สันติ พิเชฐชัยกุล ผู้ตามหาพระพักตร์พระพุทธเจ้า

  • วันที่ 08 ก.พ. 2559 เวลา 16:57 น.

สันติ พิเชฐชัยกุล ผู้ตามหาพระพักตร์พระพุทธเจ้า

โดย...กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี, วิชบุ๊คส์

หลายศตวรรษที่ผ่านมา มีการค้นพบรูปปั้นพระพุทธเจ้าเหมือนจริงทั้งในอินเดีย ญี่ปุ่น จีน เกาหลี หรือแม้แต่ไทย กระทั่งปัจจุบันมีผู้คนหลายประเทศค้นหารูปลักษณ์ของพระพุทธองค์ในแง่ที่เป็นบุคคลมากขึ้น เช่น ปี 2555 นักวิชาการชาวอังกฤษพยายามค้นหาพระพักตร์ที่แท้จริง ปี 2557 นักวิชาการชาวญี่ปุ่นเริ่มตรวจสอบดีเอ็นเอของชาวศากยะเพื่อค้นหาพระพักตร์เช่นกัน และปี 2559 ศิลปินประติมากรชาวไทย นาม สันติ พิเชฐชัยกุล ได้เผยแพร่งานวิจัยโครงการตามหาพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าตามประวัติศาสตร์โลก และจะสร้างประติมากรรมพระพุทธเจ้า “เสมือนจริง”

เด็กปั้นดินสู่นักปั้นฝัน

จุดเริ่มต้นของศิลปินประติมากรระดับโลก เริ่มจากการปั้นดินเล่นตอนอายุ 4 ขวบ และเริ่มปั้นขายให้เพื่อนข้างบ้านในราคา 1 บาท จากนั้นทำงานมาทุกรูปแบบทั้งขายขนม ขายไก่ เพาะเห็ดขาย เก็บขยะขาย รับจ้างทาสีบ้าน วาดการ์ตูนล้อเลียน วาดภาพเหมือนทุกชนิด นักแสดงประกอบ นายแบบ สตันต์แมน และมาหยุดอยู่ที่ประติมากร

“ภาพวาดของผมไม่เหมือนเด็กคนอื่นๆ นั่นก็คือ การแรเงา ทำให้เห็นเป็นสามมิติ มีระยะใกล้ กลาง ไกล ฉะนั้นการทำอะไรเหนือความคาดหมาย เราก็จะได้สิ่งที่เหนือความคาดหมายกลับมา” ครั้งนั้นเขาได้รับรางวัลชนะเลิศในประเภทการวาดภาพและเป็นก้าวแรกที่เริ่มเข้าสู่วงการศิลปะ

จากนั้นสมัยเรียนอยู่ชั้นประถม 5 มีการประกวดทำพานไหว้ครู หลายคนเลือกปั้นพานพุ่ม แต่เขาเลือกปั้นพระอภัยมณีเป่าปี่ และกลับถูกหัวเราะเยาะด้วยความตลก ว่า เขาปั้นคนกำลังดูดกัญชา

“เชื่อไหมว่านั่นคือสิ่งที่ต้องขอบคุณ เพราะถ้าไม่มีคำดูถูกในวันนั้นเป็นแรงผลักดัน จะมีหรือที่คิดอยากจะสู้คำสบประมาทในวันนั้น กลับกลายเป็นแรงบันดาลใจและทำให้ประสบความสำเร็จในสายอาชีพนี้”

 

หลังจากเหตุการณ์วันนั้น หนุ่มน้อยสันติก็ตั้งปณิธานแน่วแน่ว่า สักวันจะปั้นรูปให้เหมือนคนมากที่สุด ให้คนคิดว่าไม่ใช่รูปปั้นให้จงได้

“ผมเชื่อว่าทุกคนมีพรสวรรค์ที่พิเศษในตัวของแต่ละคนซึ่งมีความแตกต่างกัน อาจจะคล้ายคลึงกันบ้าง อยู่ที่ว่าเราจะหาเจอหรือไม่ และเมื่อเจอแล้วเราจะต่อยอดจากพรสวรรค์ที่มีมาได้อย่างไร ด้วยการแสวงหาต่อหรือจะหยุด ความอดทนในวันนี้จะส่งผลให้วันหนึ่งของเรามีชีวิตที่ดีกว่านี้แน่นอน”

เมื่อจบ ปวส.จากวิทยาลัยเพาะช่าง เขาตัดสินใจไม่เรียนต่อ เพราะมีความฝันเดียวในใจคือ การเป็นประติมากรเอกของโลก และเหมือนฟ้าเห็นความเพียรพยายาม เขาได้รับงานให้ปั้นหลวงปู่ปลื้ม วัดสวนหงส์ จ.สุพรรณบุรี โดยปั้นเป็นเรซิ่นไฟเบอร์กลาสในราคา 3 แสนบาท งานชิ้นนี้เขาลงมือสองรอบ เพราะรอบแรกปั้นเสร็จแล้วไม่พอใจ จึงไม่รับเงินส่วนที่เหลือแล้วขอโอกาสปั้นใหม่อีกครั้ง

“เราโกหกและทรยศต่องานที่เรารักไม่ได้ เพราะเท่ากับเราทรยศตัวเอง” สันติ กล่าว เขาจึงปั้นอีกครั้งด้วยเทคนิคที่คิดขึ้นเอง เพื่อให้ได้ผลงานที่เสมือนจริงที่สุด ผลปรากฏว่างานที่ออกมาได้รับคำร่ำลือและทำให้มีงานเพิ่มจากวัดและพิพิธภัณฑ์

“ผมชอบงานยากๆ จึงชอบอะไรที่เหมือนจริง ผลงานที่รังสรรค์จึงต้องมีความงามที่เรียกว่า สุนทรียภาพ ถ้ามากกว่านั้นคือ จิตวิญญาณ” นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถูกเรียกว่า นักปั้นแห่งจิตวิญญาณ “งานนั้นอาจจะพูดไม่ได้ เดินไม่ได้ แต่แค่ดูเหมือนว่าเดินได้ และเหมือนว่าจะพูดได้ แค่นี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว”

ชีวิตของสันติถึงจุดเปลี่ยนแปลงเมื่อพบกับภรรยา เอริค่า พิเชฐชัยกุล ชาวอเมริกัน เธอมาพร้อมแรงบันดาลครั้งใหญ่กับคำพูดที่ว่า

 

“ทำไมไม่ไปทั่วโลก ประเทศไทยจะเก็บเธอไว้ไม่ได้ โลกทั้งโลกต้องเห็นเธอ” ประกอบกับช่วงนั้นสันติถูกโกงค่าจ้างให้ปั้นหลวงปู่เลื่อม จึงเป็นจุดเปลี่ยนให้เขาและเอริค่านิมนต์รูปปั้นหลวงปู่ใส่กล้องและเดินทางสู่เมืองมอนแทนา ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาและภรรยานำรูปปั้นหลวงปู่ไปแสดงตามงานศิลปะต่างๆ ครั้งสำคัญ คือ งานประกวดศิลปะที่ใหญ่ที่สุดในโลกชื่อ Art Prize ที่มลรัฐมิชิแกน ปรากฏว่างานของสันติกลายเป็นไฮไลต์ มีนักข่าวมาทำข่าวทุกวันและได้รับการยอมรับจากศิลปินที่มีชื่อเสียง ถึงแม้ว่าจะไม่ชนะการแข่งขันดังกล่าว แต่ก็เข้ารอบ 25 คนสุดท้าย จาก 1,713 คนทั่วโลก

สันติ เล่าว่า ครั้งหนึ่งเห็นยุงกำลังเกาะผิวรูปปั้นหลวงปู่เลื่อมที่เป็นหุ่นเรซิ่นไฟเบอร์กลาส ตอนแรกเขาคิดว่าอาจเป็นเพราะเรซิ่นกำลังอุ่น หรืออาจตอมตามประสายุง แต่เมื่อเห็นมันบินหารูขุมขนเพื่อดูดเลือดเท่านั้น จึงยิ่งตอกย้ำคำชื่นชมจากคนที่เคยเห็นผลงาน

หลังจากนั้นยังไม่ละความพยายาม ปี 2554 เขาได้เข้าประกวดในงามเดิมอีกครั้ง โดยส่งผลงานเป็นรูปปั้นประธานาธิบดี เจอรัลด์ ฟอร์ด ครั้งนั้นสันติได้รับคะแนนโหวตเป็นอันดับ 4 จากศิลปะทุกแขนงรวมกัน และเป็นอันดับ 1 สำหรับงานประติมากรรม ในปีถัดมาได้รับเชิญไปแสดงในงาน Calgary Stampede และได้รับรางวัล The Best of Show 3D ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้แก่นักปั้นที่สุดในงานนั้น

“วันที่ได้รางวัล ผมดีใจมาก เพราะนี่ไม่ใช่รางวัลของสันติ แต่เป็นรางวัลของประเทศไทย เป็นรางวัลของคนไทยทั้งประเทศ”

เขาปั้นเกจิอาจารย์ซึ่งเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้ามาหลายท่าน และได้รับรางวัลระดับโลกตามคำพูดของภรรยาที่เคยกล่าวไว้ก่อนการเปลี่ยนแปลง ศักราชนี้สันติจึงจะสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหญ่โดยการปั้นอาจารย์ใหญ่ของพระเกจิอาจารย์ทั้งหลาย คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า บนพื้นฐานความเสมือนจริง

การเดินทางค้นหาพระพักตร์

“ผมตัดสินใจว่า การอุทิศตนของข้าพเจ้าต่อโลกใบนี้คือ การปั้นพระพุทธเจ้าให้ใกล้เคียงเสมือนตัวตนของพระพุทธองค์ตามความเป็นจริงแห่งสัจธรรมมากที่สุด ย่อมเป็นการปั้นที่ถูกต้องตามแก่นแท้ของพระธรรมคำสอนโดยไม่มีข้อสงสัย” สันติ กล่าวถึงโครงการวิจัยตามหาพระพักตร์พระพุทธเจ้าที่กำลังดำเนินอยู่

เขาและภรรยาค้นหาคำตอบโดนการตามรอยพระบาทจากลุมพินีถึงกบิลพัสดุ์ ประเทศเนปาล ไปพูดคุยและสเกตช์ภาพใบหน้าของผู้สืบสายเลือดศากยวงศ์ของพระพุทธเจ้าที่ยังมีชีวิตอยู่ เก็บรายละเอียดอย่างเครื่องนุ่งห่ม เส้นผม ใบหู และค้นหาความจริงว่า พระพุทธเจ้าทรงปลงพระเกศา (ตัดผม) และโกนหนวดเคราบนพระพักตร์หรือไม่

 

การวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ด้านจิตวิทยา เกี่ยวกับทัศนคติและรสนิยมส่วนพระองค์ รวมถึงคติว่าด้วยความงามของคนสมัยนั้น และด้านสรีรวิทยา เกี่ยวกับองค์ประกอบทางพันธุกรรมตามธรรมชาติ ทั้งลักษณะใบหน้า สีของเส้นผม สีดวงตา สีผิวกาย ส่วนสูง และโครงสร้างร่างกายของผู้คนในแคว้นโกศาละโบราณ หน้าตาของชาวเมืองกบิลพัสดุ์บ้านพระบิดา และชาวโกลิยะบ้านพระมารดา

โดยทั่วไป รูปปั้นพระพุทธรูปอันเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้าถูกถ่ายทอดในลักษณะ “เหนือธรรมชาติ” ตามลักษณะ 32 ประการ อธิบายว่าพระองค์มีผิวประดุจทองคำ มีนัยน์ตาสีฟ้า และมีคุณลักษณะที่ประเสริฐกว่ามนุษย์หลายอย่าง เช่น มีรัศมีแผ่ไปไกล มีลายเส้นที่ฝ่ามือและฝ่าเท้าดุจตาข่าย มีคางดุจราชสีห์ มีแข้งดุจเนื้อทราย ลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นจากกวีชาวพุทธที่ต้องการนำเสนอพระโคตมพุทธเจ้าให้มีความพิเศษไม่แพ้ชาวฮินดู ให้พระพุทธองค์กลายเป็นราชาแห่งพระเจ้าทั้งปวงที่ทรงพลานุภาพเหนือวิญญาณชั่วร้าย และทรงมาจุติเพื่อประโยชน์สุขของมนุษย์ แต่ทั้งหมดไม่พบในพระคัมภีร์ดั้งเดิม และขัดแย้งกับหลักพุทธศาสนาอย่างสิ้นเชิง

“พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่เชื่อว่าไม่มีพระเจ้าและทรงปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้า นอกจากนี้ลักษณะรูปปั้นเหนือจริงยังขัดแย้งต่อปรัชญาที่ว่าด้วยเรื่องอนิจจัง เพราะรูปปั้นเหนือจริงสื่อถึงความเป็นนิรันดร์ คือ การไม่มีวันตาย ดังนั้น การปั้นพระพุทธรูปที่มีลักษณะเสมือนจริงจะสื่อถึงช่วงสั้นๆ ของการดำรงอยู่ของมนุษย์ได้อย่างเป็นธรรมชาติและแม่นยำกว่า เพราะจะสอนให้เห็นถึงความสำคัญในการใช้ชีวิตอย่างมีความหมายและมีจริยธรรม ในฐานะที่เสมอเท่าเทียมกัน พระพุทธองค์คงอยากจะให้เราเห็นตัวเองในพระองค์และได้รับแรงบันดาลใจจากพระองค์ เราต้องหยั่งถึงความเป็นพุทธะในตัวของเราด้วย” สันติ บันทึกไว้ในหนังสือของโครงการวิจัย ตอน รหัสลับมหาบุรุษแห่งพุทธะ

นอกจากนี้ รูปปั้นพระพุทธเจ้าเสมือนจริงยังทำให้ปุถุชนตระหนักได้ว่า ทุกคนสามารถเข้าถึงการหยั่งรู้และการรตรัสรู้ได้ ไม่ได้ถูกจำกัดไว้สำหรับพระภิกษุสงฆ์เพียงอย่างเดียว พระพุทธเจ้าทรงเชื่อว่าทุกคนสามารถบรรลุและหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ด้วยหนทางแห่งธรรมะ จึงเป็นเหตุให้พระองค์ออกเผยแผ่คำสอน ผลต่อมา คือ ลดช่องวางระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ ทำให้คนรู้สึกได้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์กับอาจารย์ ซึ่งจะทำให้ใกล้ชิดกับพระพุทธองค์มากขึ้น และสิ่งสำคัญที่สุด คือ ได้สื่อคำสอนของพระองค์โดยเฉพาะเรื่อง สัจธรรม

สันติและภรรยาตามหารูปลักษณะของพระพุทธเจ้าจากการศึกษาพระสูตร งานพุทธศิลป์โบราณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพระพุทธศาสนา นักโบราณคดี นักประวัติศาสตร์ และคนในตระกูลศากยวงศ์ การค้นพบที่ได้ทำให้เขาแยกตำนานออกจากตัวตนและพบชีวิตที่แท้จริงของพระพุทธองค์ แตกต่างจากพระพุทธเจ้าในนิกายเถรวาทหรือมหายาน ซึ่งน่าเลื่อมใสยิ่งกว่าคำบรรยายในพระสูตรต่างๆ

ถึงวันนี้เข้าสู่ปีที่ 5 ที่ครอบครัวพิเชฐชัยกุลค้นหาพระพักตร์ที่แท้จริง อันดับต่อไปสันติและภรรยาจะออกเดินทางไปอินเดียและปากีสถานเพื่อหาใบหน้าจากผู้สืบเชื้อสายศากยวงศ์ สุดท้ายเมื่อค้นพบพระพักตร์และปั้นสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าที่มีขนาดใกล้เคียงกับพระองค์จริงเป็นครั้งแรกแล้วจะนำไปประดิษฐานที่ลุมพินีวัน ประเทศเนปาล สถานที่ประสูติของพระพุทธองค์ จากนั้นสันติจะสร้างประติมากรรมชิ้นที่ 2 ขนาดความสูง 19 เมตร ทำจากโลหะที่มีความประณีตเหมือนคนจริง และมีความใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุดตามประวัติศาสตร์โลกโดยจะประดิษฐานไว้ในประเทศไทย

“ปีหน้า (2560) คนทั่วโลกจะได้เห็นพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าเสมือนจริงที่สุดในโลก” สันติ กำลังรอวันนั้น “สถานที่ที่ผมจะสร้างประติมากรรมขนาดใหญ่ ผมจะสร้างในพื้นที่ที่รกร้างแล้วนำของไร้ค่ามาสร้างสิ่งที่มีค่ามากที่สุด เมื่อสถานที่แห่งนี้สร้างสำเร็จ จะกลายเป็นแหล่งรวบรวมหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ที่สมบูรณ์ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก และยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้ประเทศไทย”

ติดตามปฐมบทของการเดินทางตามหาพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าได้ในหนังสือ ร่วมค้นหาพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าตามประวัติศาสตร์โลก เล่ม 1 ตอน รหัสลับมหาบุรุษแห่งพุทธะ โดยนักปั้นแห่งจิตวิญญาณและประติมากรไทยระดับโลกผู้นี้

ข่าวอื่นๆ