นาโงยาแดนดินถิ่นกำเนิดโตโยต้า

วันที่ 11 ส.ค. 2555 เวลา 12:55 น.
นาโงยาแดนดินถิ่นกำเนิดโตโยต้า
เมืองนาโงยา หรือจะออกเสียงเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า “นะโงะยะชิ” เป็นอีกหนึ่งในเมืองที่มีความสำคัญ เพราะเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของประเทศญี่ปุ่น และเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจเป็นลำดับต้นๆ ของประเทศ มากไปกว่านั้นเมืองนี้ยังเป็นต้นกำเนิดของรถยนต์ในตำนานสัญชาติญี่ปุ่นนามว่า “โตโยต้า” ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากธุรกิจโรงงานทอผ้า

เมืองนาโงยาเป็นเมืองท่าที่มีความสำคัญมาตั้งแต่ในอดีต เพราะเป็นจุดพักสินค้าขนาดใหญ่ที่สุดบนเกาะฮอนชู ก่อนที่จะถูกกระจายไปยังหัวเมืองต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองเกียวโตและเมืองโตเกียว ซึ่งเมืองนาโงยานั้นตั้งอยู่ระหว่างกึ่งกลางทั้งสองเมืองพอดิบพอดี ดังนั้นเจ้าขุนมูลนายในสมัยนั้นจึงให้ความสำคัญกับนาโงยาในฐานะของศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ โดยส่งขุนนางมาบริหารปกครองที่นี่เป็นกรณีพิเศษ ซึ่งมีศูนย์กลางการบัญชาการอยู่ที่ปราสาทนาโงยา ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองนาโงยา แม้ว่าในอดีตตัวปราสาทจะเคยถูกเผาทำลายไปแล้ว แต่ก็ได้มีการสร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้งด้วยการผสมผสานศิลปะโครงสร้างอาคารแบบโบราณกับวิทยาการสถาปัตยกรรมยุคใหม่ ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่ภายในปราสาทจะมีลิฟต์สมัยใหม่ให้บริการ แต่ความใหญ่โตของปราสาทที่จำลองมาจากขนาดของจริงก่อนถูกเผา ก็ชี้ให้เห็นว่าในอดีตนาโงยาเป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจที่มีความสำคัญมากขนาดไหน

 

เมื่อนาโงยาเข้าสู่ยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่นี่จึงกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของอุตสาหกรรมทอผ้าที่มีขนาดใหญ่ในญี่ปุ่น แต่ด้วยความเฟื่องฟูนั้นก็นำมาสู่การผลิตที่ล้นตลาด ทำให้อุตสาหกรรมทอผ้าซบเซาลง ซึ่งในขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่ ซากิชิ โตโยดะ เจ้าของโรงงานทอผ้าและโรงงานผลิตเครื่องจักรทอผ้าอัตโนมัติรายใหญ่ของญี่ปุ่น กำลังประสบกับปัญหาทางด้านธุรกิจเช่นเดียวกันกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ เขาจึงส่งมอบกิจการให้ลูกชาย คือ คิอิชิโระ โตโยดะ มารับช่วงต่อ และได้ก่อตั้งแผนกพัฒนาเครื่องยนต์ขึ้น ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากอุตสาหกรรมรถยนต์ในยุโรปและอเมริกา จึงอยากที่จะพัฒนาให้เกิดกิจการรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นบ้าง โดยเริ่มต้นด้วยการพัฒนาเครื่องยนต์ชนิด Type A จนในที่สุดก็สามารถผลิตรถยนต์เพื่อการค้าสำเร็จเป็นรุ่นแรก นั่นก็คือรถยนต์โตโยดะ Model AA ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ทำให้ คิอิชิโระ โตโยดะ นำพากิจการทอผ้าของครอบครัวเข้าสู่โลกของอุตสาหกรรมยานยนต์เต็มตัว โดยมีศูนย์กลางในการผลิตที่เมืองนาโงยา

แม้ว่าปัจจุบันโตโยต้าจะเป็นหนึ่งในรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นที่ข้ามน้ำข้ามทะเลไปโด่งดังทั่วโลก แต่ทว่า คิอิชิโระ โตโยดะ ก็ต้องการเก็บความทรงจำของนาโงยาไว้ ด้วยการแปรเปลี่ยนอาคารของโรงงานผลิตรถยนต์ในอดีตให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าถึงการต่อสู้ของเขาและพ่อให้คนรุ่นหลังได้ทราบ ซึ่งในปัจุบันมีพิพิธภัณฑ์โตโยต้าทั้งหมด 3 พิพิธภัณฑ์ ได้แก่ Toyota Commemorative Museum Industry and Technology, Toyota Kaikan Museum และ Toyota Automobile Museum แต่เราขอนำเสนอเพียง 2 พิพิธภัณฑ์แรกสุด เพราะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่สามารถบอกเล่าถึงพัฒนาการ และสะท้อนถึงแนวคิดของโตโยต้าได้เป็นอย่างดี

 

พิพิธภัณฑ์แรกสุดที่ขอนำเสนอ คือ Toyota Commemorative Museum Industry and Technology เพราะตั้งอยู่ในตัวเมืองนาโงยา ห่างจากสถานีรถไฟนาโงยาเพียงเล็กน้อย ก้าวแรกที่เข้าไปถึงคือตัวอาคารโดดเด่นด้วยผนังอิฐสีแดงดูขลัง ว่ากันว่า คิอิชิโระ ต้องการเก็บผนังอิฐนี้เอาไว้เพื่อระลึกความทรงจำ ตรงโถงประตูทางเข้าก็จะพบกับเครื่องทอผ้า Circular Loom เครื่องทอผ้าที่ประดิษฐ์คิดค้นโดย ซากิชิผู้เป็นพ่อ ในปี 1906 เจ้าหน้าที่บอกกับเราว่านี่เป็นเครื่องทอผ้าที่ทำความเร็วในการทอสูงที่สุดในสมัยนั้น ซึ่งส่วนจัดแสดงทั้งหมดในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ Textile Machinery และ Automotive Pavilion โดยในส่วนแรกสุด คือ Textile Machinery เป็นการจัดแสดงในเครื่องทอผ้ายุคแรกสุดไปจนถึงเครื่องทอผ้ายุคล่าสุดที่ทางโตโยต้าก็ยังคงพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ จุดเด่นในส่วนจัดแสดงนี้ คือ เครื่องทอผ้าเกือบทุกชนิดจะมีเจ้าหน้าที่คอยอธิบายและสาธิตการทอผ้าจริง ตั้งแต่เครื่องทอผ้าแบบกี่กระตุกที่ใช้พลังแรงถีบของเท้าในการทำงาน ไปจนถึงเครื่องทอผ้าอัตโนมัติที่ใช้พลังน้ำแรงดันสูงในการยิงเส้นด้าย เรียกได้ว่ามาที่เดียวก็สามารถเข้าใจถึงหลักการทำงานและพัฒนาการของเครื่องทอผ้าได้อย่างดีทีเดียว ส่วนจัดแสดงต่อมา คือ Automotive Pavilion เป็นส่วนจัดแสดงเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมรถยนต์ ตั้งแต่เครื่องไม้เครื่องมือโบราณที่สามารถจับต้องได้จริง ไม่มีหวงแต่อย่างใด การขึ้นรูปบอดีรถยนต์ที่ต้องเอาแผ่นเหล็กทาบกับโครงไม้ และใช้ค้อนค่อยๆ ตีจนกว่าจะเข้ารูป การแสดงกลึงชิ้นส่วนโลหะด้วยเครื่องมือจริงๆ ไปจนถึงไฮไลต์สุดนั่นก็คือ การแสดงการประกอบรถยนต์ด้วยแขนกลอัจฉริยะ ซึ่งเราสามารถกดปุ่มสั่งให้ทำงานได้ด้วยมือของเราเอง ถึงตรงนี้อยากจะบอกว่านี่คือพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตจริงๆ ไม่ได้มีเทคนิคการนำเสนอที่ซับซ้อน เพียงแต่บอกเล่าเรื่องราวผ่านการทำงานจริงๆ ทำให้รู้สึกเพลิดเพลินกว่าการชมพิพิธภัณฑ์หลายแห่งที่ออกแบบให้ไม่สามารถจับต้องได้

 

และอีกหนึ่งพิพิธภัณฑ์ที่ไม่ควรพลาด คือ Toyota Kaikan Museum ซึ่งเน้นจัดแสดงเทคโนโลยีและความก้าวล้ำในการผลิตรถยนต์ จุดเด่นของที่นี่ คือ ระบบแสง สี เสียง ในการอธิบายเนื้อหาต่างๆ ทำได้เยี่ยมและเข้าใจง่ายไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ เช่น หลักการทำงานของระบบเครื่องยนต์ไฮบริด ไปจนถึงระบบความปลอดภัยอัจฉริยะในรถยนต์ ด้วยความสงสัยเราจึงถามเจ้าหน้าที่ว่า เทคโนโลยีที่เห็นในพิพิธภัณฑ์นี้จัดทำขึ้นเพื่อการแสดงหรือเปล่า เจ้าหน้าที่จึงบอกกับเราว่า จริงๆ แล้วเป็นเทคโนโลยีที่มีอยู่จริงในรถยนต์โตโยต้า เพียงแต่ต้องการนำมาอธิบายให้ผู้เข้าชมเข้าใจง่าย และอยากสร้างแรงบันดาลใจให้ชาวญี่ปุ่นมีส่วนร่วมในการพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ร่วมกัน และไฮไลต์สำคัญของที่นี่ คือ การพาชมโรงงานผลิตรถยนต์โตโยต้าอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การประกอบรถยนต์ด้วยแขนกลอัจฉริยะที่แม่นยำและรวดเร็ว และการชมสายพานการผลิตด้วยแรงงาน ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกว่าในส่วนนี้เป็นส่วนที่โตโยต้าให้ความสำคัญที่สุด เพราะพนักงานทุกคนในส่วนนี้แม้จะต้องใช้กำลังและแรงงาน แต่ทุกคนก็สามารถทำหน้าที่เป็นนักวิจัยและพัฒนาได้ เพราะหากใครที่สามารถคิดค้นหรือประดิษฐ์อุปกรณ์ที่สามารถทำงานได้เร็วขึ้นและมีคุณภาพมากขึ้น ทางโตโยต้าก็จะมอบค่าตอบแทนให้ด้วย ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการสำคัญที่ทำให้โรงงานผลิตรถยนต์โตโยต้ามีการพัฒนาเทคนิคในการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องพึ่งพาและรอเทคโนโลยีของคนอื่น ถือเป็นอีกหนึ่งแนวคิดสำคัญที่เราได้เรียนรู้จากการเยี่ยมชมครั้งนี้ หากใครมีโอกาสแวะเวียนมาที่นาโงยา ไม่ควรพลาดที่จะมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ทั้งสองแห่งนี้ เพื่อสัมผัสกับพิพิธภัณฑ์ที่อาจเรียกได้ว่ามีชีวิตชีวาที่สุดแห่งในญี่ปุ่น