ญี่ปุ่น 3 อย่าง : ร่ม กิโมโน เซียมซี

วันที่ 17 ส.ค. 2556 เวลา 10:41 น.
ญี่ปุ่น 3 อย่าง : ร่ม กิโมโน เซียมซี
โดย...กาญจน์ อายุ

อากาศที่ประเทศไทยเป็นอย่างไร ที่โตเกียวประเทศญี่ปุ่นก็เป็นเช่นนั้น อากาศกำลังร้อนอบอ้าวและมีฝนตก หรือที่ภาษาท่องเที่ยวเรียกว่า โลว์ซีซั่น หรือ กรีน ซีซั่น เช่นกัน แต่ถึงอย่างไรโตเกียวก็ยังไม่ไร้นักท่องเที่ยวและกรุ๊ปทัวร์ ตามสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญยังเต็มไปด้วยคนหลากภาษา โดยเฉพาะภาษาไทยและจีนที่ได้ยินจนชินหู

ตามที่เป็นข่าวฮือฮาไปเมื่อเดือน ก.ค. ว่า คนไทยสามารถเข้าไปท่องเที่ยวในญี่ปุ่นได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าเป็นเวลา 15 วัน สร้างความหวังให้บริษัททัวร์ตั้งรับคนไทยจำนวนมหาศาลที่น่าจะเดินทางไปญี่ปุ่น แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือ “คนไทยไปไม่มากอย่างที่คิดไว้” ไกด์ท้องถิ่นกล่าวและสันนิษฐานว่า อาจเป็นเพราะช่วงนี้เป็นช่วงโลว์ซีซั่น หรือไม่เช่นนั้นคนไทยอาจคิดว่าญี่ปุ่นมาเที่ยวได้ง่ายแล้ว จึงไม่ต้องรีบร้อนมาตอนนี้ก็ได้ แต่ช่วงที่คนไทยน่าจะถล่มเข้าไปน่าจะเป็นเดือน ต.ค.พ.ย. ช่วงใบไม้เปลี่ยนสี และเดือน มี.ค.เม.ย. ช่วงดอกไม้บาน

สำหรับช่วงหน้าฝนระหว่างเดือน ก.ค.ส.ค. แม้จะมีฝนให้รำคาญใจแต่คนญี่ปุ่นยังคงเดินกันให้พลุกพล่านและปั่นจักรยานตามปกติ แค่ต้องเพิ่มอุปกรณ์ร่มและชุดกันฝนติดตัวไปทำงาน สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนไทยอยากเดินกลางฝนด้วย น่าจะเป็น “ฟุตปาท” ที่ไม่ต้องระแวงน้ำพุใต้กระเบื้องปูพื้น และไม่ต้องคอยระวังร่มไปเกี่ยวสินค้าข้างทางหรือศีรษะคนข้างๆ เพราะฟุตปาทเหลือที่ให้เดินน้อยเหลือเกิน นอกจากนี้ถ้าจะถือร่มอยากเชิญชวนให้ถือ “ร่มใส” อย่างที่คนญี่ปุ่นชอบใช้กัน ไม่ใช่เพียงความกลมกลืน แต่ร่มใสจะทำให้เราเห็นอานุภาพของเม็ดฝนที่เกิดขึ้นรอบตัว

คนที่เคยดูการ์ตูนเรื่องโดราเอมอน คงรู้จักภูเขาหลังโรงเรียนที่โนบิตะมักไปซ่อนความลับไว้ที่นั่น ซึ่งเรื่องจริงประเทศญี่ปุ่นก็เป็นเช่นนั้น ไม่ใช่ว่ามีแค่โดราเอมอนและโนบิตะตัวจริง แต่มีภูเขาเขียวชอุ่มอยู่ตามหลังบ้าน หลังอาคารเหมือนในการ์ตูน ซึ่งเป็นผลมาจากภูมิประเทศของญี่ปุ่นที่เกิดจากการชนกันระหว่างแผ่นเปลือกโลก 4 แผ่น ทำให้ญี่ปุ่นมีภูเขาไฟและภูเขาน้อยใหญ่เกิดขึ้นไปทั่ว

ยิ่งเข้าน่าฝนเช่นนี้แล้ว มองไปทางไหนก็เจอแต่สีเขียว ร่มใสที่เราถืออยู่จะทำให้เห็นสีภายนอกรอบตัว เพราะความโปร่งใสไม่ได้บังคับให้เรามองไปข้างหน้าอย่างเดียว แต่ยังมองเห็นข้างบนและรอบข้างได้ชัดเจน

นอกจากร่ม “ชุดกิโมโน” เป็นอีกสิ่งที่น่าพูดถึงในย่านชินจูกุ ชิบูยะ ฮาราจุกุ สามย่านฮิตของวัยรุ่นและคนทำงานเป็นแหล่งศึกษาแฟชั่นที่ดีที่สุด ซึ่งตอนนี้แฟชั่นการแต่งหน้าของผู้หญิงที่กำลังมาแรง คือ ทาบลัชออน (Blush On) เป็นปึ้ดสีชมพูใต้ตา คนไทยเห็นแล้วสงสัยว่าทำไมพวกเธอไม่เกลี่ยให้เต็มโหนกแก้ม ไกด์ท้องถิ่นกระซิบบอก “มันเป็นแฟชั่นเพิ่งมาใหม่” ถามไกด์ต่อว่า ชุดกิโมโนที่สาวตรงทางม้าลายใส่เป็นแฟชั่นใหม่ด้วยไหม ไกด์ตอบ “นั่นเป็นเรื่องปกติที่สาวญี่ปุ่นจะใส่ชุดกิโมโนไปเที่ยว” โดยเฉพาะเดตแรกกับแฟน ฝ่ายหญิงจะนิยมใส่มากที่สุด

ชุดกิโมโนเป็นชุดประจำชาติเหมือนชุดไทยบ้านเรา แต่ถ้าเราใส่ชุดไทยไปเดินสยามพารากอนคงคิดว่าเป็นนางรำงานไหนสักงาน ผิดกับประเทศญี่ปุ่นที่เห็นชุดกิโมโนเป็นเครื่องแต่งกายที่สวยงามชุดหนึ่ง ไม่ตกยุคตกสมัย และไม่แปลกถ้าคนจะใส่เดินบนท้องถนน ไกด์ท้องถิ่น กล่าวว่า “วัฒนธรรมญี่ปุ่นเข้มแข็งมาก” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแต่งกาย อาหาร ระเบียบวินัยในสังคม แต่ก็พร้อมรับสิ่งใหม่ๆ อย่างวัฒนธรรมตะวันตก เทคโนโลยี แฟชั่นตามกระแสโลก ญี่ปุ่นจึงเหมือนสาวใส่กิโมโนที่ทาบลัชออนใต้ตานั่นเอง

นอกจากนี้ ชาวญี่ปุ่นมีพฤติกรรมหนึ่งที่คนไทยเห็นแล้วยังต้องชิดซ้าย คือ “การเสี่ยงเซียมซี” ตามวัดดังๆ อย่างวัดคามาคุระ สถานที่ประดิษฐานไดบุทสึ หรือพระใหญ่แห่งเมืองคามาคุระ หรือที่วัดอาซากุซะ วัดที่มีโคมไฟยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก จะมีตู้ใส่ใบเซียมซีเรียงกันเป็นแถบทั้งในวัดนอกวัด มากกว่าจำนวนร้านขายเครื่องรางและของที่ระลึกเสียอีก แตกต่างจากวัดไทยที่จะเสี่ยงเซียมซีกันหน้าพระพุทธรูปหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถ้าเสี่ยงแล้วคำทำนายเป็นเรื่องดีให้นำกลับบ้าน แต่ถ้าเป็นเรื่องร้ายให้ผูกกระดาษไว้ที่ราว ไม่ต้องนำกลับเหมือนกับไทยที่นำไปเผาไฟ

ลามไปจนถึงในพิพิธภัณฑ์ราเม็งแห่งเมืองชินโยโกฮามา ที่ได้จำลองบ้านเมืองโตเกียวในปีโชวะ 33 หรือ ค.ศ. 1958 ปีที่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถูกคิดค้นขึ้นเป็นครั้งแรก ภายในได้รวบรวมร้านราเม็งขึ้นชื่อในญี่ปุ่นจำนวน 9 ร้าน และใจกลางพิพิธภัณฑ์ยังไม่แคล้วมีโต๊ะเซียมซีพร้อมกระดาษคำทายพร้อมให้เสี่ยงทาย นั่นหมายความว่า สมัยโชวะ 33 ก็มีการเสี่ยงเซียมซีแล้ว ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า หรือนี่จะเป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมอันเข้มแข็งของชาวญี่ปุ่นที่ได้ยึดถือกันมาตั้งแต่อดีตกาล

ลองมองญี่ปุ่นผ่านร่มโปร่งแสง ชุดกิโมโน และเซียมซี ไม่น่าเชื่อว่าจะได้เห็นชีวิตผ่านสิ่งไม่มีชีวิตได้มากมาย “มุมมอง” คือสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราค้นหามุมใหม่แล้วมองเข้าไป ลองมองสามสิ่งนี้อีกที เชื่อว่าแต่ละคนก็จะเห็นมุมของตัวเอง