Inspired by my trip Japan : สเต๊กเต้าหู้หม้อไฟ

วันที่ 28 ต.ค. 2555 เวลา 08:28 น.
Inspired by my trip Japan : สเต๊กเต้าหู้หม้อไฟ
โดย...สีวลี ตรีวิศวเวทย์ / ภาพ Cookool Studio

สำหรับผู้เขียน ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ถือได้ว่าสะดวกสบายในการท่องเที่ยวมากที่สุดประเทศหนึ่ง ยิ่งทีมของเราล้วนแล้วแต่มีเด็ก ทั้งเด็กโต เด็กเล็ก ไปจนถึงทารก บางครั้งยังมี “ส.ว.” สูงวัยไปด้วยกัน ดังนั้นเรื่องห้องน้ำห้องท่า อาหารการกิน เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาในการไปเที่ยวแต่ละครั้ง

เรื่องอาหาร ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะอาหารญี่ปุ่น เป็นอาหารที่กินง่าย รสชาติกลางๆ โดยมากคนไทยอย่างเราๆ ท่านๆ นิยมกินอยู่แล้ว เห็นจากจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นตามห้างต่างๆ มีเยอะแยะเชียว

หากไม่ชอบรับประทานอาหารต่างชาติเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็มักจะหาอาหารญี่ปุ่นเมนูประจำตัว ที่ใกล้เคียงกับอาหารไทยบ้านเราได้บ้าง เช่น ถ้าชอบพวกก๋วยเตี๋ยว ลองมุ่งหาราเม็ง โซบะ หรืออุด้ง ถึงจะไม่อร่อยครบรสเท่าก๋วยเตี๋ยว แต่ก็พอประทังความอยากไปได้บ้าง หากชอบกลุ่มของทอด ก็มีให้เลือกหลากหลาย ถ้าชอบกินข้าวๆ ก็ลองเมียงมองหาร้านข้าวราดหน้าต่างๆ ดู

แต่สำหรับทีมของผู้เขียน ไม่ต้องเป็นห่วง ลูกเด็กเล็กแดงกินง่ายกันทุกคน ยิ่งอาหารญี่ปุ่นด้วยแล้วไม่เคยมีบ่นอะไร ไปเที่ยวมาครั้งล่าสุด เราเลยลองมองหาร้านที่มีความจำเพาะเจาะจงมากขึ้น ซึ่งในญี่ปุ่นมีอยู่เยอะเชียวร้านอาหารสไตล์ขายเฉพาะอย่างแบบนี้ เช่น ขายแต่ข้าวหน้าปลาไหลทะเล ขายเฉพาะชาเขียว ฯลฯ

สำหรับคราวนี้ เราเดินทางไปแช่น้ำแร่กันแถวๆ Hakone ซึ่งมีสถานี Yumoto ซึ่งมีรถไฟตรงมาจากโตเกียวสะดวกสบาย ผู้เขียนลองหาข้อมูลการกินแล้ว พบว่าแถวนี้มีร้านอาหารให้เลือกหลายร้าน หลายราคา แต่ด้วยความเรื่องมาก เลยอยากมองหาร้านที่มีความเฉพาะทาง มาเจอกับร้าน Shika Jaya ซึ่งเป็นร้านที่เคยเป็นเรียวกัง หรือโรงแรมเล็กๆ สไตล์ครอบครัวบริหารมาก่อน แล้วจึงเปลี่ยนมาเป็นร้านอาหาร ที่เลือกร้านนี้อย่างที่บอกคือ มีความเฉพาะทาง และที่สำคัญมีเมนูเป็นภาษาอังกฤษด้วย

 

ความเฉพาะทางของร้าน Shika Jaya คือ ไม่ว่าจะเป็นเมนูไหนๆ ของร้านนี้ จะกี่จาน ต้องมีส่วนผสมของเต้าหู้ทำเอง และมันภูเขา ที่เรียกว่า มัน “ยามะอิโมะ” ทั้งสองส่วนประกอบนี้ ถือได้ว่าเป็นอาหารโบราณที่กินกันมาตั้งแต่ดั้งเดิม เป็นทั้งแหล่งโปรตีนนอกเหนือจากเนื้อสัตว์ และยิ่งมันยามะอิโมะนั้น ถือว่าเป็นอาหารเพิ่มพลัง สำหรับกลุ่มซามูไร และนินจา มาตั้งแต่ดั้งเดิม

เต้าหู้ของทางร้านแน่นอนว่าทำเองจากถั่วเหลืองพันธุ์พิเศษที่ขึ้นชื่อว่าเหมาะที่สุด สำหรับการนำมาทำเต้าหู้ ทำให้ได้กลิ่นหอม ส่วนมันยามะอิโมะ ก็เป็นผลผลิตทางการเกษตรที่เติบโตขึ้นจากน้ำที่ละลายมาจากภูเขาไฟฟูจิ แหม๋...ว่าไปโน่น แค่นี้ก็อยากลองชิมจะแย่อยู่แล้ว

ร้านหน้าตาเป็นบ้านญี่ปุ่นโบราณ เราหอบหิ้วสังขารกันขึ้นไปถึงชั้น 3 เพราะทางร้านเตรียมห้องอาหารสำหรับกรุ๊ปเราไว้ด้านบน ที่มองลงมาเห็นวิวสวยๆ พร้อมซากุระบาน คุ้มค่ากับการลากรองเท้าแตะที่ต้องระวังลื่นล้มเมื่อเดินกับพื้นที่มันปล๊าบ

เราสั่งอาหารกันเป็นเซต มีพร้อมตั้งแต่เรียกน้ำย่อย จนถึงอาหารจานหลัก มีมันยามะอิโมะ หั่นเป็นแว่นๆ ห่อสาหร่ายปิ้งทาซีอิ๊วญี่ปุ่น หอมอร่อยมาก กัดเข้าไปจะได้รับกลิ่นหอมๆ ของสาหร่ายและซีอิ๊ว ตามด้วยความหนึบของมัน หรือจะเป็นฟองเต้าหู้สดแช่น้ำเต้าหู้ จิ้มกับซีอิ๊วญี่ปุ่น และวาซาบิน้อยๆ เล่นเราคนชอบกินเต้าหู้อย่างเราเคลิ้มกันเลย

มาถึงจานที่ถือได้ว่าเป็น “Main Course” หรือจานหลัก หม้อไฟกระเบื้องพร้อมขาตั้งมาวางตรงหน้า เรายังไม่รู้ว่าด้านในเป็นอย่างไร เพราะคุณยายคนเสิร์ฟท่านบอกว่า อย่าเพิ่งเปิดจนกว่าจะครบ 4 นาที ว่าแล้วเมื่อหม้อไฟของทุกคนมาอยู่ตรงหน้า คุณยายก็จุดไฟให้แต่ละหม้อ พวกเราแทบจะอดใจไว้ไม่ไหว จะแอบเปิดดูหลายรอบ ก่อนจะครบ 4 นาที กลิ่นหอมๆ ลอยมาปะทะจมูก สูดเข้าเต็มปอด หลายคนที่ว่าอิ่ม ก็กลับมาหิวกันใหม่อีกรอบ

เปิดฝาหม้อเมื่อครบ 4 นาที ด้านในเป็นเต้าหู้ชิ้นโต เดือดปุดๆ อยู่กับซีอิ๊วสีเข้มหอมฟุ้ง มีเนยก้อนจิ๋วที่ค่อยๆ หลอมละลายลงมาคลอเคลียอยู่กับซอส ข้าวเมล็ดป้อมๆ หุงมาร้อนๆ มองดูมีเมล็ดข้าวบาร์เลย์ผสมมาด้วย น่ากินเกินกว่าจะเอ่ยจริงๆ เมนูสุดท้ายเล่นเอาสมาชิกหลายคนที่เบื่อเต้าหู้ ต้องยอมรับในความอร่อยแบบง่ายๆ

 

กลับมา ผู้เขียนไปเดินเล่นที่จตุจักร เห็นหม้อไฟเคลือบสารพัดประโยชน์ราคาไม่แพง นึกไปถึงเมนูนี้ เลยสอยหม้อมาหลายใบ จัดเป็นมื้อระลึกความหลัง ภัตตาคารเต้าหู้กัน

ส่วนผสมหลัก เป็นเต้าหู้ญี่ปุ่น เลือกเป็นแบบเต้าหู้แข็ง ที่เรียกว่า โมเมน เต้าหู้แบบนี้จะทับเอาน้ำออกไปครึ่งหนึ่ง ได้เป็นเนื้อเต้าหู้ที่แข็งขึ้น เหมาะสำหรับนำมาทำเมนูที่ต้องเคี้ยวๆ อย่างพวกสเต๊กเต้าหู้ เต้าหู้บาร์บีคิว หั่นเต้าหู้เป็นชิ้นพอดีคำใหญ่ๆ เรียงใส่หม้อเอาไว้

มาถึงซอส ส่วนผสมไม่ยากเย็น แค่ซีอิ๊วญี่ปุ่นแบบธรรมดาๆ ผสมกับน้ำตาลทรายเล็กน้อย มิรินสักหน่อยให้ความหวานและหอม หากใครขยัน และมีวัตถุดิบอยู่ในมือ แช่สาหร่ายคอมบุในน้ำสะอาดสักหน่อย เอามาเจือความเค็มของซีอิ๊ว เพิ่มความหอมด้วยสาหร่ายที่เพิ่มอูมามิได้อีกทาง

ความอร่อยของเต้าหู้สเต๊กนี้ อยู่ที่ทำง่ายๆ รับประทานง่ายๆ เติมซอสลงในเต้าหู้พอประมาณ เพราะซอสค่อนข้างเข้มข้น ไม่ได้เป็นน้ำแกงเอาไว้ซดคล่องคอ เหมาะจะคลุกข้าวมากกว่า โรยต้นหอมเขียว และต้นหอมญี่ปุ่นซอยเป็นฝอยๆ ลงไป ผู้เขียนชอบเยอะๆ ก็โรยเสียเต็มที่ ขยุ้มผงปลาแห้ง หรือ Katsuo Boshi ลงไปด้วยสักหน่อย ตัดเนยจืดเย็นๆ ลงไปสักชิ้น ก้อนประมาณลูกเต๋าไซส์ใหญ่ ปิดฝาแล้วนำทั้งหม้อตั้งไฟอ่อนๆ ประมาณ 35 นาที ขึ้นอยู่กับขนาดหม้อ ขนาดหัวเตาแก๊ส และปริมาณเต้าหู้ในหม้อ แค่นี้ก็อร่อยเหาะแล้ว

หากคุณผู้อ่านอยากดูหน้าตาอาหารบางส่วนของ Shika Jaya และที่มาของอาหารในสูตรฉบับนี้ เข้าไปดูกันได้ที่ www.facebook.com/cookoolstudio กันได้เลยค่ะ

สเต๊กเต้าหู้ แบบ Shika Jaya

สำหรับ 3-4 ที่

ส่วนผสมสำหรับซอส

ซีอิ๊วญี่ปุ่น 6 ช้อนโต๊ะ

น้ำสะอาด หรือน้ำแช่สาหร่ายคอมบุ 4 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ

ผงซุปไก่แบบไม่มีผงชูรส 1 ใน 8 ช้อนชา

มิริน 1 ช้อนโต๊ะ

ผสมทุกอย่างให้เข้ากัน แบ่งซอสออกเป็น 4 ส่วนสำหรับเต้าหู้ 2 แพ็ก จะได้รสชาติที่กลมกล่อม

ส่วนผสมสำหรับสเต๊ก

เต้าหู้ญี่ปุ่นแบบแข็ง 2 แพ็ก

เนยจืด หั่นเป็นก้อนเต๋า ขนาดประมาณ 2 ซม. 4 ก้อน

ต้นหอมญี่ปุ่น 2 ต้น

ต้นหอม 3 ต้น

ผงปลาแห้ง 4 ช้อนโต๊ะ

เห็ดชิเมจิ 1 กอ

หั่นเต้าหู้ โดยแบ่งเป็น 8 ชิ้นเต๋าต่อ 1 แพ็ก ซอยต้นหอมทั้งสองชนิดบางๆ และลวกเห็ดในน้ำเดือด พักไว้

ในหม้อไฟขนาดเล็ก หรือจะเป็นหม้อทำกับข้าวก็ได้ค่ะ เรียงเห็ดไว้ด้านล่าง วางชิ้นเต้าหู้ลงไป ราดด้วยซอสให้ทั่ว

โรยต้นหอม ผงปลาแห้ง และวางเนยลงไป นำหม้อตั้งไฟ รอให้ซอสเดือด ประมาณ 35 นาที เปิดฝาหม้อ เสิร์ฟทันทีกับข้าวสวยร้อนๆ