สะพายกล้องท่องอาเซียน ตอน เพื่อนต๋อง

วันที่ 11 ส.ค. 2555 เวลา 09:59 น.
สะพายกล้องท่องอาเซียน ตอน เพื่อนต๋อง
โดย... กาญจน์ อายุ ชมรมผู้สื่อข่าวท่องเที่ยวอาเซียน

หนึ่งวันก่อนเดินทางไป จ.อุบลราชธานี ได้ยินข่าวว่า จ.สุพรรณบุรี ก็มีเทียนพรรษาของอุบลฯ เช่นกัน พอฟังแล้วก็ยิ่งอยากไปถึงอุบลฯ เร็วๆ เพราะอยากเห็นฝีมือคนทำเทียนที่นั่นว่ามีดีอย่างไร ถึงทำให้จังหวัดที่เนรมิตมังกรได้ยังต้องจ้างช่างเทียนอุบลฯวันที่ไปถึงคือวันอาสาฬหบูชา เมืองอุบลราชธานีค่อนข้างเงียบเหงา แต่กลับไปคึกคักอย่างเงียบสงบตามวัดวา พุทธศาสนิกชนพากันไปถวายเทียนพรรษาแด่พระสงฆ์ รับศีลรับพร นั่งสมาธิ และบ้างก็เดินเวียนเทียนกันแล้วในตอนกลางวัน แต่มีพุทธศาสนิกชนอีกกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งวุ่นจับกลุ่มกันทำอะไรบางอย่างเพื่อให้เสร็จทันวันงานพรุ่งนี้

เทียนแห่งเพียรไม่มีงานบุญไหนที่จะไม่เห็นน้ำพักน้ำแรงของชาวบ้าน ทุกคนที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด คือใจอาสาที่อยากเห็นขบวนเทียนเสร็จสมบูรณ์ทันเวลา เพราะวันอาสาฬหบูชาคือสัญญาณบอกว่าวันพรุ่งนี้คือ “วันเข้าพรรษา” ดังนั้น ทุกวัดที่จะส่งเทียนเข้าร่วมขบวนแห่เทียนประจำปี เหลือเวลาสร้างผลงานอีกหนึ่งวันเท่านั้นอย่างที่วัดมหาวนาราม (พระอารามหลวง) กำลังวุ่นอยู่กับการพิมพ์ลายเทียน ส่วนประกอบการทำต้นเทียนพรรษาประเภทติดพิมพ์ขนาดใหญ่ ใหญ่ขนาดวัดความยาวของรถที่ใช้แห่ได้ถึง 18 เมตร ความสูงจากล้อรถถึงยอดเทียน 5 เมตร ใช้เวลาทั้งสิ้น 45 วัน และใช้งบประมาณทั้งหมด 622,259 บาทถ้วน

ไม่แพ้กันกับต้นเทียนของวัดพระธาตุหนองบัว ที่ทำในประเภทแกะสลักขนาดใหญ่ ส่วนลำต้นแกะเป็นภาพพุทธประวัติปางประสูติ ฐานรองรับเทียนแกะเป็นภาพพุทธประวัติปางเทวทูตทั้งสี่ ปางเสด็จออกบรรพชา และปางตรัสรู้ ทุกรายละเอียดคืองานแกะสลักมือ ไม่ใช้การพิมพ์ลายแต่อย่างใดต้นเทียนขนาดมหึมาทั้งหลายด้านในปั้นจากปูนปลาสเตอร์และนำเทียนมาหล่อด้านนอกไว้ จากนั้นวัดไหนจะทำลายด้วยวิธีไหนก็สุดแล้วแต่ความสร้างสรรค์ แต่เมื่อโชว์ แห่ และประกวดเรียบร้อยแล้ว เทียนด้านนอกจะถูกลอกแล้วนำมาหล่อรวมใหม่เพื่อนำมาใช้ได้จริงอีกครั้ง

คลื่นมนุษย์พระจันทร์วันเพ็ญส่องแสงเหลืองทองกลบแสงดาว สะท้อนความมันเงาของเนื้อเทียนด้านล่าง ก่อนมาตกกระทบสายตาของคนเรือนหมื่นดั่งคลื่นมนุษย์ที่มาเดินชมกองทัพเทียนพรรษาเต็มบริเวณศาลหลักเมืองก่อนนำร่วมขบวนแห่ในวันเข้าพรรษา ต้นเทียนจากทุกวัดจะแน่นิ่งอาบแสงจันทร์ก่อนหนึ่งคืน เป็นโอกาสอันดีให้ชาวอุบลฯ และนักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปและมองรายละเอียดอย่างใกล้ชิด แต่การถ่ายรูปจะทำได้ยากถ้าคุณอยากได้ภาพคุณกับเทียนหรือเทียนอย่างเดียว เพราะทุกพื้นที่จะอัดแน่นไปด้วยผู้คน ด้านบนของภาพเป็นเทียน แต่รอบตัวคุณจะเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ยิ้มให้อีกกล้องกองทัพเทียนทั้งหมดจะเคลื่อนตัวในเช้าวันเข้าพรรษาบนถนนที่สองข้างทางเต็มไปด้วยคน คนที่มาจับจองที่นั่งบนอัฒจันทร์กันตั้งแต่ 7 โมงเช้า ฟากหนึ่งร่ม อีกฟากนั่งตากแดด ใครมาก่อนก็มีสิทธิได้นั่งฟากร่มและเลือกที่นั่งสูงๆ เข้าไว้

เวลาผ่านไปชั่วโมงครึ่ง หลังเวลาเคารพธงชาติเพียงไม่นาน ทุกที่นั่งทุกหย่อมหญ้าถูกจับจองด้วยฝูงชน ทั้งเด็กอ่อน ยายเฒ่า วัยคะนอง ทุกวัยต่างมารวมตัวกันที่งานนี้ งานประจำปีของจังหวัดที่รวมคนทั้งจังหวัดเอาไว้ด้วยกัน ผสมโรงด้วยนักท่องเที่ยวทั้งที่มาเองและมากับทัวร์ประมาณ 8 โมงครึ่ง เสียงฝูงชนที่นั่งอยู่ด้านหน้าก็ปรบมือฮือฮาเป็นสัญญาณบอกแก่คนข้างหลังว่า “ขบวนแห่เริ่มแล้ว” ขบวนเริ่มด้วยเทียนพรรษาพระราชทาน ต้นเทียนเป็นสีแดงแกะสลักต้นเดียวไม่ใหญ่โต แต่เป็นเทียนเบิกฤกษ์ที่สำคัญยิ่งของชาวอุบลฯหลังจากนั้นแถวตอนลึกของนางรำที่กำลังวาดมืออันอ่อนช้อยประกอบจังหวะกลองและเสียงแคนก็เคลื่อนเท้าเข้ามา ลำนำรถแห่เทียนพรรษาสุดยิ่งใหญ่ที่ไม่มีวัดใดออมฝีมือให้กัน แต่ละขบวนจะเคลื่อนอย่างเนิบช้าเพื่อให้ประชาชนเก็บภาพและชื่นชมความงามกันเต็มที่ ทำให้เวลา 2 ชั่วโมงที่เฝ้าชมได้เห็นต้นเทียนไม่ถึง 10 ขบวนแต่ถึงแม้จะอยู่ดูไม่จบก็ได้คำตอบแล้วว่า ทำไมเทียนอุบลฯ ถึงไปอยู่ไกลถึงสุพรรณฯ นั่นเพราะว่าช่างเทียนอุบลฯ ใส่ใจทุกรายละเอียด ประณีต อดทน ให้ความสำคัญกับทุกฝีมีดที่ลงแกะและทุกแรงที่กดพิมพ์ เหนือสิ่งอื่นใดคือใจสามัคคีของคนในชุมชน เพราะสองมือคงทำสำเร็จได้ยากหากไม่ได้แรงของชาวบ้าน ซึ่งสิ่งนี้เองที่ทำให้ภูมิปัญญาการทำเทียนของอุบลฯ ไม่หายไปไหนขณะออกมาจากงานแห่เทียนไม่ทันสังเกตว่ากรุ๊ปทัวร์ที่นั่งข้างๆ ก็ลุกกลับเหมือนกัน พวกเขาและฉันกำลังมุ่งหน้าไปที่ด่านช่องเม็ก ชายแดนไทย-ลาว ด่านที่วันนี้ดูคึกคักเป็นพิเศษ เพราะคนไทยที่มางานแห่เทียนอุบลฯ แห่ข้ามไปเที่ยวลาวใต้ ส่วนคนลาวก็ข้ามมาฝั่งไทยเพื่อไปชมขบวนเทียนพรรษา เกิดการสวนทางกันระหว่างสองเชื้อชาติ ซึ่งดูแล้วประเทศลาวน่าจะได้เปรียบ เพราะคนไทยไปเที่ยวลาวเพื่อจับจ่ายและท่องเที่ยว ส่วนคนลาวเข้ามาเพื่อชมประเพณีและจับจ่ายน้อย

เข้าลาวใต้ครั้งนี้จุดประสงค์หลักเพื่อมาชมน้ำตก ทั้งตาดเยือง ตาดผาซ่วม (ตาดผาส้วม) และคอนพะเพ็ง ในจำปาสัก มาช่วงหน้าน้ำอย่างในเดือน ส.ค.นี้ ทำให้น้ำตกทุกแห่งมีน้ำไหลแรงและไหลมาก เป็นความสวยงามที่ต้องเรียกว่า “สวยดุ” เข้าถึงตัวได้ยาก เพราะเมื่อน้ำกระแทกเบื้องล่างมันกระเซ็นขึ้นอากาศอย่างกับฝักบัวในห้องน้ำ ทำให้ถ่ายรูปยากและเดินเข้าใกล้ได้ยากด้วย ต่างจากช่วงหน้าแล้งที่มีน้ำไหลเช่นกัน แต่ไหลอ่อนๆ เป็นความสวยแบบ “สวยหวาน” ที่เข้าถึงได้ง่าย และดูแล้วเป็นมิตรน่าถ่ายรูปคู่ยิ่งนักตาดเยืองน่าจะดุที่สุดในบรรดาทั้ง 3 ที่ สายน้ำสีขาวอมน้ำตาลถาโถมลงจากผาตามแรงโน้มถ่วง ถ้าใครเผลอลื่นตกน้ำไม่ต้องหวังเลยว่าจะรอดชีวิตขึ้นมาได้ แต่ในความอันตรายมันน่าท้าทายนัก ไม่ใช่ฉันใจกล้าโดดลงตาดเยืองหรอกนะ เพราะแค่พาตัวเองและกล้องไปชมตาดเยืองเบื้องล่าง หล่อนก็สำแดงฤทธิ์ใส่ซะตัวเปียก และทำเอากล้องคู่ใจเออเร่อไปพักใหญ่แล้ว ภาพที่ได้จึงมัวเล็กน้อยเพราะไอน้ำที่จับเลนส์ แต่ก็จับภาพความแรงของเธอได้สมใจที่ตาดผาซ่วมก็แรงเสียจนไม่เห็น “ส้วม” จึงไม่เห็นภาพตาดผาซ่วมหรือตาดผาส้วมดังชื่อ เพราะยามหน้าแล้งน้ำไหลน้อย จะเห็นช่องหินเป็นห้องๆ คล้ายห้องส้วมติดกัน แต่ถ้าหน้าน้ำเช่นเดือนนี้ (ส.ค.) น้ำจะไหลมาก จะไม่เห็นหินด้านหลัง แต่เห็นม่านน้ำท่ามกลางป่าดิบชื้นแทนส่วนที่คอนพะเพ็ง หรือไนแองการาเอเชีย วันนี้ดูยังไงก็ไม่เป็นไนแองการา เพราะมันไม่มีหน้าผากว้างๆ ให้เห็นแล้ว ที่เห็นก็มีแต่น้ำสีดินแดง หรือที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “แม่น้ำโขง” ไหลไปตามร่องน้ำอย่างสะใจ และความแรงของสายน้ำนี้เพิ่งล้มต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของชาวจำปาสักไปเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ต้นไม้ที่มีเนื้อไม้สีนวลไข่ ม่วง และชมพู ต้นเดียวในโลก

เรื่องเล่าสาวประเภทสองเรื่องต้นมณีโคด ถูกบอกเล่าโดยไกด์ท้องถิ่น เขาเป็นผู้ชายผมยาวที่บอกว่าตัวเองสวยตลอดทาง เธอชื่อ “ต๋อง” (ขอใช้คำว่า เธอ น่าจะเหมาะกว่าคำว่า เขา) เล่าเรื่องมณีโคดอย่างออกท่าทางจนต้องกระตือรือร้นฟังตาม“ผลของต้นมณีโคดถ้าใครได้กินจะเป็นยอดมนุษย์” เธอเกริ่นก่อนหันหลังมาเล่าอย่างเต็มตัว “ต้นมณีโคดมีต้นเดียวในโลกยืนต้นอยู่ที่คอนพะเพ็ง แต่ตอนนี้ไม่มีแล้วเพราะเพิ่งล้มไปเมื่อวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมา จากพายุและกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว แต่ก่อนต้นมณีโคดจะเป็นที่อาศัยของอีกาสีดำและนกกระยางขาว พวกมันจะมาเกาะทุกวันขึ้นและวันแรมหรือทุกวันพระ แต่ทุกวันนี้มันไม่มาแล้ว”ต๋องยังพูดด้วยว่า เนื้อไม้ต้นมณีโคดมี 3 สี คือ สีนวลไข่ ม่วง และชมพู เชื่อว่าใครได้ครอบครองกิ่งจะโชคดี ทำให้กิ่งของไม้ชนิดนี้มีมูลค่าเป็นแสนบาท และเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2555 ได้มีคนลงไปมัดต้นมณีโคดไว้กับโขดหินแล้วเพื่อไม่ให้แรงน้ำพัดหายไป และมีความพยายามที่จะยกทั้งต้นไปเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์หรือหอตะพึดตะพือที่จำปาสักนอกจากเรื่องมณีโคด ต๋องยังเล่าถึงทุกอย่างที่ผ่านตา เรื่องที่เธอเล่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่พอคนต่างถิ่นฟังมันกลับเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ จนต๋องก็ประหลาดใจไปด้วยว่าหัวเราะเรื่องอะไรกัน อย่างเรื่อง “โรงเรียนกับนักเรียน”เธอเล่าเมื่อรถขับผ่านโรงเรียนว่า “โรงเรียนกำลังปิดเทอมในช่วงหน้าฝน เพื่อให้นักเรียนกลับไปช่วยพ่อแม่ทำนาที่บ้าน แล้วพอใกล้เปิดเทอม นักเรียนก็ต้องมาช่วยกันตัดหญ้าที่โรงเรียนด้วย” คนไทยฟังก็หัวเราะก๊าก นึกว่าต๋องเล่นมุข “จริงๆ นะคะ” เธอแทรก “พอโรงเรียนปิดเทอมจะไม่มีใครอยู่เลย หญ้าขึ้น ฝุ่นจับ ก็ต้องให้นักเรียนมาทำความสะอาดก่อนเปิดเทอม”“แล้วรู้มั้ยคะว่าเด็กจะเข้าเรียน ป.1 ได้ยังไง” ต๋องยิงคำถาม “อายุถึงเกณฑ์” คนไทยคนหนึ่งตอบ ต๋องยิ้มย่องก่อนทำท่าและตอบ “แค่ให้มือถึงหูก็เข้าเรียนได้แล้ว” ทุกคนพอเดาได้แล้วว่าต๋องคงไม่ได้อำอีกแน่ “การเข้าเรียนชั้นประถม 1 ต้องผ่านเกณฑ์โดยใช้มือข้างหนึ่งไปแตะหูอีกข้างให้ได้ถึงผ่านเกณฑ์”

อีกเรื่องมีชื่อตอนว่า “โดนของ”ต๋องหันมาเตือนก่อนไปถึงตาดผาซ่วมว่าให้ “ระวังคำพูด” เพราะถ้าเช่นนั้นอาจต้องกลับมาขอขมาชนเผ่า “ละแว” ชนเผ่านี้เก่งด้านไสยศาสตร์ ถ้านักท่องเที่ยวคนใดพูดจาไม่ดีอาจโดนทำของใส่โดยไม่รู้ตัว ต๋องเล่าว่า “มีคนไทยเคยไปพูดดูถูกความพิการของคนในชนเผ่าละแว พอกลับไปก็เป็นโรคหาสาเหตุไม่ได้ แต่พอรู้ว่าเป็นเพราะไสยศาสตร์ก็กลับมาขอขมาอาการจึงหายไป”ต๋องยังเล่าถึงพิธีกรรมเก่าแก่ที่น่าขนลุก “โลงศพของละแวจะไม่ตกลงหลุมเลย เพราะจะมีไม้ขัดระหว่างโลงกับหลุมไว้ ถ้าคู่ครองตายต้องไปนอนข้างโลงศพ และนำอาหารไปให้ทุกคืนวันพระ และต้องมานอนด้วยจนกว่าไม้จะผุและแตะพื้นหลุม และที่สำคัญห้ามมีคู่ใหม่ก่อนโลงจะตกลงหลุมด้วย”ต๋อง บอกว่า ต้องรอไม้ผุประมาณ 3-4 ปี ทำให้ชาวละแวสมัยนี้เลือกไม้ที่ปลวกกินมาขัดแทน จะได้รอมีคนใหม่ไม่นานและเรื่องส่งท้ายกับตอน “เจ๊ดาวเรือง”ต๋องชี้ให้ดูคฤหาสน์ของเจ๊ดาวเรือง เศรษฐินีของลาว เจ้าของ ดาว คอฟฟี่ ผลไม้อบแห้ง หมู่บ้านจัดสรร กระทั่งตลาด ต๋องแฉเจ๊ว่า “เจ๊ดาวเรืองอายุ 50 กว่า เป็นคนเวียดนาม และมีอาชีพเลื่อนลอย”ต๋องอธิบายคำว่า “อาชีพเลื่อนลอย” ว่า เจ๊ดาวเรืองทำทุกอย่างที่ขายได้ ถ้าตอนนั้นคนลาวชอบกินทุเรียน แกก็จะทำสวนทุเรียน ต๋องยังรู้ลึกถึงว่าแกเป็นคนนำทุเรียนพันธุ์หมอนทองเข้ามาปลูกอีกต่างหากนอกจากนี้ ต๋องยังมีเรื่องเล็กเรื่องน้อยมาเล่าให้ฟัง เช่น ธงชาติไทยสะอาดกว่าธงชาติลาว เพราะธงชาติไทยซัก (สำเนียงลาว) ขึ้นลงทุกวัน แต่ธงชาติลาวซักขึ้นวันจันทร์ ซักลงวันศุกร์ หรือกฎหมายการพนันของลาวจะลงโทษคนนั่งดูมากกว่าคนเล่น เพราะคนดูกำลังเรียนรู้ ซึ่งในอนาคตต้องเล่นแน่นอน หรือกฎหมายจราจรที่ว่ารถใหญ่ผิดเสมอ แม้ว่ารถใหญ่จะจอดอยู่เฉยๆ แล้วมีรถเล็กมาตำ (ชน) รถใหญ่ก็ยังผิดฐานจอดรถไม่เป็นที่เที่ยวกับต๋องแล้วมีความสุข เพราะเธอเป็นคนร่าเริงและรู้ใจคนไทย ต๋องเรียนรู้นิสัยคนไทยมาจากนักท่องเที่ยวที่จ้างเธออย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง โดยต๋องจะถูกจ้างจากเอเยนต์บริษัททัวร์อุบลฯ มาเป็นไกด์ให้ลูกทัวร์เหล่านั้น ต๋องบอกว่า คนลาวได้เงินจากนักท่องเที่ยวไทยมหาศาล และคนลาวยังย้ายถิ่นไปหาเงินที่ฝั่งไทยมหาศาลเช่นกัน แต่พอถามต๋องถึงเรื่องเออีซี เธอไม่พูดอะไรมาก “เปิดก็เปิดไป” โดยหารู้ไม่ว่าถ้าเปิดแล้วคนลาวจะยิ้มดีใจกอดคอเข้าไทยร่าเริง

 

บทความแนะนำ