คนเจนวายกับความแปลกใหม่ความไฉไลที่จะเกิดขึ้นทั่วไทยปี 2559

  • วันที่ 14 ธ.ค. 2558 เวลา 11:10 น.

คนเจนวายกับความแปลกใหม่ความไฉไลที่จะเกิดขึ้นทั่วไทยปี 2559

โดย...กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

คนที่เกิดปี 2523-2540 คือ คนเจนวาย (Generation Y) ที่มีคำนิยามว่า ชอบเทคโนโลยี มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่ค่อยมีความอดทน และสามารถทำอะไรหลายๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกัน แต่สำหรับนักท่องเที่ยว พวกเขาคือคนที่เดินทางด้วยตัวเอง หาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต แชร์เรื่องเที่ยวในโซเชียลเน็ตเวิร์ก และตัดสินใจเดินทางเร็ว แต่...อย่าเพิ่งรีบไปไหน ถ้ายังไม่ทราบความไฉไลที่จะเกิดขึ้นทั่วไทยปี 2559

อีสานแซ่บนัว

คำว่าแซ่บนัวนำมาใช้กับการท่องเที่ยว เพราะรสชาติของมันอร่อยไม่แพ้อาหาร สมฤดี ชาญชัย ผู้อำนวยการภูมิภาค ภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวถึงแคมเปญแซ่บนัวในปี 2559 ว่า เป็นคาแรกเตอร์ของอีสานที่มีทั้งรสแซ่บ หมายถึง ความสนุกสนาน และรสนัวหรือความกลมกล่อม เพราะยังเป็นแหล่งศิลปวัฒนธรรมและพระพุทธศาสนา โดยปีหน้าจะทำตลาดเจาะไปที่เจนวาย เพราะเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการท่องเที่ยว

 

“แม้ว่ากลุ่มเจนวายจะไม่ใช้จ่ายเท่าคนวัยเกษียณหรือกลุ่มครอบครัว แต่พวกเขาตัดสินใจเดินทางได้เร็ว พอถูกใจก็จะวางแผนเดินทางเลย เพราะสื่อหรือภาพที่ออกไปสามารถกระตุ้นคนกลุ่มนี้ได้ง่าย เมื่อเดินทางก็จะแชร์ภาพในเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม บล็อกของตัวเอง คนเจนวายจึงเป็นเหมือนทูตวัฒนธรรมที่ช่วยประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทย นอกจากนี้พวกเขายังมีความอนุรักษ์ในหัวใจ ตระหนักเรื่องโลกร้อน มีการศึกษาที่จะช่วยรักษาแหล่งท่องเที่ยวและนำความคิดดีๆ สู่ชุมชน ที่สำคัญที่สุดคือ คนเจนวายจะเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต จึงหมายความว่า เป็นกลุ่มที่จะท่องเที่ยวไปอีกนาน” สมฤดี กล่าว เธอยังมองว่าทุกวันนี้คนเจนวายไม่จำกัดเพียง พ.ศ.เกิดเท่านั้น เพราะคนแก่ที่มีมายด์เซต (Mind Set) แบบรักอิสระ ใช้โซเชียลมีเดีย และยังค้นหาตัวตนอยู่ ก็ถือว่าเป็นคนเจนวายที่ชอบเดินทางด้วยตัวเองเช่นกัน

สำหรับแหล่งท่องเที่ยวของคนกลุ่มนี้เน้นไปที่ธรรมชาติ เช่น พิชิตภูกระดึง ชมทะเลหมอกที่ภูป่าเปาะ เล่นน้ำตกในบึงกาฬ กระโดดร่มเหนือฟ้าสกลนคร หรือชมทุ่งดอกไม้ป่าผาแต้ม แต่หากพูดถึงจุดขายใหม่ สมฤดี กล่าวถึง 6 ไฮไลต์ในโครงการ เขาเล่าว่า... ที่นำเรื่องราวพื้นบ้านมาเพิ่มคุณค่าให้แหล่งท่องเที่ยว ได้แก่

 

หาดชมดาว อ.นาตาล จ.อุบลราชธานี เขาเล่าว่า หาดนี้มีหินชมนภาที่จะโผล่ขึ้นมาฤดูน้ำโขงลด พิพิธภัณฑ์พญาคันคาก จ.ยโสธร เขาเล่าว่า อีสานเคยแล้งหนัก พญามหายุทรจึงรบกับพญาแถนเป็นที่มาของประเพณีบั้งไฟที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ ศาลพญานาค เชิงสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 จ.มุกดาหาร เขาเล่าว่า เสาต้นที่สองของสะพานเป็นถ้ำพญานาคชาวบ้านจึงมากราบไหว้ ภูทอก อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬ เขาเล่าว่า ภูทอกทั้ง 7 ชั้นเสมือนสวรรค์ชั้น 1-7 ที่มนุษย์สามารถหลุดพ้นได้ด้วยความพยายาม ผ้าย้อมคราม จ.อุดรธานีและสกลนคร เขาเล่าว่า ผ้าครามช่วยบำรุงผิวได้ (มีผลวิจัยของญี่ปุ่นและอเมริกา ระบุว่า ผ้าครามกันรังสียูวีได้) และประเพณีแห่นาคโหด บ้านโนนเสลา จ.ชัยภูมิ เขาเล่าว่า นาคที่ผ่านการทดสอบจากการโยนเท่านั้นจึงบวชได้

“เราอยากเห็นคนรุ่นใหม่ตั้งแต่เจนวายถึงเจนแซดใช้การเดินทางท่องเที่ยวแบบเจาะลึกเพื่อค้นหาตัวเอง” สมฤดี กล่าว โดยให้ความหมายของการท่องเที่ยวแบบเจาะลึกว่า คือได้เห็นวิถีชีวิต เข้าไปสัมผัสทั้งรูป รส กลิ่น เสียง และลึกถึงจิตใจ

 

“เมื่อเราใช้เวลาในที่แห่งนั้นนานพอจะทำให้เห็นองค์ความรู้ เห็นชีวิต ซึ่งมันอาจทำให้ค้นพบตัวตน การเดินทางจึงไม่ใช่แค่เที่ยวสนุก แต่ต้องทำให้มันเกิดประโยชน์กับตัวเองในอนาคต และค้นหาสิ่งที่ ใช่! สำหรับชีวิต”

นอกจากนี้ ในปีหน้า ททท.อีสานจะร่วมมือกับภาคเอกชนจัดกิจกรรมผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อเข้าถึงกลุ่มเจนวายโดยเฉพาะ เช่น กิจกรรมใส่ผ้าอีสานถ่ายภาพกับสถานที่ท่องเที่ยวในอีสานเพื่ือลุ้นไปเที่ยวฟรีกับดาราขวัญใจวัยรุ่น เจนวายทั้งหลายสามารถติดตามกิจกรรมแซ่บๆ เช่นนี้ได้ทาง www.เที่ยวอีสาน.com หรือ i-san.tourismthailand.org

เดินเที่ยวกรุงเทพฯ

หลายเสียงโจษจันว่า ฟุตปาทกรุงเทพฯ เหมือนเกมหลบหลุมระเบิด แต่วิถีของทางเดินกลับเป็นวิธีสัมผัสกรุงเทพฯ ที่ดีที่สุด เริ่มแรกโครงการ กรุงเทพฯ เดินเที่ยว : Walking Bangkok เกิดขึ้นหลังเหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์ ททท.จึงผุดโครงการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า กรุงเทพฯ ยังคงปลอดภัย แต่เมื่อเหตุการณ์เริ่มคลี่คลาย การเดินเที่ยวจึงเป็นการนำเสนอมุมมองใหม่ที่สามารถใช้คำว่า สโลว์ไลฟ์ ได้เต็มปาก

 

ศุกรีย์ สิทธิวนิช รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในขณะที่คนกรุงเทพฯ กำลังเสียเวลาอยู่บนท้องถนนหรือกำลังวนหาที่จอดรถอยู่ในห้าง แท้จริงแล้วกรุงเทพฯ น่าจะเหมาะแก่การเดินมากกว่าหรือเปล่า รวมถึงในสังคมที่ทุกอย่างรีบเร่งก็ควรหาเวลาใช้ชีวิตให้ช้าลง ซึ่งคงไม่มีวิธีไหนดีไปกว่าการเดิน

“กรุงเทพฯ มีเสน่ห์ที่แอบซ่อนอยู่มากมาย” ศุกรีย์ กล่าว หลังจากที่ ททท.ได้กำหนดเส้นทางเดินเที่ยวในกรุงเทพฯ และพาเหล่าบล็อกเกอร์เดินมาแล้ว 8 เส้นทาง เช่น เส้นบางรัก-สีลม : หลากศรัทธา หลายวัฒนธรรม ไทย-จีน-ฝรั่ง-แขก เส้นบ้านหมอ-สำเพ็ง : เส้นทางขาโจ๋ ยุคโก๋หลังวัง เส้นตลาดพลู-จอมทอง : ย้อนรอยย่านของอร่อยสมัย ร.5 ยลศิลปะวัดแบบพระราชนิยมสมัย ร.3 และเส้นกุฎีจีน-วัดประยูรวงศาวาส : เดินเลียบเจ้าพระยา ตามรอยชุมชนนานาวัฒนธรรม

 

“เจนวายเสพแรงบันดาลใจจากโลกออนไลน์ โดยเฉพาะสื่อต่างๆ ที่อยู่ในมือถือจะกระตุ้นได้ดีที่สุด อย่างโครงการนี้มาพร้อมแฮชแท็ก #walkingbangkok หรือ #walkingbkk ให้ใครก็ได้ที่ค้นหาเจอสามารถออกไปเดินเที่ยวได้ทันที”

ศุกรีย์ ยังกล่าวด้วยว่า ทั้ง 8 เส้นทางต้องมี 3 อย่าง คือ ตลาด ศาสนสถาน และพิพิธภัณฑ์ เป็นการพิสูจน์ว่ากรุงเทพฯ มีแหล่งเรียนรู้และวิถีชีวิตชาวบ้านอยู่มาก ยกตัวอย่าง ชุมชนในตรอกหม้อใกล้กับเสาชิงช้า ที่ยังคงมีตลาดเช้าตั้งแผงขายอาหารสดตั้งแต่หกโมงเช้าถึงสิบโมง หลังจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นร้านขายเสื้อผ้า และยังมีร้านขายยาไทยโบราณที่เปิดมาตั้งแต่สมัย ร.4 จนทุกวันนี้พัฒนาแพ็กเกจเอาใจคนรุ่นใหม่และส่งไปขายในห้าง หรือชุมชนกุฎีจีน ที่นี่มีการจัดการท่องเที่ยวอย่างดี มีเส้นทางเดินชัดเจน ชมบ้านเก่า กินขนมฝรั่งกุฎีจีน และสัมผัสความหลากหลายทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม หรือชุมชนแถวสามเสน ถิ่นฐานของคนจีน มอญ แขก เขมร ญวน มีโบสถ์เก่าแก่อย่างวัดแซงต์ฟรังซัวซาเวียร์และวัดคอนเซ็ปชัญ และต้องไปกินอาหารเวียดนามแท้ๆ

 

“ถ้าไม่เดินก็คงไม่เห็น” ศุกรีย์ กล่าว ซึ่งในช่วงนี้ที่กรุงเทพฯ อยู่ในช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองจึงน่าเดินชมการประดับไฟเป็นอย่างยิ่ง ทั้งบนถนนราชดำเนินและตามห้างสรรพสินค้าที่ตกแต่งไฟสวยงาม ทั้งนี้เวลาเดินเที่ยวต้องคำนึงถึงช่วงเวลา เช่น ถ้าจะเดินดูตลาดต้องมาแต่เช้า ถ้าอยากกินอาหารข้างทางห้ามมาวันจันทร์ แต่ถ้าเดินเยาวราชต้องไปกลางคืน เป็นต้น

“ถ้ามีเวลาหนึ่งวัน กรุงเทพฯ คือคำตอบ ถ้าไม่อยากเดินห้าง ก็หาเส้นทางเดินเที่ยวด้วยตัวเอง ถึงแม้ว่าคุณจะเป็นคนกรุงเทพฯ ก็อย่ามองข้ามตัวเอง อย่าคิดว่ากรุงเทพฯ เที่ยวตอนไหนก็ได้ เพราะเสน่ห์ของกรุงเทพฯ มีมากมาย มีความหลากหลาย และอยู่ใกล้แค่เอื้อม” ท่านรองฯ สุกรีย์ ยังกล่าวด้วยว่า ในอนาคต ททท.จะทำแผนที่เดินเที่ยวกรุงเทพฯ ที่สามารถดาวน์โหลดได้ให้ทุกคนเข้าถึงผ่านสมาร์ทโฟนในมือ สำหรับตอนนี้ติดตามได้จากแฮชแท็ก #walkingbangkok ทั้งทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม

 

เที่ยวไทยสนุก พลัส

ประเทศไทยมี 77 จังหวัด แต่ไม่ใช่ทุกจังหวัดเป็นจุดท่องเที่ยว ในปี 2558 ททท.จึงจัดโครงการ Domestic Destination Marketing ภายใต้แนวคิด เมืองต้องห้าม...พลาด 12 จังหวัด และเพื่อตอกย้ำจุดขายจึงขยายโครงการต่อเนื่องไปถึงปี 2559 ภายใต้ชื่อ เมืองต้องห้าม...พลาด PLUS โดยเพิ่มจังหวัดที่ถูกมองข้ามเข้าไปอีก 12 จังหวัด ได้แก่ แพร่ ลำพูน พิษณุโลก สุรินทร์ ชัยภูมิ สุพรรณบุรี นครปฐม ระยอง สระแก้ว สตูล ระนอง และพัทลุง เป็นทั้งสิ้น 24 จังหวัด

เส้นทางท่องเที่ยวพลัสจะเชื่อมโยงจากโครงการเดิม ยกตัวอย่าง ลำปางพลัสลำพูน มีจุดขายที่วิถีชีวิตช้าๆ ไม่เร่งรีบและบ้านเรือนโบราณเสมือนเมืองที่ไม่หมุนตามเวลา เลยพลัสชัยภูมิ มีธรรมชาติที่โดดเด่นจึงเหมาะกับคนรักการผจญภัยและดื่มด่ำกับต้นไม้ใบหญ้า สมุทรสงครามพลัสนครปฐม เมืองแห่งสายน้ำและตลาดน้ำอันเป็นวิถีชีวิตของคนไทย ตราดพลัสระยอง สองเมืองชายทะเลที่มีวิถีชาวเลให้เรียนรู้ และตรังพลัสสตูล เชื่อมโยงด้วยอาหารอร่อยและทะเลฝั่งอันดามันที่สวยงาม

 

นอกจากนี้ โครงการเขาเล่าว่า... ที่เกริ่นไปในภาคอีสาน ยังจัดในทุกภาคของไทยรวมถึงสิ้น 24 แห่ง 24 เรื่องเล่าขาน เป็นการนำเรื่องเล่ามาสร้างการรับรู้เรื่องวิถีไทย การไปเที่ยวจึงไม่ใช่แค่พบผ่านแต่ยังสร้างคุณค่าทางจิตใจให้ผู้ไปเยือน ยกตัวอย่างเรื่องเล่าในภาคเหนือที่ประตูผาบ่อง บนดอยผาตั้ง จ.เชียงราย ได้ชื่อว่าเป็นประตูรักแห่งขุนเขา หากใครได้เดินผ่านจะมีรักมั่นดั่งภูผา ภาคกลางมีพระและเทพศักดิ์สิทธิ์มากมาย เช่น หลวงพ่อสด วัดจันทรังษี จ.อ่างทอง พระพิฆเนศ วัดสมานรัตนาราม จ.ฉะเชิงเทรา และพระปางขอฝน วัดทิพย์สุคนธาราม จ.กาญจนบุรี ภาคตะวันออกเต็มไปตำนานแห่งธรรมชาติ เช่น สะดือมังกรที่หาดเตยงาม จ.ชลบุรี มหัศจรรย์ทรายสีดำ จ.ตราด และทุ่งโปรงทองหรือป่าสีทองที่ปากน้ำกระแส จ.ระยอง และภาคใต้ที่มีความหลากหลายทั้งสันหลังมังกร จ.สตูล น้ำตาศักดิ์สิทธิ์ที่เขาหงอนนาค จ.กระบี่ และขอพรตาไข่ขอได้ วัดเจดีย์ อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช

ท่องเที่ยวไทยปี 2559 จึงเต็มไปด้วยเรื่องใหม่ สถานที่ท่องเที่ยวจุดใหม่ ถูกใจคนเจนวายที่แสวงหาความแปลกใหม่ในการท่องเที่ยว

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ