้วยซ้ำ

โดยปกติแล้วเขาจะกินใบไม้ใบหญ้าเป็นอาหาร รวมถึงใบไม้บางชนิดที่มีพิษก็สามารถกินได้ด้วย เพราะว่ามีโครงสร้างกระเพาะที่มีเอนไซม์พิเศษทำให้สามารถย่อยใบไม้ชนิดนั้นได้ แต่ด้วยความที่โครงสร้างระบบย่อยของเขามีความซับซ้อนเป็นพิเศษ จึงทำให้ไม่สามารถไปอาศัยอยู่ที่อื่นได้ มีคนพยายามนำไปเพาะเลี้ยง แล้วก็ขยายพันธุ์ในพื้นที่อื่น แต่สุดท้ายก็ไม่รอด จึงเหลืออยู่แค่ที่นี่ที่บอร์เนียว ปัจจุบันจำนวนก็ลดลงเรื่อยๆ เพราะว่าพื้นที่เป็นป่าชายเลน บางส่วนถูกแทนที่ด้วยสวนยาง สวนปาล์ม อาหารการกินก็ลดน้อยลง ปัจจุบันพบว่า ทั่วเกาะบอร์เนียวมีอยู่ประมาณ 8,000 ตัว

เสน่ห์อย่างหนึ่งของมาเลเซียตะวันออก คือ ความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ ความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ ทำให้เป็นบ้านของสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์หลายชนิด และนักท่องเที่ยวที่อยากเห็นของจริง ก็ต้องเดินทางไปดูที่เกาะบอร์เนียว

สถานที่อีกแห่งที่ไม่ควรพลาดก็คือ Orangutan Rehabilitation Centre ศูนย์พักฟื้นลิงอุรังอุตัง ภาษาไทยเราออกเสียงเป็น “อุรังอุตัง” แต่ภาษาบาฮาซาของที่นี่ออกเสียงว่า “โอรังอุตัง”

การเติบโตของชุมชนเมือง และการพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมป่าไม้บนเกาะบอร์เนียว ทำให้มีผลกระทบต่อพื้นที่อยู่อาศัย แล้วก็แหล่งอาหารของลิงอุรังอุตัง จึงมีแนวโน้มที่ลิงชนิดนี้ลดจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ เพราะกว่ามันจะเติบโตจนสามารถผสมพันธุ์ได้ ต้องอายุประมาณสิบปีขึ้นไป แล้วก็คลอดลูกครั้งละหนึ่งตัวเท่านั้น ดังนั้นโอกาสที่จะสูญพันธุ์มีมาก ศูนย์แห่งนี้เป็นศูนย์ฟื้นฟูช่วยเหลือลิงอุรังอุตังที่กำพร้า เพื่อให้สามารถเรียนรู้ฝึกฝนตัวเอง พร้อมที่จะกลับเข้าไปใช้ชีวิตที่ป่าได้

เสร็จจากดูลิงเรามาดูหมีกันต่อ ที่นี่คือ Borneon Sun Bear Conservation Centre เป็นศูนย์อนุรักษ์หมีพื้นเมืองที่เรียกว่า Bornean Sun Bear เป็นหมีพันธุ์ที่เล็กที่สุดในโลก อยู่ในตระกูลหมีหมาหรือว่าหมีคนในบ้านเรา ความสูงเต็มที่อยู่ที่ 120-150 เซนติเมตรเท่านั้น ด้วยความที่ตัวเล็กแล้วก็เคลื่อนไหวเชื่องช้าจึงมักตกเป็นเหยื่อของนักล่า

ซันแบร์เป็นหมีที่มีตัวเล็กที่สุดในโลก ดูน่ารักมาก บางคนอยากได้เอาไปเป็นสัตว์เลี้ยง ก็ซื้อหากันไป หรือบางคนก็ไปจับเอาในป่า ไปเป็นสัตว์เลี้ยงกัน แต่พอโตขึ้น สัตว์ป่าก็เป็นสัตว์ป่า ความเป็นหมี ความเป็นนักล่า ความเป็นสัตว์ป่าก็ปรากฏออกมา ก็ไม่สามารถเลี้ยงได้อีกต่อไป ส่วนใหญ่ก็จะลงเอยด้วยการถูกจับเอาไว้ในกรง รอวันแก่ตาย ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าเหลือเกิน

ปิดท้ายด้วยการเดินทางไปยังถ้ำโกมันตัง หนึ่งในถ้ำที่เราจัดอันดับให้เป็นสถานที่ชวนขนลุกมากที่สุด เชื่อว่าถ้าใครเป็นโรคกลัวแมลงสาบ แล้วอยากฝึกตัวเองให้ก้าวผ่านความกลัวให้ได้ ควรมาที่นี่ เพราะถ้าผ่านที่นี่ไปได้ แมลงสาบเมืองไทยธรรมดาไปเลย

นอกจากแมลงสาบแล้วก็จะยังมีแมงมุม มีค้างคาว มีตัวอื่นๆ อีก ไต่ยั้วเยี้ยๆ เต็มไปหมด

นี่ไม่ใช่ถ้ำที่สวยงาม ไม่ใช่ถ้ำที่จะมาเดินเพลิดเพลิน ชมบรรยากาศสวยๆ สูดอากาศบริสุทธิ์ เพราะว่าถ้ำนี้ทั้งมืด ทั้งชื้น แล้วก็มีกลิ่นของมูลสัตว์ ขณะเดินไปตามเส้นทางเดิน ก็จะมีมูลสัตว์ มีแมลงสาบไต่ยั้วเยี้ยๆ เต็มไปหมด ใครที่อยากมาเห็นความแปลก อยากได้ประสบการณ์ที่หาไม่ได้ที่ไหนแล้วบนโลกใบนี้ ก็ลองมาดูได้

ติดตามเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้ ในรายการโลก 360 องศา เช้าวันอาทิตย์นี้ หลังเคารพธงชาติ ทางช่องไทยรัฐทีวี

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ