ฤดูร้อนกลายเป็นหนาว

วันที่ 07 ก.ค. 2555 เวลา 09:06 น.
ฤดูร้อนกลายเป็นหนาว
โดย...กาญจน์ อายุ

ไซ่ง่อน คือชื่อเมืองหลวงเก่าของประเทศเวียดนาม แต่ในปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็น โฮจิมินห์ ซิตี และกลายเป็นศูนย์กลางของพื้นที่เวียดนามใต้ เพราะความเจริญของบ้านเมือง การลงทุนของบริษัทยักษ์ใหญ่ และเป็นศูนย์กลางการทำธุรกิจที่ไม่น้อยไปกว่าเมืองหลวงฮานอย

ด้วยความที่เคยเป็นเมืองหลวงเก่า ทำให้เมืองนี้มีเศษความเป็นฝรั่งเศสอยู่ไม่น้อย เพราะเวียดนามเคยตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสในสมัยที่ไซ่ง่อนเคยเป็นเมืองหลวง เศษเสี้ยวหนึ่งที่หลงเหลืออยู่ในสวนสัตว์และสวนพฤกษศาสตร์ไซ่ง่อน (Saigon Zoo and Botanical Gardens) อายุเกือบ 150 ปี สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1864 โดยฝรั่งเศส เพื่อใช้เป็นสวนพฤกษศาสตร์ ต้นไม้ชนิดใดที่ประเทศฝรั่งเศสไม่มีก็จะปลูกไว้ที่สวนนี้แล้วส่งไปประเทศฝรั่งเศสในภายหลัง ส่วนสัตว์ได้นำเข้ามาหลังจากนั้น 10 ปี และกลายเป็นสวนสัตว์และสวนพฤกษศาสตร์ไซ่ง่อนเช่นในปัจจุบัน

 

นอกจากประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสที่มีอยู่ในที่แห่งนี้ ประเทศไทยก็มีประวัติศาสตร์อยู่ด้วยเช่นกัน เกิดขึ้นเมื่อสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จฯ เยือนประเทศเวียดนาม (ในขณะนั้นคืออินโดจีน) ระหว่างวันที่ 14-16 เม.ย. 2473 และพระราชทานช้างโลหะจำลองเป็นของขวัญ เพื่อส่งเสริมสัมพันธไมตรีระหว่างไทยและเวียดนาม หลังจากที่เสด็จนิวัตประเทศไทยแล้ว 4 ปี ช้างโลหะจำลองพระราชทานมาถึงประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 30 ตุ.ค. 2478

 

ช้างโลหะจำลองพระราชทานเป็นผลงานประติมากรรมของไทยที่สร้างจากทองสำริด มีน้ำหนักกว่า 1 ตัน ประดิษฐานอยู่บนฐานหินขัด ตกแต่งด้วยแผ่นทองสำริดทั้ง 4 ด้าน สลักข้อความที่เป็นการระลึกถึงการเสด็จฯ เยือนประเทศเวียดนามในครั้งนั้น เป็นภาษาเวียดนาม ฝรั่งเศส อังกฤษ และไทย เขียนว่า“พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงสยาม พระราชทานไว้เป็นที่ระลึกในการที่ได้เสด็จพระราชดำเนินมายังประเทศอินโดจีนเป็นครั้งแรก เสด็จพระราชดำเนินขึ้นที่เมืองไซ่ง่อน เมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๓”

สัญลักษณ์ระหว่างไทย-เวียดนามเพิ่งได้รับการบูรณะโดยศิลปินช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ของไทยเข้ามาทำความสะอาด และ“รมดำ”ทำให้ช้างโลหะพระราชทานกลับมาสวยงามอีกครั้ง การรมดำจะเริ่มต้นด้วยการล้างด้วยกรดกำมะถันเพื่อขัดล้างสนิม จากนั้นล้างด้วยกรดเกลือเพื่อทำความสะอาด ล้างความเป็นกรดออกด้วยมะขามเปียก และปิดท้ายด้วยการรมดำ การบูรณะสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากSCGที่ได้ร่วมมือกับสถานกงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์ เนื่องในโอกาส 35 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์การทูตระหว่างไทยและเวียดนาม และเสริมสร้างความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งนี้ บริษัทSCGได้เข้าไปเปิดตลาดในโฮจิมินห์และทำโครงการเพื่อช่วยเหลือผู้พิการ เด็ก และนักเรียนที่ขาดทุนทรัพย์หลายครั้งแล้ว

ขอพากลับมาเรื่องสวนสัตว์ฯ ในสวนสัตว์และสวนพฤกษศาสตร์ไซ่ง่อนมีจำนวนสัตว์น้อย แต่จะเน้นไปที่ต้นไม้เสียมากกว่า และคนที่เข้ามาก็จะไม่ค่อยดูกัน แต่จะถ่ายรูปในสวนมากกว่า โดยเฉพาะการถ่ายแบบและการถ่ายพรีเวดดิง ที่มองไปทางไหนก็มีแต่คนใส่ชุดราตรีและชุดแต่งงานกำลังยิ้มสวยให้ตากล้องเก็บภาพ

 

อากาศที่โฮจิมินห์ร้อนพอๆ กับกรุงเทพฯ คนในเมืองจะออกจากบ้านมาอยู่ใต้เงาไม้ตามสวนสาธารณะ หรือหลบร้อนเข้าร้านกาแฟ คนที่นี่ดื่มกาแฟกันได้ทั้งวัน และมักจะใช้เวลาในการลิ้มรส เพราะกาแฟเวียดนามเป็นกาแฟสด โดยต้องรอให้น้ำกาแฟหยดผ่านตัวกรองทีละหยดๆ จึงไม่แปลกถ้าตามถนนจะมีร้านกาแฟอยู่ตลอดทาง

อีกเมืองในเขตเวียดนามใต้ที่ห่างจากโฮจิมินห์ประมาณ 300 กม. คือ“ดาลัด”เมืองหนึ่งในจังหวัดลัมดอง (Lam Dong) เมืองที่ตอนนี้เข้าสู่หน้าร้อนเต็มตัว แต่คนก็ยังใส่ที่ครอบหูในยามค่ำคืน

การเดินทางมาดาลัดสามารถนั่งเครื่องบินจากโฮจิมินห์มาโดยตรง ใช้เวลาประมาณ 40 นาที หรือเลือกนั่งรถทัวร์จากโฮจิมินห์ ซึ่งใช้เวลาถึง 6 ชั่วโมง ด้วยข้อจำกัดของการใช้ความเร็วในเวียดนามที่ห้ามขับรถเกิน 60 กม./ชม. ในเขตชุมชน และห้ามเกิน 160 กม./ชม.นอกชุมชน ทำให้ชาวเวียดนามเองที่มีฐานะเลือกขึ้นเครื่องบินมากกว่านั่งรถทัวร์

เมืองดาลัดเป็นเมืองเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความน่าสนใจ ทั้งสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเขียวสด ความบริสุทธิ์ของอากาศ กระแสลมเย็น บ้านเมืองตามไหล่เขา และสถาปัตยกรรมที่มีกลิ่นอายฝรั่งเศสอยู่เต็มไปหมด ตามเจตนารมณ์ของฝรั่งเศสในอดีตที่ตั้งใจทำให้ดาลัดเป็นปารีสแห่งที่สอง

ปารีสน้อยแห่งนี้ไม่มีหอไอเฟล จะมีเพียงเสาสัญญาณโทรศัพท์มือถือรูปร่างคล้ายหอไอเฟล ผิดกันตรงที่ติดสัญลักษณ์ 3จี

 

เมืองดาลัดเปิดเป็นเมืองท่องเที่ยวเต็มตัวตั้งแต่ประเทศเวียดนามเปิดประเทศเมื่อปี พ.ศ. 2532 สำหรับนักท่องเที่ยวในดาลัดแนะนำให้ซื้อทัวร์ 1Day Tripก็เที่ยวไฮไลต์ในดาลัดครบแล้ว เพราะสถานที่ท่องเที่ยวจะอยู่ใกล้กันจึงไม่เสียเวลาเดินทาง แต่จะใช้เวลาดื่มด่ำแต่ละสถานที่มากกว่า

ไฮไลต์แรกที่มีในทุกโปรแกรมทัวร์ คือCrazy Houseบ้านของลูกชายเลขาธิการใหญ่ พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ชื่อ“Hang Nga”(ฮั่งงา) ท่านเป็นคนออกแบบทุกส่วนของบ้านเองทั้งหมด ภายใต้แนวคิด“มนุษย์ควรใช้ชีวิตให้เข้ากับธรรมชาติ”ตัวบ้านจึงเหมือนมีรากไม้ขนาดใหญ่ชอนไชและปกคลุม แต่ละห้องนอนมีธีมตกแต่งเป็นสัตว์ชนิดต่างๆ และทางเดินระหว่างห้องสามารถเดินทะลุถึงกันคล้ายเขาวงกต ไม่มีทางเข้าและทางออกตายตัว ถือเป็นการออกแบบที่บ้าบิ่นท่ามกลางบ้านเรือนสี่เหลี่ยมทั่วไป

อีกบ้านหนึ่งที่ไม่ธรรมดาเพราะเป็นบ้านพักฤดูร้อนของจักรพรรดิเวียดนาม คือ“พระราชวังฤดูร้อนจักรพรรดิเบ๋าได๋”จักรพรรดิองค์สุดท้ายของเวียดนาม ด้านในเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ประชาชนเข้าชม ห้องหนึ่งที่น่าสนใจคือ ห้องพระราชโอรสของจักรพรรดิ ซึ่งหมายความว่าจักรพรรดิเบ๋าได๋มีทายาทที่เป็นชาย แต่พระองค์ไปใช้ชีวิตและสิ้นพระชนม์ที่ประเทศฝรั่งเศส และประเทศเวียดนามก็สิ้นสุดการปกครองโดยจักรพรรดิที่จักรพรรดิเบ๋าได๋เมื่อปี พ.ศ. 2488

ถัดจากพระราชวังไปไม่ไกลก็ถึงเวลาเล่นCable Carที่นี่ไม่ใช่สวนสนุก แต่เป็นเวลาชมน้ำตก“Datanla”น้ำตกที่ไม่ต้องเดินลงบันได แต่นั่งรถเคเบิลลงไปแทน กิจกรรมที่ให้นักท่องเที่ยวได้สนุกก่อนถึงชุดฟินาเล เคเบิลคาร์จะเป็นที่นั่งบนรางโดยมีมือบังคับให้รถเดินหน้าและหยุดด้านข้าง ที่นั่งนี้จะไม่หลุดจากรางเพราะมันจะยึดไว้กับรางเหล็ก ใช้เวลาสนุกกับมันประมาณ 10 นาที ก่อนได้พบกับน้ำตกสามชั้นที่มีน้ำไหลแรงตลอดปี ส่วนขาขึ้นไม่ต้องบังคับด้วยตัวเอง แต่จะมีสายเคเบิลดึงที่นั่งขึ้นไปเองอัตโนมัติ

 

การใช้เคเบิลคาร์ในการขนส่งคนไปยังน้ำตกเป็นความคิดครีเอทีฟ เพราะนอกจากนักท่องเที่ยวจะได้สนุกแล้ว ยังได้เห็นสภาพแวดล้อมของป่าเขาอันเขียวชอุ่มก่อนแว่วเสียงน้ำตกที่จุดหมายปลายทาง

การขนส่งอีกวิธีหนึ่งที่อาจไม่สนุกเท่าเคเบิลคาร์ แต่รับประกันความสูง คือการเดินทางไป“วัดตึ๊กลาม”ด้วยกระเช้าลอยฟ้าจากเขาโรบิน วิวด้านล่างเป็นทิวต้นสน เกษตรกรรม บ้านเรือน และทะเลสาบ กระเช้าจะค่อยๆ เคลื่อนตัวไปตามสายให้เวลาคนในกระเช้าได้ถ่ายรูป อากาศด้านในพัดโชยด้วยลมธรรมชาติจากหน้าต่างสองบาน ถ้าได้มากับคู่รักการอยู่ในกระเช้าสองต่อสองจะเป็นช่วงเวลาที่โรแมนติกอย่างยิ่ง

ใช้เวลาบนกระเช้าประมาณ 20 นาที ก่อนถึงวัดตึ๊กลาม วันในศาสนาพุทธที่โด่งดังเรื่องวิปัสสนากรรมฐาน ด้านในวัดเงียบสงบแม้ว่าจะให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมได้ทุกส่วน ยกเว้นพื้นที่ของสงฆ์ และบางคนก็เข้ามานั่งสมาธิในอุโบสถท่ามกลางเสียงเคาะไม้ของพระที่กำลังสวดมนต์

โดยส่วนตัวชื่นชอบดาลัดที่สร้างสรรค์การท่องเที่ยวให้มีเซอร์ไพรส์อยู่เสมอ อีกที่ที่น่าสนใจคือการนั่งรถไฟโบราณชมเมืองดาลัดและไหว้พระที่วัดเศษแก้ว

จากสถานีรถไฟธรรมดาที่มีรถไฟเปิดทำการเพียงหนึ่งขบวน สร้างลูกเล่นให้นักท่องเที่ยวนั่งรถไฟดีไซน์โบราณแล่นชมเมืองดาลัดที่สองข้างจะเห็นบ้านเรือนชนบท วิถีชาวบ้านและแปลงปลูกพืชผลทางการเกษตร ระยะทาง 7 กม. ใช้เวลา 30 นาที และที่สถานีปลายทางก็ยังมีวัดเศษแก้ว หรือ ลินห์ ชอน รออยู่

 

เมื่อเห็นด้วยตาวัดเศษแก้วไม่ได้สร้างด้วยแก้ว แต่สร้างด้วยกระเบื้อง เป็นวัดในศาสนาพุทธนิกายมหายาน สถาปัตยกรรมแบบจีน นับถือเจ้าแม่กวนอิม พระสังกัจจายน์ และมีนักบวชประจำวัด มีชาวเวียดนามที่มากราบไหว้เจ้าแม่กวนอิมจำนวนมาก แต่เมื่อถามคนเวียดนามว่า“นับถือเจ้าแม่กวนอิม แล้วกินเนื้อวัวไหม”คนเวียดนามบอก“พวกเรากินเนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัว เนื้อหมา เพราะการนับถือหรือไม่นับถือมันอยู่ที่ใจ ไม่ได้อยู่ที่การกิน”

ก็จริงของเขา เพราะการกินเนื้อวัวไม่ได้แปลว่าไม่นับถือเจ้าแม่กวนอิม เพราะมันเป็นวัฒนธรรมการกินที่รุ่นบรรพบุรุษปฏิบัติกันมา ส่วนเรื่องเนื้อหมาก็ไม่ใช่สิ่งผิดเพราะพวกเขามีความเชื่อว่าเนื้อหมาจะทำให้ชายมีกำลัง ฝ่ายหญิงก็ชอบให้ฝ่ายชายกิน และใช่ว่าเขาจะกินเนื้อหมาทุกพันธุ์ เพราะหมาเลี้ยงตามบ้านไม่ใช่อาหาร เขาจะกินเฉพาะเนื้อหมาที่ออกจากฟาร์มหมาเท่านั้น ไม่ต่างจากเราที่กินเนื้อไก่หรือหมูที่ได้จากฟาร์ม

อีกหนึ่งเซอร์ไพรส์ที่คนดาลัดทำให้การท่องเที่ยวสนุกขึ้นคือ นั่งรถจี๊ปขึ้นเขาลังเบียน (Langbian) การเดินทางขึ้นเขาลังเบียนต้องขึ้นรถจี๊ปหรือไม่ก็เดินเท้าขึ้นไป แต่ขอแนะนำให้นั่งรถจี๊ปมากกว่า เพราะระยะทางจากตีนเขาสู่ยอดเขาไกลเอาเรื่อง แต่อย่างไรก็มีฝรั่งหลายคนเดินเท้าขึ้นไป และสามารถขึ้นไปกางเต็นท์ด้านบนได้ด้วย

ประเด็นมันอยู่ที่ถนนขึ้นเขาเป็นถนนลาดยางอย่างดี ความชันไม่มาก ความคดเคี้ยวไม่เท่าไหร่ ถ้าเทียบกันแล้วการขับรถขึ้นปายยังยากกว่า แต่ทางเจ้าหน้าที่บังคับให้ทุกคนนั่งรถจี๊ป และไม่อนุญาตให้ขับรถส่วนตัวขึ้นไปเอง เป็นการบังคับที่สร้างประสบการณ์ใหม่จากรถไม่ติดแอร์ ได้กลิ่นธรรมชาติ และคนขับก็ขับจนชำนาญจนไม่ต้องเหยียบเบรก หวาดเสียวแต่ปลอดภัย

 

บนเขาลังเบียนจะเห็นดาลัดเต็มตา และ“สายน้ำทองคำ”สายน้ำทองคำจะสวยงามมากเมื่อแสงอาทิตย์ตกกระทบ เพราะหากไม่มีแสงช่วยมันก็จะกลายเป็นแม่น้ำที่มีตะกอนเป็นดินสีน้ำตาลธรรมดา

เขาลังเบียนมีประวัติที่เข้าข่ายนวนิยายโรมิโอแอนด์จูเลียต ลังเบียนเป็นชื่อของหญิงและชายต่างชนเผ่าที่อาศัยอยู่บนเขานี้ ทั้งสองเผ่าไม่ถูกกัน แต่ลูกสาวและลูกชายของหัวหน้าเผ่าทั้งสองแอบรักกัน เมื่อทั้งสองฝ่ายถูกแม่พ่อกีดกันจึงฆ่าตัวตาย (แต่ตำนานไม่ได้เขียนไว้ว่าตายอย่างไร) ผู้ปกครองทั้งสองเผ่าเสียใจและชื่นชมกับความรักของทั้งคู่ จึงได้รวมเป็นเผ่าเดียวและตั้งชื่อเผ่าใหม่ว่า“ลังเบียน”

ตำนานความรักของลังและเบียนสถิตอยู่ในรูปปั้นชายหญิงด้านบนเขาที่นักท่องเที่ยวสามารถถ่ายรูปได้“ฟรี”แต่ใช่ว่าทุกสิ่งบนเขาจะฟรี เพราะรูปปั้นหรือจุดถ่ายรูปหลายจุดต้องเสียเงินให้เจ้าของที่ ดังนั้นนักท่องเที่ยวต้องมองหาป้ายเล็กๆ ที่เขียนเงื่อนไขไว้ก่อน ถ้าเห็นตัวเลขก็ต้องตัดสินใจว่าจะเสียเงินเพื่อถ่ายรูปหรือไม่

แต่ดาลัดก็มีที่ท่องเที่ยวที่ไม่เซอร์ไพรส์อยู่บ้าง เช่นFlower Gardenหรือสวนดอกไม้ และหุบเขาแห่งความรัก หรือValley of Loveเพราะสวนหลวง ร.9 บ้านเราสวยกว่ามาก แต่ทั้งสองที่ที่กล่าวมาคนเวียดนามชอบไปเพื่อถ่ายรูป กิจกรรมสุดฮิตของคนเวียดนาม คนไหนไม่มีกล้องมาก็จะยอมเสียเงินให้ตากล้องรับจ้างถ่ายรูปให้ จึงไม่แปลกที่จะเห็นตากล้องรับจ้างอยู่ทุกสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งแต่ละที่จะมีไม่น้อยกว่า 5 คน

 

หนึ่งวันในดาลัดทำได้ทุกอย่างที่กล่าวมา และพอตกเย็นนักท่องเที่ยวสามารถมาเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนคนดาลัดได้ที่ริมทะเลสาบ มาร่วมรับประทานอาหารจากพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ หรือร่วมเป็นส่วนหนึ่งของฝูง

เป็ดถีบที่ว่ายเต็มน่านน้ำ และเมื่อพระอาทิตย์ดับแสงลงตลาดกลางคืนดาลัดก็เปิดให้บริการ นักท่องเที่ยวสามารถฝากท้องมื้อใหญ่ตามร้านอาหารซีฟู้ดที่ขายหอยหลายชนิด ร้านเฝอ ร้านปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้ ซึ่งจะเปิดขายตามข้างทางริมถนนคนเดิน แต่แม้ว่าตลาดจะปิดการจราจรเป็นถนนคนเดินแล้ว ก็ต้องระวังรถมอเตอร์ไซค์อยู่ดี เพราะแม้ว่าเขาจะเข็น เขาก็อาจเข็นมาชนเรา หรือบางคนก็ทำผิดกฎ ยังบิดมาเบาๆ ซึ่งก็อาจบิดมาชนเราเช่นกัน

การกระทำบางอย่างของคนเวียดนามอาจทำให้นักท่องเที่ยวขัดใจอยู่บ้าง อย่างเช่น การแซงคิว เดินชนแล้วไม่ขอโทษ ขับรถเบียดรถคันอื่นเพื่อให้ตัวเองไปได้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้คนเวียดนามเองก็รู้ดีว่ามันไม่ดี แต่มันติดเป็นนิสัยที่ธรรมดาไปเสียแล้ว เพราะคนเวียดนามตั้งแต่บรรพบุรุษต้องเอาตัวรอดจากสงครามทั้งจากฝรั่งเศส อเมริกา และคนเวียดนามกันเอง รากเหง้าทำให้คนเวียดนามต้องดิ้นรนเพื่อตัวเองจนทำให้พวกเขาสนใจผู้อื่นน้อยลง

เมื่อนักท่องเที่ยวเข้าใจเขา คุณก็จะเที่ยวบ้านเขาได้มีความสุข ส่วนเรื่องท่องเที่ยวรับประกันได้ว่าคุณมีความสุขไม่มากก็ปานกลาง เพราะเมืองดาลัดคิดลูกเล่นให้นักท่องเที่ยวได้มีส่วนร่วมไว้แล้ว ซึ่งนั่นทำให้แต่ละสถานที่มีเสน่ห์ที่สร้างความสนุกได้มากขึ้น แบบที่เมื่อได้ลองแล้วต้องพูดว่า“คิดได้”(ยาวๆ)